posttoday
‘ดาวรุ่ง’ เป็น ‘ดาวโรย’ จี20 หมดแรงเข็นศก.โลก

‘ดาวรุ่ง’ เป็น ‘ดาวโรย’ จี20 หมดแรงเข็นศก.โลก

17 พฤศจิกายน 2557

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ต้องเรียกว่าสร้างความผิดหวังให้กับทั้งโลกกันเลยทีเดียว สำหรับความหวังที่กลุ่มประเทศ จี20 จะกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2009 ผ่านพ้นไป เพราะล่าสุดหลังจากผ่านวิกฤตดังกล่าวมาได้ 5 ปี กลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 20 ชาติก็ดูเหมือนจะไปไม่ไหวเสียแล้ว

แรกเริ่ม มีเฉพาะการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ประเทศ (จี8) เท่านั้นที่เป็นการประชุมระดับผู้นำ ขณะที่การประชุม จี20 เป็นเพียงการประชุมระดับรัฐมนตรีเท่านั้น จนกระทั่งวิกฤตการเงินโลกปี 2009 ปะทุขึ้น การประชุม จี20 จึงถูกยกระดับความสำคัญมากขึ้น เพราะกลุ่ม จี8 เพียงลำพังไม่มีกำลังเพียงพอในการกอบกู้เศรษฐกิจโลก จำเป็นต้องอาศัยการเสริมทัพจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่กำลังผงาดขึ้นมา อย่างจีน และอินเดีย

การรวมกลุ่มของชาติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้ง 20 ประเทศ ทำให้กลุ่มดังกล่าวทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง โดยมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) คิดรวมกันถึง 85% ของโลก และยังเป็นตัวแทนของประชากรโลกถึง 3 ใน 4 อีกทั้งยังมีสัดส่วนการค้าขายระหว่างเป็นถึง 80% ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกันคือกอบกู้โลกจากวิกฤตฯ

ปาลาเนียพัน จิทัมพรัม อดีตขุนคลังแดนภาตร กล่าวไว้ในการประชุมเศรษฐกิจโลกครั้งที่ 24 ว่า กลุ่ม จี20 อันประกอบไปด้วยชาติพัฒนาแล้วและชาติกำลังพัฒนา ถือเป็นเวทีการประชุมระดับนานาชาติที่มีบทบาทมากที่สุดในการต่อสู้กับปัญหาด้านการเงินและเศรษฐกิจโลก และมีบทบาทยิ่งกว่ากลุ่ม จี8 เสียอีก

นอกจากนี้ กลุ่ม จี20 ยังประสบปัญหาในการผลักดันมาตรการต่างๆ ซึ่งมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก อาทิ การลงนามในข้อตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภาษีระหว่างกัน เพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษีของบรรษัทข้ามชาติรายใหญ่

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของกลุ่ม จี20 กลับว่าไม่สู้ดีนัก เพราะกลุ่มประเทศเหล่านั้นกำลังเผชิญกับภาวะซบเซากันถ้วนหน้า

ในมุมของกลุ่มพัฒนาแล้วมีเพียง “สหรัฐ” เท่านั้นที่สามารถฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น แต่ยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอสำหรับการสตาร์ทเศรษฐกิจโลก ด้าน “ญี่ปุ่น” ต้องสะดุดขาตัวเองจากการขึ้นภาษีการค้า กลายเป็นสิ่งที่ขัดขวางการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และยิ่งแย่กว่าในมุมของ “กลุ่มยูโรโซน” ที่ยังคงสุ่มเสี่ยงต่อการถลำลงสู่ภาวะเงินฝืด

ขณะที่ในฝั่งของกลุ่มชาติกำลังพัฒนา การที่เศรษฐกิจ “จีน” เติบโตช้าที่สุดในรอบ 5 ปี ทำให้เกิดภาวะกลุ่มชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่สูญเสียแรงขับเคลื่อน เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีตลาดส่งออกหลักอยู่ในแดนมังกร โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และปัจจัยการผลิต ด้าน “รัสเซีย” ก็กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยการขยายตัวของจีดีพีแดนหมีขาวอยู่ที่ 0.7% ในไตรมาส 3 อันเป็นผลโดยตรงจากการคว่ำบาตรของซีกโลกตะวันตก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ แม้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมทรงพลังทั้ง 20 จะเป็นตัวแทนของกลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนจีดีพีรวมกันถึง 85% ทว่าสัดส่วน 85% นั้นกลับไม่มีแรงขับเคลื่อนแต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านั้น ในการประชุม จี20 ที่บริสเบน กลับกลายเป็นมหกรรมปาหี่ครั้งยิ่งใหญ่ เพราะแทนที่การประชุมจะถกประเด็นเกี่ยวกับการกอบกู้เศรษฐกิจโลกอย่างจริงจัง เวทีดังกล่าวกลับกลายเป็นเครื่องมือให้ตะวันตกวิพากษ์วิจารณ์รัสเซียอย่างเมามัน ต่อข้อกล่าวหาที่ว่าแดนหมีขาวเป็นผู้ให้การสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในยูเครน

อาทิ นายกรัฐมนตรี สตีเฟน ฮาร์เปอร์ ของแคนาดา กล่าวว่า ไม่ต้องการร่วมประชุมกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เพราะไม่อยากฟังคำ “โกหก” ที่ว่ารัสเซียไม่เกี่ยวข้องกับกรณีวิกฤตยูเครน

ด้าน นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ข่มขู่แดนหมีขาวว่า ทางสหภาพยุโรป (อียู) อาจยกระดับการคว่ำบาตรรัสเซียยิ่งขึ้นไปอีก

ขณะที่ประธานาธิบดีปูตินถึงกับต้องเดินทางกลับก่อนกำหนด ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยไฟแนนเชียล ไทมส์ ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของปูตินเกิดจากความไม่พอใจที่ถูกโจมตีอย่างหนักตลอดการประชุม 2 วัน

กรณีดังกล่าวยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า โต๊ะเจรจาที่ได้ชื่อว่าเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างชาติพัฒนาแล้วกับชาติกำลังพัฒนาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลก แท้ที่จริงแล้วก็ยังเป็นองค์กรที่สะท้อนเสียงของกลุ่มชาติพัฒนาแล้วเท่านั้นเอง

กระนั้นก็ตาม ก็ยังปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า การประชุมที่บริสเบนมีการออกมาตรการใหม่ๆ สำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกเช่นกัน อาทิ การกำหนดเป้าหมายกระตุ้นให้เศรษฐกิจโลกโตเกินกว่า 2.1% ภายใน 5 ปี โครงการจัดตั้งศูนย์โครงสร้างพื้นฐานโลกเพื่อเป็นกองทุนสำหรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนการค้าโลก

และยังออกข้อตกลงเพื่อความเสถียรภาพทางการเงินโลก โดยกำหนดให้วาณิชธนกิจข้ามชาติต้องมีทุนสำหรับป้องกันการล้มละลายด้วยตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้รัฐบาลต้องนำภาษีของประชาชนเข้าไปอุ้มภาคเอกชนเหล่านั้น

อย่างไรก็ดี กลุ่ม จี20 ยังเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีการบริหารแบบหลวมๆ ไม่มีกลไกหลัก ในการขับเคลื่อนวาระต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง ฉะนั้นโครงการต่างๆ ที่ออกจาก จี20 จำเป็นต้องอาศัยการร่วมมือร่วมใจจากทั้ง 20 เขตเศรษฐกิจ

แน่นอนว่า กรณีที่ชาติตะวันตกใช้เวทีแห่งนี้ “รุมกินโต๊ะ” รัสเซีย ย่อมเป็นความผิดผลาญอย่างมหันต์ เพราะเป็นการสร้างความร้าวฉานอย่างหยั่งรากลึก และย่อมจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการผลักดันความร่วมมือให้โครงการต่างๆ บรรลุผลในอนาคต

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกอบกู้เศรษฐกิจโลกอันเป็นเป้าหมายหลักของ จี20 เพราะเวทีแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกของเกมการเมืองโลกเสียแล้ว

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก