
ธปท.เตือนคลังทำงบขาดดุล
ประสารแนะไม่ควรเกิน2%ของจีดีพียันคลังออกพันธบัตรไม่กระทบดอกเบี้ย
ประสารแนะไม่ควรเกิน2%ของจีดีพียันคลังออกพันธบัตรไม่กระทบดอกเบี้ย
ธปท. แนะรัฐบาลไม่ควรทำงบประมาณขาดดุลเกิน 2% ของจีดีพี หวั่นลำบากในอนาคตเพราะฐานภาษีแคบ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หากกระทรวงการคลังต้องทำงบประมาณขาดดุล เพราะจำเป็นต้องกู้เงินมาจ่ายคืนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่มีผลขาดทุนหลายแสนล้านบาท ก็ไม่ควรจะทำงบประมาณขาดดุลเกิน 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เนื่องจากอาจส่งผลเสียในระยะยาว
“หากตั้งงบขาดดุลไม่เกิน 2% ต่อจีดีพีถือว่ายังอยู่ในระดับที่รับได้ แต่ในอนาคตต้องคำนึงถึงการจัดเก็บรายได้ เพราะปัจจุบันยอดจัดเก็บเทียบจีดีพียังต่ำ เนื่องจากฐานการจัดเก็บแคบและแบ่งประเภทภาษีน้อย ขณะที่ด้านรายจ่ายมีภาระด้านงบประจำสูงมาก ส่วนงบลงทุนมีน้อยกว่า” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
สำหรับแผนการออกพันธบัตรล้างหนี้ในโครงการรับจำนำข้าวของกระทรวงการคลังในปีหน้านั้น เห็นว่าควรจะกระจายอายุพันธบัตรที่จะออกเป็นช่วงเวลา เพื่อไม่ให้กระทบตลาดเงินและระดับหนี้สาธารณะให้เพิ่มขึ้น ส่วนวงเงินการออกพันธบัตร ธปท.มั่นใจว่าไม่ว่าคลังจะออกพันธบัตรวงเงินเท่าใด ก็จะสามารถบริหารจัดการไม่ให้กระทบกับระดับอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องในตลาดการเงิน รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อได้
นายประสาร กล่าวว่า ชัดเจนว่า ธปท.จะผ่อนคลายนโยบายการเงินหากเห็นว่าเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประมาณการไว้ ซึ่งต้องติดตามการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวมทั้งข้อมูลใหม่ เช่น การเบิกจ่ายงบประมาณ และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก มาประกอบด้วย
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังอยู่ใน ทิศทางฟื้นตัว เพียงแต่ฟื้นในอัตราที่ไม่สูงหรือเร็วอย่างที่คาดไว้ ซึ่งจากไตรมาสแรก จีดีพีขยายตัวติดลบ 0.6% ไตรมาส 2 ขยายตัว 0.1% ซึ่งในไตรมาส 3 ควรจะขยายตัวมากกว่าไตรมาส 2 แต่ด้วยประเทศอยู่ในภาวะช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจจากที่อ่อนแอ การกลับฟื้นสู่ภาวะปกติเต็มศักยภาพจะต้องใช้เวลา จึงไม่สามารถทำนายได้แม่นยำว่าจะเติบโตเต็มที่เมื่อใด
“เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ติดลบเหมือนเป็นคนไข้ที่โรครุมเร้า พอเข้าไตรมาส 2 ที่ดีขึ้นบ้างเปรียบเหมือนการ ฟื้นไข้ พอเข้าไตรมาส 3 เศรษฐกิจคล้ายกับการเดินออกกำลังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเมื่อใดที่จะกลับมาได้อย่างเต็มศักยภาพ ทายให้แม่นก็เป็นเรื่องยาก แต่บอกได้ว่า เราอยู่ในแนวโน้มฟื้นตัวแน่นอน เพียงแต่ในช่วงกำลังฟื้น อย่ามีพฤติกรรมเหมือนในอดีต” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักยังคงอยู่ที่นโยบายการคลังที่กำลัง เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณให้รวดเร็ว เศรษฐกิจไทยมีปัญหากำลังซื้อของครัวเรือนหดตัวกดดันอยู่ เช่น สินค้าเกษตรไม่ได้ราคา การผลิตเพื่อส่งออกไม่ตรงความต้องการตลาดซึ่งจำเป็นต้องบริหารจัดการไม่ว่าจะเป็นการผลิต กำลังแรงงาน หรือบริหารจัดการสินค้าเกษตร โดยข้อจำกัดเหล่านี้อยู่ในบริบทของการปฏิรูป







