
ชีวิตของผม เด็กยากจนบนแผ่นดินจีน
ผมชื่อ “ซิวซี แซ่ตั้ง” เกิดเมื่อปี 2468 (ค.ศ. 1925) ที่หมู่บ้านซักฝู ตำบลท้งซี อำเภอฟุงสุ่น
ผมชื่อ “ซิวซี แซ่ตั้ง” เกิดเมื่อปี 2468 (ค.ศ. 1925) ที่หมู่บ้านซักฝู ตำบลท้งซี อำเภอฟุงสุ่น หรือคนแต้จิ๋วเรียกว่าอำเภอฮงสุน จังหวัดเหมยโจว ในมณฑลกวางตุ้ง ของแผ่นดินจีน ในครอบครัวใหญ่ที่มีพี่มากมายถึง 9 คน ผมเป็นลูกคนที่ 10 และเป็นน้องเล็กประจำบ้าน
พ่อของผมมีลูกเป็นผู้หญิงตั้งแต่คนแรกจนถึงคนที่ 4 กว่าพ่อจะได้อุ้มลูกชายคนแรกก็ต้องรอจนแม่คลอดลูกคนที่ 5 นั่นแหละ แถมพอมีลูกชายคนแรก พ่อก็ไม่ได้ใช้แรงงานลูกชายอย่างที่คิด เพราะว่าพี่ชายคนโตของผมซึ่งชื่อ ซิวซา นั้น แกเดินทางออกจากเมืองจีนมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่อายุได้ 18 ปี ส่วนพี่ซิวหวุก ลูกชายคนที่ 2 ของตระกูล หรือพี่ชายคนรองของผม ก็ไปอยู่เมืองไทยตอนอายุได้ 12 ปี แม้จะกลับมาเมืองจีนตอนอายุ 16 ปี แต่เมื่ออายุได้ 22 ปี ก็เดินทางกลับไปเมืองไทยอีกครั้งโดยไม่ได้กลับมาอยู่เมืองจีนอีกเลย จึงมีลูกคนที่ 7, 8 และ 10 หรือลูกชายคนที่ 3, 4 และ 5 ของครอบครัวเท่านั้น ที่ยังอยู่เมืองจีนกับพ่อและแม่ ส่วนตัวผมเองซึ่งเป็นลูกคนที่ 10 (ลูกชายคนที่ 5) ก็ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองจีนถึงอายุแค่ 20 ปีเท่านั้นก็เดินทางมาเมืองไทย
ในสมัยนั้น การมีทารกเพศหญิงเกิดขึ้นในครอบครัวของคนจีนแผ่นดินใหญ่เสมือนเป็นโชคร้าย ดังนั้นจึงต้องขจัดความโชคร้าย นั่นก็คือ...การกำจัดลูกสาวให้พ้นไปจากครอบครัว ฟังดูเหมือนไร้สาระ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในเมืองจีนและเป็นความเชื่อที่ยึดถือมาช้านาน จนเหมือนเป็นสิ่งปกติที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา
เหตุที่ไม่ชอบลูกสาวประการหนึ่ง เพราะคนจีนในยุคโบร่ำโบราณ มีอาชีพทำนาทำไร่ การเป็นชาวนาชาวไร่นั้น จำเป็นต้องอาศัยแรงงานในการทำการเกษตร ซึ่งแรงงานที่ได้ก็คือแรงงาน จากสมาชิกในครอบครัวและแรงงานที่ดีก็มาจากเพศชายเพราะมีร่างกายแข็งแรง สามารถช่วยทำไร่ทำนาของตระกูลได้สืบต่อไป ความสำคัญของการมีลูกชายจึงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก
เพศหญิงหรือบรรดาลูกสาวนั้น แม้จะช่วยในด้านแรงงานได้บ้าง แต่ก็ไม่ดีเท่ากับการมีลูกชายและไม่ช้า ไม่นาน เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นหรือวัยสาว ลูกสาวก็ต้องแต่งงานมีเหย้ามีเรือนกันไป ทำให้ต้องเปลี่ยนนามสกุลและตามธรรมเนียมจีนต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวสามีกลายเป็น “คนของตระกูลอื่น” ในที่สุด เท่ากับว่าเลี้ยงแล้วไม่ได้ประโยชน์
คนจีนแผ่นดินใหญ่ในยุคก่อนๆ จึงไม่ค่อยเห็นประโยชน์ของการมีลูกสาวสักเท่าไร ดังนั้นเมื่อรู้ว่าเมียคลอดลูกสาวออกมา ก็ไม่อยากได้ คิดหาทางกำจัดกันด้วยวิธีต่างๆ นานา ครอบครัวผมก็เชื่อเรื่องโบราณหลายอย่าง ประเพณีที่ดีพ่อแม่ก็ยึดถือปฏิบัติ ยกเว้นเรื่องกำจัดลูกสาวเท่านั้น ที่พ่อแม่ของผมสวนกระแส ไม่ยอมทำตาม ทั้งๆ ที่มีลูกสาวติดกันถึง 4 คนก่อนจะมีลูกชายคนแรก
สำหรับครอบครัวที่ใจแข็ง จะใช้วิธีการกำจัดทารกเพศหญิงที่ไม่ต้องการ ซึ่งเป็นเลือดในอกของตัวเองแท้ๆ ด้วยวิธีการต่างๆ เท่าที่ผมได้ยินมาก็คือ วิธีแรก เอาขี้เถ้ายัดปาก วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายดาย และได้ผลมากวิธีหนึ่งเพราะขี้เถ้าจะเข้าไปในทางเดินหายใจทำให้เด็กสำลักและขาดอากาศหายใจแบบปัจจุบันทันด่วน
วิธีที่สอง พันด้วยผ้าห่มผืนใหญ่ๆ ให้ขาดอากาศ หายใจ วิธีนี้โหดร้ายไม่แพ้วิธีแรกและต้องอาศัยจิตใจที่โหดเหี้ยมไม่น้อยหน้ากัน เป็นวิธีเลือกความตายให้กับทายาทของตัวเองแบบนิ่มๆ เพราะผืนผ้าห่มนั้นนิ่ม แต่เป็นฆาตกรตัวร้ายที่ทำให้ลูกในอกของตัวเองขาดอากาศหายใจและดิ้นทุรนทุรายอย่างน่าเวทนา กว่าจะตายต้องใช้เวลานานพอสมควร
พ่อแม่บางคนตัดสินใจฆ่าลูกด้วยวิธีนี้ แต่เมื่อทารกในอ้อมแขนดิ้นทุรนทุรายก็เกิดทำใจฆ่าลูกตัวเองไม่ลงก็มี ส่งผลให้เด็กขาดอากาศกลายเป็นคนพิการทางสมอง ต้องนั่งเลี้ยงลูกปัญญาอ่อน ลำบากหนักขึ้นไปอีก
วิธีที่สาม โยนลงน้ำทั้งเป็น ทารกน้อยที่ถูกโยนลงน้ำทั้งเป็นนั้น ส่วนใหญ่หมดทางรอดทันที เพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ยิ่งหากกระแสน้ำแรง เด็กก็จะยิ่งสิ้นใจเร็วขึ้น หรือถ้าพ่อแม่เปลี่ยนใจกระโดดลงไปช่วยลูกตัวเอง บางทีอาจจะต้องกลายเป็นศพตามลูกไปเพราะกระแสน้ำก็เป็นได้
วิธีที่สี่ ใส่ตะกร้าไปขาย หรือยกให้ผู้อื่น วิธีนี้ทำกันอยู่ทั่วไปและเป็นวิธีที่ทำให้เด็กยังมีชีวิตอยู่รอดได้ ถ้าคนรับเด็กไปมีจิตใจดีก็ถือว่าเป็นบุญของเด็ก แต่ถ้าเป็นคนใจร้ายก็ถือเป็นคราวเคราะห์ของเด็ก เด็กบางคนถูกซื้อ เพื่อไปเป็นคนรับใช้ บางคนถูกซื้อเพื่อไปทำหน้าที่เป็น ลูกเลี้ยงแบบทิ้งๆ ขว้างๆ และมีหลายรายที่ถูกซื้อเพื่อเลี้ยงขึ้นมาเพื่อเป็นลูกหรือหลานสะใภ้ของตระกูลก็ได้
นอกเหนือจากวิธีกำจัดกันแบบข้างต้นแล้ว ยังมีธรรมเนียมการให้โอกาสหรือให้สิทธิสำหรับทารกเพศหญิงที่มาเกิดในท้องด้วย
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







