posttoday
กล่อมจีนซื้อข้าวอีก2ล้านตัน

กล่อมจีนซื้อข้าวอีก2ล้านตัน

15 พฤศจิกายน 2557

เตรียมสรุปผลใน2สัปดาห์หลังถกเอเปก พ่วงยางอีก2แสนตันหนุนรายได้เกษตรกร

เตรียมสรุปผลใน2สัปดาห์หลังถกเอเปก พ่วงยางอีก2แสนตันหนุนรายได้เกษตรกร

“ฉัตรชัย” กล่อมจีนซื้อข้าวไทยเพิ่มอีก 2 ล้านตัน คาดได้ข้อสรุปอีก 2 สัปดาห์ พร้อมขอให้ช่วยซื้อ ยางอีก 2 แสนตัน

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับรัฐบาลจีนในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเดินทางประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) โดยเสนอขายข้าวไทย 2 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา น่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์ และหากคอฟโกตกลงซื้อข้าวจากไทยเพิ่ม 2 ล้านตัน จะมีการลงนามในระดับรัฐมนตรีระหว่างกันภายในเดือน ธ.ค.นี้

“ไทยได้เสนอให้จีนช่วยเรื่องสินค้าเกษตรทั้งข้าวและยาง โดยข้าวนั้นพูดคุยกันเบื้องต้น ซึ่งเสนอขายข้าวให้จีน 2 ล้านตัน ผ่านบริษัท คอฟโก รัฐวิสาหกิจที่นำเข้าข้าวของจีน มีทั้งข้าวขาวและข้าวหอมมะลิ ระยะเวลาส่งมอบปี 2558-2559 ส่วนราคาขายยึดตามตลาดโลก ส่วนยางได้พูดคุยกับบริษัทยางของจีน ให้นำเข้ายางจากไทย 2 แสนตันเช่นกัน การขายครั้งนี้เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทยจีน ครบรอบ 40 ปี และในโอกาสที่สมเด็จพระเทพฯ มีพระชนมายุครบรอบ 60 พรรษา” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับตัวแทนเกษตรกรวันนี้ ได้มีการติดตามความคืบหน้าประเด็นต่างๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกับกลุ่มชาวนา 5 เครือข่าย โดยคณะทำงานในกลุ่มชาวนานั้นได้มีการมอบหมายให้นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นประธานคณะทำงานการพูดคุยของกลุ่มเกษตรกร 5 เครือข่าย นอกจากนี้ยังได้ติดตามการรับจำนำข้าวหอมมะลิยุ้งฉางให้ครอบคลุมกลุ่มสหกรณ์ชุมชนด้วย

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า สำหรับกรณีที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร ระบุว่า มีข้าวเหลือในสต๊อก 19.1 ล้านตัน เป็นตัวเลขที่คำนวณถึงเดือน พ.ค.เท่านั้น เพราะหลังจากที่ตนมารับตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ข้าวในสต๊อกได้ระบายออกเหลือ 18 ล้านตัน ซึ่งการระบายจะยึดตามกรอบยุทธศาสตร์ที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) มีมติไว้ โดยเร็วๆ นี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาการระบายข้าวจะเสนอกรอบการระบายข้าวรอบใหม่ให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาว่าการระบายข้าวจะกระทบต่อราคาข้าวเปลือกในตลาดที่กำลังทยอยออกมาหรือไม่หากไม่กระทบก็จะทำการระบายข้าวต่อไป

สำหรับปัญหาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาตกต่ำ ไม่เป็นไปตามการขอความร่วมมือกับกลุ่มผู้ส่งออกและโรงสี ที่ให้รับซื้อข้าวในราคาตามที่ตกลงไว้ คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ 1.51.6 หมื่นบาท/ตัน ข้าวสาร 2930 บาท/กก.นั้น ซึ่งปัญหาเกิดจากชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวมีความชื้นสูง เพราะเป็นช่วงฝนตกหนัก ทำให้ราคาข้าวไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ แต่หลังจากนี้เชื่อว่าเมื่อผ่านฤดูฝน ข้าวจะมีความชื้นต่ำลง น่าจะทำให้ราคาข้าวหอมมะลิปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งตนจะเชิญกลุ่มชาวนา โรงสี และผู้ส่งออกข้าว มาทำความเข้าใจกันใหม่ เพื่อผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิเป็นไปตามที่กำหนด

คาดอุตสาหกรรมยางล้อปี 58 โต 5-10% ฟื้นตามภาวะเศรษฐกิจและการผลิตรถยนต์เร่งเดินหน้าโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการซื้อยางเข้าระบบ 2 แสนตัน ดันราคาขึ้น 23 บาท "ดีสโตน" เปิดโรงงานยางล้อใหม่เพิ่มปริมาณใช้ยางกว่า 2 หมื่นตันชี้ตลาดยังสดใส

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า มีนโยบายผลักดันการแปรรูปยางเพื่อเพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้จากการส่งออก โดยล่าสุดกลุ่มบริษัท ดีสโตน ผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ของคนไทยได้ลงทุน 3,500 ล้านบาท เปิดโรงงานผลิตยางรถบรรทุกเรเดียลแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อบริษัท สยามทรัค เรเดียล เป็นโรงงานแห่งที่ 5 ของกลุ่ม ซึ่งจะทำให้มีความต้องการยางในอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์มากขึ้น

ปัจจุบันอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์ของประเทศไทยมีการผลิตอยู่ที่อันดับ 6 ของโลก มีมูลค่าตลาดอยู่กว่า 1.8 แสนล้านบาท เป็นการผลิตเพื่อส่งออก 1.2 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการขายในประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มที่อุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2558 คาดว่าจะขยายตัว 5-10%

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการพัฒนายางทั้งระบบ 2 โครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด 1.การสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยางวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้น ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อยางส่วนเกินออกจากระบบในช่วงต้นฤดูที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก (พ.ย. 2557เม.ย. 2558) 2.การสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางเพื่อขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท

จากปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ และสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีนี้

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยางล้อถือเป็นสินค้าแปรรูปที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดเมื่อเทียบกับสินค้าแปรรูปยางประเภทอื่นๆ หรือคิดเป็น 65% ของมูลค่าการส่งออกยางแปรรูปที่ 2.57 แสนล้านบาท และมูลค่าสูงกว่าการส่งออกน้ำยางดิบที่ปัจจุบันอยู่ที่ 3 ล้านตัน มูลค่า 2.5 แสนล้านบาท ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการมีการแปรรูปมากขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้จากการส่งออกและเป็นการช่วยเกษตรกรชาวสวนยางทางอ้อมโดยการเพิ่มความต้องการยางในประเทศ โดยไม่ต้องรอการสั่งซื้อจากต่างประเทศพยุงไม่ให้ราคายางผันผวน

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำยางธรรมชาติได้ 4.17 ล้านตัน เป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ยังมีการใช้ยางในประเทศค่อนข้างน้อยที่ 1.17 ล้าน ตัน ใช้ในภาคอุตสากรรมเพียง 5 แสนตัน หรือคิดเป็น 12% ของปริมาณน้ำยางทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 3 ล้านตันนำไปส่งออกในรูปการแปรรูปของวัตถุดิบ

สำหรับการลงทุนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารายังคงมีอย่างต่อเนื่องโดย เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2557 กลุ่มบริษัท ดีสโตน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตยางล้อของคนไทยได้ได้เปิดโรงงานผลิตยางรถบรรทุกเรเดียลแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อบริษัท สยามทรัค เรเดียล จำกัด เป็นโรงงานแห่งที่ 5 ของกลุ่มฯ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาทำให้มีความต้องการยางในอุตสาหกรรมยางล้อมากขึ้น

นายจักรมณฑ์ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาการยางทั้งระบบตามนโยบายรัฐบาล จำนวน 2 โครงการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการจัดทำรายละเอียด คือ โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้น ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อยางส่วนเกินออกจากระบบในช่วงต้นฤดูที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก(พ.ย. 2557 – เม.ย. 2558) ซึ่งตั้งเป้าหมายโครงการว่าจะทำให้สามารถดูดซับปริมาณยางพาราที่จะเข้าสู่ระบบได้ประมาณ 2 แสนตัน จะส่งผลให้ราคายางเพิ่มขึ้นทันที ประมาณ 23 บาท/กิโลกรัม และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายคือ 66 บาท/กก.

อีกโครงการคือการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางเพื่อขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต วงเงิน 1.5 หมื่น ล้านบาทผ่านธนาคารออมสิน สนับสนุนสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำ ที่ใช้ยางพาราในประเทศ เช่น ยางล้อ ถุงมือยาง ยางยืด ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม ฯลฯ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นายเกริก วงสาริยาวานิช รองประธานฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัท ดีสโตน กล่าวว่า โรงงานแห่งใหม่ที่มีการลงทุนไป 3,500 ล้านบาท จะเป็นไลน์การผลิตยางเรเดียลสำหรับรถบรรทุกและรถบัส กำลังการผลิต 1 ล้านชิ้นต่อปี เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีการผลิตรวมยางทุกประเภทอยู่ที่ 60 ล้านชิ้น ทั้งยางรถยนต์นั่งและกระบะในสัดส่วน 40% รถบรรทุก 20% รถเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม 15% มอเตอร์ไซค์ 15% และจักรยาน 10% และยอดขายรวมอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท โดย 60% เป็นการส่งออกตลาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่สหรัฐฯ และกระจายไปตลาดอื่นๆ เช่นเอเชีย ตะวันออกกลาง อัฟริกา ยุโรป

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโรงงานยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นปี 2558 จะยังเดินเครื่องไม่เต็มที่จะมียอดขายจากโรงงานใหม่อยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านบาท เทียบกับหากเดินตามแผนเต็มที่จะต้องมียอดขายอยู่ที่ 7,000 ล้านบาทและทำให้ยอดขายทั้งกลุ่มอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี

นายเกริก กล่าวว่า ปัจจุบันทั้งกลุ่มมีการใช้น้ำยางเพื่อการผลิตยางล้ออยู่ 5 หมื่นตัน โรงงานแห่งใหม่จะมีการใข้เพิ่มอีก 2 หมื่นตัน รวมเป็น 7 หมื่นตัน ส่วนอุตสาหกรรมยางล้อยังคงขยายตัวต่อเนื่องโดยของบริษัทฯ เองในปีนี้จะขยายตัว 510% ส่วนในปี 2558 คาดว่าจะเติบโตได้ 1520% เนื่องจากมีการผลิตของโรงงานแห่งใหม่เข้ามา

“การส่งออกไปทุกตลาดยังขยายตัวดีและเรายังเชื่อว่าเราจะจะสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยจุดขายที่ยางของเราขายคือคุณภาพคุ้มค่าเงินที่จ่าย เราตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนส่งออกจาก 60% ของการผลิตในปัจจุบันเป็น 75% ของการผลิต ในปี 2560 ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดในประเทศจะเพิ่มเป็น 12% ในปี 2558 จากปัจจับันที่มีส่วนแบ่ง 12%”

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ