posttoday
จีนชู"เอฟทีเอพี"ปาดหน้าค้าเสรีมะกัน

จีนชู"เอฟทีเอพี"ปาดหน้าค้าเสรีมะกัน

12 พฤศจิกายน 2557

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่ความคืบหน้าของประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) เนื่องจากความร่วมมือระหว่างประเทศบนเวทีนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับบรรยากาศของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

ล่าสุดประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ผู้นำจีน ประกาศผลักดัน “เขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก” (เอฟทีเอเอพี) ซึ่งจะเป็นเขตการค้าเสรีของสมาชิกทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งหากการเจรจาบรรลุผล เอฟทีเอเอพีจะกลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจะรวมประชากรไว้ถึง 45% ของทั้งโลกไว้ด้วยกัน มีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 57% อีกทั้งการค้าภายในกลุ่มยังคิดเป็นสัดส่วน 46% ของทั้งโลกอีกด้วย

ผู้ริเริ่มเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิกยังมีเป้าหมายในการลดความซ้ำซ้อนในข้อตกลงการค้าเสรีในเอเปกซึ่งมากมายจนได้รับฉายาว่า “ชามก๋วยเตี๋ยว” จากความยุ่งเหยิงของเขตการค้าเสรีที่ทับซ้อนกัน โดยมีสัญญาค้าเสรีกว่า 80 ฉบับระหว่างสมาชิกในเอเปกมิหนำซ้ำยังมีความพยายามในการตั้งเขตการค้าเสรีใหม่ทั้ง “ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจในภูมิภาค (อาร์เซป)” กับ “ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี)”

กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจทั้งสองนับเป็นที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง โดยอาร์เซปจะเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก โดยมีจีนเป็นผู้สนับสนุนหลัก ซึ่งหากการเจรจาบรรลุผลอาร์เซปจะกลายเป็นเขตการค้าเสรีมีสมาชิก 16 ประเทศ รวมถึงสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ทั้ง 10 ประเทศ โดยแค่เฉพาะอาเซียนก็มีสัดส่วนจีดีพีคิดเป็น 30% ของจีดีพีโลกแล้วและหากการเจรจาอาร์เซปบรรลุความสำเร็จก็จะเป็นเขตการค้าเสรีที่มีสัดส่วนเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว

ขณะที่ทีพีพีจะเป็นเขตการค้าเสรีที่มีสมาชิก 12 ประเทศตามแนวชายฝั่งเอเชียแปซิฟิก จะมีส่วนแบ่งการค้าโลกถึง 35% ซึ่งมีสัดส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกถึง 50%

ผู้สังเกตการณ์หลายรายระบุตรงกันว่า สหรัฐซึ่งเป็นหัวเรือหลักต้องการให้ทีพีพีเป็นเขตการค้าเสรีทางฝั่งแปซิฟิกควบคู่ไปกับ “ข้อตกลงหุ้นส่วนด้านการค้าและการลงทุนแอตแลนติก (ทีทีไอพี) ซึ่งกำลังอยู่ในการเจรจากับฝั่งสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อให้ 2 เขตการค้าเสรีเป็นตัวขับเคลื่อนการส่งออกสหรัฐ

นับเป็นข่าวดีที่ทั้งอาร์เซปและทีพีพีจะเป็นกลไกสำคัญที่ให้การไหลเวียนของสินค้าในตลาดโลกมีความสะดวกมากขึ้น กระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในภาวะเศรษฐกิจกำลังซบเซาเช่นนี้

ทว่าปัญหาของทั้งสองเขตการค้าเสรีมีอยู่ข้อเดียวเท่านั้น คืออาร์เซปซึ่งนำโดยจีนกลับไม่ได้เชื้อเชิญให้สหรัฐเข้ามาร่วมวงด้วย ขณะที่ทีพีพีซึ่งนำโดยสหรัฐก็ไม่ได้เชิญให้จีนเข้ามาร่วมวงด้วยเช่นกัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าสหรัฐกับจีนกำลังแข่งขันกันแย่งตำแหน่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 1 ถึงแม้ว่าในทางด้านความมั่นคงพญามังกรยังคงห่างชั้นกับพญาอินทรีหลายขุม แต่ในทางเศรษฐกิจจีนนับเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมาก และการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเป็นของตนเองก็กลายเป็นเครื่องมือในการแผ่อิทธิพลสู่ภูมิภาคและกีดกันอิทธิพลของคู่แข่งออกไป


จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า เอฟทีเอเอพี ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีของทั้งเอเชียแปซิฟิกน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการแข่งขันของสองมหาอำนาจจากซีกโลกตะวันตกและซีกโลกตะวันออก และช่วยขจัดความตึงเครียดของการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสอง

ฺนอกจากนี้ เขตการค้าเสรีเอเชียมีสัดส่วนที่ใหญ่กว่าและเข้มแข็งกว่า เขตการค้าเสรีซึ่งนำเสนอโดยสหรัฐและจีน อีกทั้งแดนมังกรและแดนมะกันก็จะได้รับผลประโยชน์จากเขตเอฟทีเอเอพีทั้งคู่

ถึงกระนั้นก็ตาม สหรัฐที่ถึงแม้จะประกาศให้การสนับสนุนเอฟทีเอเอพีในที่สุด แต่ในช่วงแรกกลับมองเอฟทีเอเอพีซึ่งได้รับการผลักดันโดยจีน เป็นเครื่องมือในการเพิ่มบทบาทของจีนในเขตเศรษฐกิจที่ถูกครอบงำโดยสหรัฐ

ที่แย่ไปกว่านั้นคือสหรัฐมองว่ากรอบการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิกจะเป็นเครื่องมือของจีนที่จะทำให้การเจรจากรอบทีพีพีต้องล่าช้าออกไปอีก ซึ่งในปัจจุบันก็นับว่าการบรรลุข้อตกลงทีพีพีก็ล่าช้ามามากแล้ว เนื่องจากสหรัฐไม่สามารถตกลงกันในการเปิดการค้าเสรีในสินค้าบางประเภท จนเลยเส้นตายเมื่อสิ้นปี 2013

ทั้งนี้ ตั้งแต่เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัว รัฐบาลจีนมีแนวโน้มในการริเริ่มตั้งองค์การระหว่างประเทศใหม่เพื่อคานอำนาจและลดการพึ่งพิงองค์การระหว่างประเทศในปัจจุบันที่ถูกครอบงำโดยโลกตะวันตก

เห็นได้ชัดจากความริเริ่มในการก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) ซึ่งจีนเป็นผู้เสนอข้อริเริ่มเป็นผู้สนับสนุนหลัก ที่นอกจากจะมีเป้าหมายในการเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียแล้ว ยังมีเป้าหมายในการลดการพึ่งพาเงินทุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ซึ่งนำโดยญี่ปุ่น และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ซึ่งมีสหรัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุนรายใหญ่

เพราะฉะนั้น แม้โดยฉากหน้าเอฟทีเอเอพีจะดูเหมือนกลไกเป็นกลางที่จะเปิดช่องให้สหรัฐกับจีนร่วมมือกันได้ อย่างไรก็ดี โดยลึกๆ แล้วก็คือเครื่องมือในการขัดตาทัพการเจรจาของทีพีพีสหรัฐเท่านั้น

สำหรับประเทศไทย หากพิจารณาตามหลักภูมิศาสตร์แล้วไทยน่าจะได้ประโยชน์ที่สุดจากการเข้าร่วมกับอาร์เซป เนื่องจากกรอบอาร์เซปมีศูนย์กลางคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และประเทศที่ตั้งอยู่กลางอาเซียนพอดีก็คือไทย ซึ่งน่าจะทำให้ไทยได้รับบทบาทที่สำคัญจากการเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการทำหน้าที่เชื่อมโยงชาติต่างๆ ไว้ด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม หากมองด้วยกรอบแว่นในระดับเอเปก ประเทศไทยนับเป็นชาติขนาดกลางในเอเปก ซึ่งไม่ได้เล็กจนไม่มีบทบาทบนเวทีโลก  จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทางที่ดีที่สุดสำหรับรัฐนาวาไทยในความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจ คือการใช้ประโยชน์สูงสุดจากกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย และเพื่อถ่วงดุลอำนาจผลประโยชน์ของสองมหาอำนาจ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ