posttoday
เปิดกึ๋น4ขุนพลจับมือพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

เปิดกึ๋น4ขุนพลจับมือพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

12 พฤศจิกายน 2557

ในงานสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2558 ก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจไทย จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยั่งยืนได้ต้องแก้จุดอ่อน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.จุดอ่อนด้านพลังงาน มีการใช้ฟุ่มเฟือย มีการอุดหนุนราคาพลังงานต่ำสูงถึง 18% ของจีดีพี จึงต้องลดการอุดหนุนพลังงาน หากไม่แก้ไขประเทศไทยยิ่งพัฒนายิ่งแพ้

ในงานสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2558 ก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจไทย จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยั่งยืนได้ต้องแก้จุดอ่อน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.จุดอ่อนด้านพลังงาน มีการใช้ฟุ่มเฟือย มีการอุดหนุนราคาพลังงานต่ำสูงถึง 18% ของจีดีพี จึงต้องลดการอุดหนุนพลังงาน หากไม่แก้ไขประเทศไทยยิ่งพัฒนายิ่งแพ้

2.จุดอ่อนโครงสร้างภาษี ที่ทำให้การจัดเก็บรายได้ลดลง ส่งผลให้งบลงทุนน้อยลงทุกที จากที่เคยสูงถึง 30% ของงบประมาณ เหลือ 17% ที่ผ่านมาพึ่งภาษีการค้าและภาษีรายได้ ต่อไปจะมีการเก็บภาษีมรดก ที่สำคัญต้องเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีฐานการเก็บภาษีกว้าง เมื่อมีรายได้มากพอจะมีโอกาสได้เห็นการจ่ายเงินคืนภาษีให้กับผู้มีรายได้น้อย (Negative Income Tax) กรณีที่รัฐบาลจ่ายเงินให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ก็ถือเป็น Negative Income Tax

3.จุดอ่อนต้นทุนขนส่งสินค้า ที่ปัจจุบันมีการขนส่งทางถนน 75% ต้นทุน 2 บาท/กิโลเมตร (กม.) ขณะที่การขนส่งทางรางต้นทุนเพียง 0.30 บาท/กม. มีไม่ถึง 2% หากไม่แก้ไขยิ่งพัฒนาต่อไปก็ยิ่งฟุ่มเฟือย 4.จุดอ่อนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการศึกษา จะต้องมีการกระจายครูที่มีคุณภาพไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น ต้องมีการผลิตบัณฑิตสาขาวิชาชีพมากกว่าสายวิชาทั่วไป

สำหรับการดูแลเศรษฐกิจที่ยั่งยืน มีโจทย์สำคัญว่าจะทำอย่างไรให้คนในชนบทมีรายได้สูงขึ้น และสนับสนุนให้นำพืชผลไปใช้ประโยชน์มากขึ้น เช่น การผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังและอ้อย รวมถึงการทำไบโอดีเซล ก็มีน้ำมันปาล์มอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ต้องพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ที่ต้องมีการแก้กฎหมายอีกมาก คาดว่าจะให้เสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถพัฒนาก้าวไปอย่างรวดเร็ว

ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมยังมีอยู่จริง ที่เห็นชัดเจนคือเรื่องที่ดิน ที่ยังมีปัญหาคนไม่มีที่ดินทำกิน แม้จะเคยมีการจัดที่ดิน 40 ล้านไร่ ให้ผู้ไม่มีที่ดินทำกินไปแล้ว แสดงว่ากระบวนการมีปัญหา นอกจากนี้ยังมีปัญหาความไม่เท่ากันของสิทธิในที่ดินที่รัฐจัดให้ ทำให้ธนาคารมีปัญหาเกี่ยงงอนการปล่อยกู้

ประเด็นเรื่องที่ดินจึงต้องมีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติมาดูแลแก้ไขให้จบภายในรัฐบาลชุดนี้ ทั้งการจัดระบบการใช้ที่ดิน การให้สิทธิแก่เกษตรกรทำกิน และจะหารือกับกระทรวงการคลังว่าจะใช้ธนาคารเข้ามาช่วยเรื่องทุนอย่างไร อาจจะตีมูลค่าที่ดินให้น้อยกว่าที่ดินตามกฎหมายที่ดิน

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาน้ำ ที่ยืนยันได้ว่าอีกไม่เกิน 510 ปี น้ำจะมีปัญหาเหมือนกับพลังงานในขณะนี้ แนวทางการบริหารน้ำของรัฐบาลที่กำลังดูจึงจะเน้นไปในเรื่องการกระจายน้ำให้ทั่วถึงและเป็นธรรม ร่วมถึงการสร้างวินัยในการใช้น้ำอย่างรับผิดชอบมากขึ้น

ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ถือเป็นปัญหาสำคัญ ในส่วนตัวเห็นว่าสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขและช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งขณะนี้กำลังดูใน 3 ส่วน คือ 1.หนี้เกษตรกรในส่วนของสถาบันการเงิน เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ประมาณ 4% 2.หนี้ในส่วนที่ราชการดูแล เช่น กองทุนต่างๆ ที่การบริหารระบบราชการทำให้มีการผ่อนผันหนี้มาก สุดท้ายเป็นหนี้เสียประมาณ 40% ซึ่งกำลังดูว่าจะทำอย่างไรที่จะดึงสภาพคล่องของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีเงินจำนวนมากมาช่วยเหลือเกษตรกรในกลุ่มเหล่านี้ได้ โดยอาจจะออกเป็นกฎกระทรวงขึ้นมาช่วยแก้ไข รวมทั้งจะไปดูในเรื่องหนี้นอกระบบด้วย เพราะหากแก้ไม่ได้การพัฒนาชีวิตเกษตรกรจะทำได้ยาก และ 3.การช่วยเหลือเกษตรกรที่จะต้องจำกัดการช่วยเหลือ โดยการออกเป็นกฎหมาย เพื่อให้ช่วยเหลือเพียง 4 เรื่อง คือ การปรับโครงสร้างภาคเกษตร การช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติ การช่วยเหลือเพื่อพัฒนาผลผลิตและแปรรูป และการทำประกันภัยพืชผลทางการเกษตร

สมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังต้องการดำเนินนโยบายการคลังด้วยการทำงบประมาณแบบขาดดุลในระดับสูงไปอย่างน้อยอีก 2 ปี จนถึงปี 2560 โดยยังไม่จำเป็นต้องรีบทำงบสมดุลตามแผนเดิมในปีงบประมาณ 2560 เนื่องจากต้องใช้งบในการพัฒนา ใช้หนี้ของประเทศ รวมถึงการลงทุน และการดูแลภาคสังคม ต้องใช้งบประมาณในการดูแลคนจนมากขึ้น ต้องดูแลภาคสังคมมากขึ้น แต่เรื่องนี้ยังเป็นแนวคิดของกระทรวงการคลังที่ต้องหารือกับรัฐบาล

ทั้งนี้ ในปี 2559 คาดว่าจะทำงบประมาณแบบขาดดุลประมาณ 3.5 แสนล้านบาท จากปีนี้ที่ขาดดุล 2.55 แสนล้านบาท แต่เป็นขาดดุลที่ยังอยู่ในกรอบ 20% ของงบประมาณ หรือสามารถทำงบขาดดุลได้สูงถึง 5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพิ่มค่าหักลดหย่อนสำหรับค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา จากเดิม 200% หรือ 2 เท่า เป็น 300% หรือ 3 เท่า แต่หลักเกณฑ์ต้องมีความชัดเจน เพื่อให้หักภาษีได้ง่ายรวดเร็ว และตรวจสอบได้ว่าเป็นการใช้จ่ายเพื่อการวิจัยพัฒนา

ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน กล่าวว่า เรื่องพลังงานมีหลายนโยบายที่จะต้องทำและไม่กลัวโดนด่า เพราะไม่ได้ต้องการไปเลือกตั้ง ประกอบด้วย 1.การปรับราคาพลังงานต้องทำเพื่อนำเงินเข้ากองทุน ขณะที่น้ำมันดีเซลที่เก็บภาษีน้อยมาก เพราะพรรคประชาธิปัตย์ตรึงไว้ไม่ให้เกิน 30 บาท ในขณะที่ใช้กันมากถึงวันละ 60 ล้านลิตร หากกระทรวงพลังงานจะเก็บภาษีเป็น 4 บาท/ลิตร รายได้จะเพิ่มเป็น 240 ล้านบาท/วัน หรือปีละ 8 หมื่นล้านบาท การปรับราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี)

2.การเพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีด้านพลังงานให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้า เพราะไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟฟ้าดับ โดยเฉพาะภาคใต้ จึงจะเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ เพราะลงพื้นที่แล้วชุมชนเอาด้วย ไม่มีใครต่อต้าน แต่ต้องช่วยเหลือชุมชนให้ดี ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ยังมองเห็นว่าอาจจะพิจารณา แต่ต้องฟังเสียงประชาชนก่อน

เพราะฉะนั้น เรื่องที่ต้องทำแน่นอนคือการปรับสมดุลราคาพลังงานทั้งน้ำมันและแก๊ส การเพิ่มสัญญาซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านและการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) การเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ ทั้งหมดจะทำให้เสร็จใน 1 ปี

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน