
มาตราการคลังเข็นไม่ออกดันเศรษฐกิจไม่ขึ้น
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
มติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แบบไม่เอกฉันท์ 6 ต่อ 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิมที่ 2% ต่อปี โดยเสียงข้างน้อยเห็นว่าควรลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ เปราะบาง แต่การจะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่านี้ ก็เป็นเรื่องอันตรายด้านเสถียรภาพ
นอกจากนี้ ธปท.ยังเตรียมปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ 1.5% ต่อปี เนื่องจากภาคการส่งออกของไทยแย่กว่าที่คิด นอกจากไม่ขยายตัวแล้วอาจถึงขั้นติดลบ ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณที่คิดว่าจะเป็นพระเอกดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในช่วงท้ายของปีก็ประสบปัญหาเบิกจ่ายล่าช้ากว่าที่คาดไว้
ภาวะดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในภาวะซึมๆ หงอยๆ จะแย่กว่านี้ก็ไม่ใช่ จะดีขึ้นก็ยังไม่ชัดเจน เพราะมาตรการทางการเงินไปต่อไม่ได้ ส่วนมาตรการทางการคลังก็ยังติดๆ ขัดๆ ทำให้เศรษฐกิจเร่งเครื่องไม่ขึ้น
สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ยังยอมรับว่า มาตรการทางการคลังหลายอย่างยังไม่ได้ดังใจ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณและการเร่งจ่ายเงินชาวนา ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเป็นการด่วนเพื่อปลดล็อกเศรษฐกิจไทย
การเบิกจ่ายงบประมาณนั้น ขณะนี้ถือเป็นมาตรการทางการคลังที่มีความสำคัญมากที่สุดของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่มีปัญหาชะลอตัว จากปัญหาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ดับสนิท ทั้งการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคภาคเอกชน
ทว่า การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 ประเดิมเดือนแรก ต.ค. 2557 เบิกจ่ายได้ 3.67 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการเบิกจ่ายงบประจำถึง 3.3 แสนล้านบาท แต่ด้านงบลงทุนกลับเบิกจ่ายได้เพียง 1.4 หมื่นล้านบาท จากงบลงทุนทั้งหมด 4.5 แสนล้านบาท ต้องถือว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนล่าช้าอย่างมาก
ขณะที่งบเหลื่อมปีที่ยังค้างอยู่ 1 แสนล้านบาท ก็เพิ่งเบิกได้แค่ 2.28 หมื่นล้านบาท ในส่วนของงบโครงการไทยเข้มแข็ง 1.5 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลรวบมาใช้ในโครงการอื่น ก็ยังเบิกจ่ายไม่ได้ต้องรอแก้ไขกฎหมาย ซึ่งคาดว่าอาจจะไม่ใช้ได้ทันปีนี้ ส่วนการเบิกจ่ายเงินกู้โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ก็ยังเคาะไม่ออก
สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณของประเทศในทุกๆ ก้อนสะดุดติดขัดไปหมด และไม่ได้มีส่วนในการช่วยดันเศรษฐกิจอย่างที่คาดไว้
นอกจากนี้ มาตรการเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร่งด่วนก็เกิดอุปสรรคขึ้น คือการจ่ายเงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาท วงเงินไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/ครอบครัว เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย แต่การจ่ายเงินก็ล่าช้าไม่ออกเร็วอย่างที่ตั้งใจไว้ วงเงินที่ทั้งหมด 4 หมื่นล้านบาท ตอนนี้เบิกจ่ายเพียง 3,000 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้การอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภครากหญ้ายังจุดไม่ติด
มาตรการทางการคลังที่จะมาดูแลเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ก็ยังมีปัญหา เช่น การปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งจะช่วยทั้งการอัดฉีดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจฐานรากและแก้ปัญหาหนี้นอกระบบไปด้วย แต่ยังเข็นมาตรการไม่ออก เพราะการที่จะอนุญาตให้เอกชนตั้งบริษัทนาโนไฟแนนซ์ปล่อยกู้ให้รายย่อยรายละไม่เกิน 1 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี ยังติดขัดเรื่องการให้แรงจูงใจบริษัทเอกชนให้มาสนใจปล่อยกู้ได้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ ธปท.ได้ให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์ ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่านาโนไฟแนนซ์ ก็ไม่มีแบงก์ไหนเล่นด้วย เพราะไม่คุ้มค่าลงทุน
มาตรการเร่งลงทุนผ่านกฎหมายร่วมลงทุนรัฐเอกชน หรือ PPP ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ มีการแก้ไขมาได้ 1 ปี แต่ยังมีอุปสรรคในการดำเนินการ ทำให้เอกชนไม่สนใจลงทุน ขณะที่หน่วยราชการก็ไม่อยากใช้ช่องทางนี้ เพราะขั้นตอนการดำเนินการยุ่งยาก การใช้เงินงบประมาณหรือเงินกู้ทำได้ง่ายกว่า ทำให้ต้องมีการยกเครื่องแก้กฎหมายใหม่กันอีกครั้ง การลงทุนผ่านกฎหมาย PPP ที่เคยตั้งเป้าไว้ว่าจะทำได้นับหมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2558 ก็มีหวังต้องพับแผนไปก่อน
แม้แต่การตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรืออินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ ที่ติดกฎเกณฑ์ต่างๆ ผ่านมานานกว่า 1 ปี เพิ่งแก้ไขได้แค่หลักการการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดตั้งเพื่อระดมเงินไปสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท แต่กว่าจะตั้งกองทุนเป็นรูปเป็นร่างได้ก็ต้องรอถึงปีหน้า และหลังจากนั้นยังต้องใช้เวลารอไปอีกระยะหนึ่งกว่าจะมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
อีกปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ ปัญหาของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่มีหนี้เสียจำนวนมากและเป็นหนี้เสียที่เกิดขึ้นมาจากการทุจริต ทำให้ต้องเสียเวลาในการตรวจสอบทรัพย์สิน การทำแผนฟื้นฟูต่างๆ จนเสียโอกาสในการปล่อยกู้ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนฐานราก ที่เป็นเส้นเลือดสำคัญทางเศรษฐกิจได้
ยิ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้กระทรวงการคลังเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ และหนี้บัตรเครดิต ยิ่งทำให้กระทรวงการคลังอยู่ในภาวะลำบาก เพราะไม่สามารถใช้แบงก์รัฐเหล่านี้เป็นแขนขาในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้
สมหมาย ยอมรับว่า การแก้ไขหนี้นอกระบบเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้ปานกลาง รายได้ไม่พอจ่าย ส่งผลทำให้หนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ต้องการแก้ที่เศรษฐกิจภาพใหญ่ให้ขยายตัวได้ดี มีการกระจายรายได้ให้ทั่วถึง จะทำให้ประชาชนมีรายได้ไปจ่ายหนี้ และฉุดยอดหนี้ลดลงโดยอัตโนมัติ
ขณะที่ปัจจุบันเศรษฐกิจภาพรวมของไทยอ่อนแอ ขยายตัวได้ต่ำ ทำให้แก้หนี้ครัวเรือนไม่ได้เป็นเรื่องง่าย
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขหนี้นอกระบบไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมามีการแก้ไขด้วยวิธีการโอนหนี้นอกระบบ ให้มาเป็นหนี้สถาบันการเงินหลายครั้ง แต่ปรากฏว่าหนี้ที่สถาบันการเงินรับโอนมากลับกลายเป็นหนี้นอกระบบอีก ขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้บัตรเครดิต ทางไอแบงก์เคยออกมาตรการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต แต่ไม่นานหนี้บัตรเครดิตที่รีไฟแนนซ์เข้ามาก็กลายเป็นหนี้เสียเกือบทั้งหมด กลายเป็นภาระของไอแบงก์และรัฐบาลในที่สุด
ปัญหาของการกระตุ้นเศรษฐกิจตอนนี้ต่างพุ่งตรงไปที่มาตรการทางการคลังทั้งหมดเป็นสำคัญ ซึ่งหากมาตรการทางการคลังเข็นไม่ออก อัดฉีดเงินไม่ได้ตามเป้าตามเวลาที่วางไว้ ก็ยากที่จะเข็นเศรษฐกิจขาลงให้เป็นขาขึ้นอย่างที่หวังได้







