
"เทียนฉาย"ตั้งเป้าหมายปฏิรูป6เรื่อง
เทียนฉายเปิดงานปฏิรูป "สปช." ตั้ง 6 เป้าหมายในการปฏิรูป ย้ำเปิดกว้างให้ผู้เห็นต่างทางการเมืองร่วมแสดงความเห็น
เทียนฉายเปิดงานปฏิรูป "สปช." ตั้ง 6 เป้าหมายในการปฏิรูป ย้ำเปิดกว้างให้ผู้เห็นต่างทางการเมืองร่วมแสดงความเห็น
เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวเปิดงานสัมมนา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ตอนหนึ่งว่าจากนี้ไปจะเดินไปอย่างมั่นคงและมั่นใจ โดยมีเจตนา 3-4 เรื่อง 1.เสริมสร้างสานสัมพันธ์สมาชิกสปช. ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการทำงานข้างหน้าเพราะโอกาสมีความขัดแย้งความคิดสูง
2.กำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อเป็นหนึ่งเดียวในการปฏิรูปประเทศ 3.เส้นทางจะไปสู่อนาคตที่ความคาดหวังได้อย่างไร และ4.จะนำผลภาพวาดอนาคตไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร ซึ่งส่วนตัวคิดว่าใน 4 ประเด็นนี้ ทำได้แน่ในสองวันนี้ โดยจะชวนให้สมาชิกคิดพร้อมๆกัน และจูนความคิดให้ตรงกันด้วยการเดินหน้าคิกอ๊อฟ จะทำได้เร็วมากขึ้น
ส่วนการปฏิรูปจะพบว่ามีทั้งประเด็นหลักและประเด็นย่อย ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนปลงให้ดีขึ้น จะเห็นมีมากกว่า 18 เรื่อง แต่บางอย่างแค่แก้ไขประกาศหรือคำสั่งก็แก้ปัญหาได้ โดยไม่ต้องมีการปฏิรูป เพียงแต่อาจจะช่วยกระตุ้น ปรับแนวคิด องคาพยพ ถึงจะแก้ปัญหาได้
นายเทียนฉาย กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าเป้าหมายที่ทำให้การปฏิรูปมีผลสำเร็จมีด้วยกัน 6 เรื่อง 1.ปฏิรูปแล้วต้องได้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีความเหมาะสมต่อสภาพสังคมไทย 2.มีระบบเลือกตั้งสุจริตและเป็นธรรม 3.มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริต คอร์รัปชัน 4.จะขจัดความเลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ในสังคมและพัฒนาที่ยั่งยืน
5.กลไกรัฐสามารถให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง สะดวกรวดเร็ว และ6. ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัดเป็นธรรม ซึ่ง 18 ด้านนี้ มีเป้าหมายใน 6 ข้อที่ต้องทำให้เกิด แต่อาจจะจะยืดประเด็นออกไป หรือลดมากกว่า 18 ด้าน ก็สามารถทำได้ แต่จะเกินไปได้ไม่ไกลมากนักเ พราะมีเวลาจำกัดอาจจะไม่ทัน
สำหรับกระบวนการปฏิรูปน่าจะมีหลายวิธีและหลายกระบวนการ คือ 1.ให้สาธารณชนมีส่วนร่วม 2.การฟังความเห็นของสาธารณะและประชาชน โดยจะให้มีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญการมีส่วนร่วมประชาชน แต่กระบวนการให้มีส่วนร่วมนั้นควรจะต้องมีความรอบคอบ อย่างน้อย 3.ประการ 1.ประสานสัมพันธ์ให้ดี มีเอกภาพ ทั้งรูปแบบและวิธีการ การจัดให้มีการเข้าไปร่วมรับฟังกรณีที่มีผู้จัด บทบาทของสปช. กรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการ ต้องวางกันให้ดี เพราะต้องไม่สะดุดขาตัวเอง
2.ถูกต้องและยอมรับได้ในระเบียบวิธีให้มีส่วนร่วมของการให้มีส่วนร่วมและรับฟังความเห็น ไม่ใช่สักแต่ให้มีเท่านั้น แต่เพื่อให้ได้ผลรับที่ถูกต้องและไม่มีอคติ เพราะการฟังความเห็นประชาชน ไม่สามารถฟัง 64 ล้านคน บางคนบางเวลาต้องจำแนกให้ดีด้วยวิธีที่ถูกต้อง ทั้งหมดต้องวางแผนให้ดี กรรมาธิการแต่ละชุดต้องรับผิดชอบให้มากๆ ก่อนจะไปถึงจังหวัด หรือแต่ละประเด็น
“ระวังเรื่องอ๊อฟไชด์กรอบอำนาจต้องทำให้ดี กรรมาธิการต้องเร่งรัดและเร่งมือ สมาชิกาอาจจะต้องชะลอสักนิด เพื่อรอทีม เรากำลังเร่งมืออยู่แล้วและไปด้วยกันแต่ การฟังและให้มีส่วนรวมไม่ใช่คำมั่นสัญญาแต่เป็นการเอาข้อมูลมาประกอบร้อยเรียงเพื่ออนาคตประเทศไทย”นายเทียนฉาย กล่าว
นอกจากนี้ อยากฝากถึงสมาชิกว่าสปช.เดินหน้ามาได้เร็วพอสมควร ขนาดนั้นยังไม่ทันใจ จะเร่งอีก ภารกิจทุกคนอยู่ที่กรรมาธิการ 18 คณะ แม้ท่านไปร่วมเป็นกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ต้องไม่ลืมว่ายังอยู่ในกรรมาธิการ18 คณะด้วย และถือเป็นความสำคัญที่เร่งด่วนแรก ส่วนการฟังความเห็นให้เป็นลำดับรอง ดังนั้น กรรมาธิการจะต้องไม่ขาดองค์ประชุม
ทั้งนี้ เพราะเวลาประชุมจะซ้อนกัน เกรงว่าอาจจะแบ่งภาคไม่ได้ และต้องช่วยกันระวังป้องกันเรื่องข้อมูลที่ประชาชนอาจจะเข้าใจผิด เพราะที่ผ่านมามีบางช่วงหากติดตามจากสื่อโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่มีการรายงานข้อมูลอย่างรวดเร็ว หากมองจากภายนอกจะงง ว่าสปช.ทำอะไรกัน บางครั้งออกอาการเป๋ จึงต้องค่อยๆทำความเข้าใจและรีบให้คณะกรรมาธิการแต่ละชุดทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ ประธาน รองประธาน เลขานุการ และโฆษก ต้องเริ่มต้น ทุกคนต้องพูดผ่านโฆษกเท่านั้น บางคนอาจจะให้ข้อมูลบ้าง หรือไปสัมภาษณ์บ้าง ก็ต้องเคลียร์ ว่าเป็นความเห็นส่วนตัวไม่ใช่ความเห็นของสปช. จึงขอให้ระวังเรื่องนี้เพราะหากเกิดปัญหาจะต้องใช้เวลาแก้นาน และอาจจะจำเป็นต้องมีคณะทำงานประชาสัมพันธ์มาช่วยและวางแผน ให้ข้อมูลทั้งสองด้าน กับสมาชิกและสาธารณะ โดยจะมีการเรียกประชุมสปช.ในวันที่11 พ.ย. เพื่อให้มีการรับทราบการตั้งกรรมาธิการทั้ง 18 คณะและขอมติให้กรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปด้วย เพื่อเร่งจัดให้มีกรรมาธิการวิสามัญอีก 5 คณะ เพื่อให้การทำงานเดินหน้าอย่างสมบูรณ์
นายเทียนฉาย กล่าวด้วยว่า การสัมมนานี้จะมีรูปแบบจัดให้สมาชิกได้มีการพูดคุยกัน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย จำนวน 10 กลุ่ม ภายใต้กิจกรรม “ ความทรงจำ :การเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองในรอบ50 ปี และ อนาคตใน20 ปีที่อยากเห็น:ฝันว่าอยากจะเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไรใน 20 ปีข้างหน้า โดยจะมีการหลอมรวมวิศัยทัศน์ทั้งหมดของสมาชิกทั้ง 250 คน ในการทำงานร่วมกับประชาชน เพื่อเป็นข้อตกลงและสรุปผลที่จะส่งมอบให้กับลูกหลานต่อไปในอนาคตว่าประเทศไทยจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ในช่วงเย็นยังได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกสปช.ด้วย
"ส่วนตัวคาดหวังกับการสัมนาครั้งนี้ โดยเฉพาะการตั้งเป้าใน 3 เรื่อง อาทิ การสนิทสนมและการคุ้นเคยกัน เพราะการทำงานข้างหน้าของสปช.ที่มาจากต่างอาชีพ ถ้ามีการทำความคุ้นเคยกัน ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ขณะเดียวกันถ้าได้คิดในเทคนิครูปแบบเดียวกัน ก็จะเห็นภาพข้างหน้าอย่างไรต่อไปของประเทศไทย ซึ่งเป็นกรอบสำคัญมากในการปฏิรูปทั้ง 18 ด้าน"นายเทียนฉายกล่าว
นายเทียนฉายกล่าวว่า ส่วนตัวยืนยันว่ากมธ.ทั้ง 18 คณะจะไม่มีอุปสรรค เพราะสปช.จะมีการประชุมในวันที่ 11 พ.ย. ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับที่ 83 และ 84 โดยให้กมธ. 18 ด้าน มีตัวแทนมาเป็นกมธ.กิจการสภา และสิ่งนี้ก็คือเงื่อนไขการทำงานของสปช. ที่จะมีกลุ่มบุคคลที่เป็นกมธ.มารับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน และกมธ.ประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
“งานจะเดินจากตรงนี้จะเร็วมาก เพราะขณะนี้ใกล้เวลาที่เราจะต้องเสนอความเห็นต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ดังนั้น เราคงต้องเตรียมกรอบความเห็นให้เร็วที่สุด ซึ่งไม่เป็นอุปสรรค เราจะไปด้วยกันได้ดี”นายเทียนฉาย กล่าว
นายเทียนฉาย กล่าวอีกว่า เรื่องนี้อาจต้องปรึกษาบุคคลภายนอกสปช. ซึ่งขณะนี้มีบุคคลยื่นความจำนงเข้ามาแสดงความคิดเห็น ส่วนการจัดเวทีแสดงความเห็นทั้งที่เป็นเรื่องผลงานวิจัย ผลการศึกษา สปช.จะเริ่มเข้าไปรับฟังและเก็บความเห็น อาทิ ผลงานของสถาบันพระปกเกล้าฯ และสัปดาห์หน้าอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ก็จะเข้ามายื่นผลงาน “นิด้าโมเดล” รวมถึงผลงานด้านสื่อสารมวลชนจากกลุ่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็จะมาให้ข้อมูลในสัปดาห์หน้าเช่นกัน
สำหรับภาพรวมการรับฟังความคิดเห็นตามพื้นที่ต่างๆ ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดชัด ซึ่งส่วนตัวอยากจะรอให้กมธ.การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นก่อนทำหน้าที่ก่อน เพราะวิธีการและรูปแบบสำคัญ ฉะนั้น อยากให้ดูเทคนิควิธีเก็บข้อมูลที่ได้ฟังมาแล้ว มาวิเคราะห์เพื่อให้เกิดประโยชน์ โดยข้อมูลนั้นต้องไม่มีอคติ
ส่วนการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมามีปัญหาอย่างหนึ่ง คือ หน่วยบริหารจัดการมักเกณฑ์กลุ่มคนเดิมๆมาฟัง และให้ความเห็นซ้ำๆ ทำให้ความเห็นไม่กระจาย ดังนั้น คราวนี้จะต้องไม่มีการเกณฑ์ และด้านหนึ่งหนุนให้มีความเห็น และเมื่อมีเวทีเปิดสปช.ก็ต้องเข้าไปรับฟัง
อย่างไรก็ตาม ส่วนหลายฝ่ายกังวลว่าข้อมูลนำมาประมวลอาจไม่ถึงกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจนนำไปสู่การปรับปรุงนั้น โดยสปช.มีมาตรการนำไปสู่การปฏิบัติจริงซึ่งเตรียมไว้อยู่แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีกมธ.ยังมาดูเรื่องนี้ แต่ส่วนตัวก็ได้รับไว้ และรองประธานก็รับไว้ แต่ถ้ามีการแสดงความเห็นเข้ามาก็พร้อม โดยจะเปิดตู้ปณ.ให้แสดงความเห็น โดยไม่ต้องระบุชื่อนามสกุลก็ได้ รวมถึงทางระบบออนไลน์ก็จะเปิดได้สัปดาห์นี้
นอกจากนี้ ส่วนจะให้พรรคการเมืองเสนอความเห็นเข้ามาหรือไม่ ซึ่งคิดว่าประเด็นแบบนี้ กมธ.ที่มีส่วนร่วมเป็นผู้พิจารณา แต่ความเห็นส่วนตัวใครก็ตามที่ต้องการให้ความเห็น ก็สามารถเสนอเข้ามาได้ รวมถึงผู้เห็นต่างทางการเมือง ที่อยากเห็นอนาคตประเทศเดินไปข้างหน้าและไม่ต้องการเห็นความขัดแย้ง
สำหรับข้อเสนอพระปกเกล้าฯ เรื่องการถ่วงดุลอำนาจ ตรงนี้จะนำมาร่วมกับการปฏิรูปสปช.หรือไม่ นายเทียนฉาย กล่าวว่า คงมาเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งการวิจัยดังกล่าวเข้าใจว่าเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าฯได้ชี้แจงว่าไม่ใช่ เพราะเป็นความเห็นของผู้อภิปราย และคิดว่าประเด็นนี้สถาบันพระปกเกล้าฯต้องไปสังเคราะห์ความคิดเห็นอีกครั้ง ว่าจุดยืนสถาบันเป็นอย่างไร โดยเฉพาะข้อเสนอให้มีการจัดดุลอำนาจอภิรัฐมนตรี ก็ถือเป็นข้อเสนอที่พร้อมรับฟังได้







