posttoday
ถอด‘นิคมสมศักดิ์’ วัดใจ สนช.สายทหาร

ถอด‘นิคมสมศักดิ์’ วัดใจ สนช.สายทหาร

06 พฤศจิกายน 2557

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันนี้ถือว่าเป็นนัดสำคัญอีกครั้งเมื่อต้องพิจารณาลงมติว่าสนช.จะรับเรื่องการถอดถอน นิคม ไวยรัชพานิช' อดีตประธานวุฒิสภา และ 'สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์' อดีตประธานรัฐสภา ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาสว.โดยมิชอบตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอมาหรือไม่

เรื่องนี้คาราคาซังมาตั้งแต่การประชุมสนช.เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ซึ่งครั้งนั้น สนช.ฝ่ายทหารในฐานะผู้กุมเสียงข้างมาก เห็นว่าสนช.ไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องการถอดถอน เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ไม่ได้บัญญัติอำนาจหน้าที่เอาไว้เหมือนกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติหรือการแต่งตั้งบุคคล แต่สนช.ฝ่ายพลเรือน มองต่างมุมว่าสนช.มีอำนาจทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญให้สนช.มีสถานะเทียบเท่าสส.และสว.

ทว่าในวันนั้นไม่อาจหาข้อตกลงได้และเพื่อไม่ให้ความบาดหมาง จึงต้องเลื่อนการพิจารณาออกไป ก่อนนัดตัดสินให้เด็ดขาดกันในวันนี้

พลิกดูสาระสำคัญในสำนวนของป.ป.ช.ที่ส่งมาให้สนช.พบว่ามีบางประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะ ป.ป.ช.ได้มีการแจ้งความผิดของทั้งสองคนบนฐานกฎหมาย 2 ฉบับด้วยกัน คือ รัฐธรรมนูญ 2550 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

"การใช้กฎหมายและการใช้อำนาจต้องเป็นไปโดยสุจริต ปราศจากอคติ โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้องและแอบแฝง จะใช้โดยทุจริต ฉ้อฉลมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือวาระซ่อนเร้นมิได้ หลักนิติธรรมจึงเป็นแนวทางในการปกครองที่มาจากหลักความยุติธรรมตามธรรมชาติ อันเป็นความเป็นธรรมที่บริสุทธิ์ หลักนิติธรรมจึงเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของกฎหมายที่อยู่เหนือบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานต่างๆของรัฐ จะต้องยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ...

...คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นกระทำที่มีมูลความผิดฐานส่อจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 291 อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 270 และมาตรา 272 มาตราสี่ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) 2554 มาตรา 56 มาตรา 58 มาตรา 61 และมาตรา 62 "

เมื่อดูจากเนื้อหาของป.ป.ช.ที่ส่งมาให้สนช.ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าป.ป.ช.ได้ลงมติโดยเอาผิดกับ 'นิคมสมศักดิ์' บนฐานของรัฐธรรมนูญและกฎหมายป.ป.ช. ไม่ใช่การชี้มูลความผิดโดยอ้างรัฐธรรมนูญ 2550 เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นประเด็นที่สนช.ฝ่ายพลเรือนโดยเฉพาะกลุ่มอดีต สว.สรรหาที่พยายามอธิบาย มาตลอดว่าสนช.สามารถรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาได้

อย่างไรก็ตาม ผลจากการต่อสู้ทั้งข้อกฎหมายและการเมืองตลอดสัปดาห์นี้ ทำให้เสียงของสนช.เกิดสภาวะแตกออกมาเป็น 3 กลุ่ม คือ 1 .กลุ่มจะลงมติให้ สนช.รับไว้พิจารณา 2.กลุ่มเตรียมลงมติไม่ให้ สนช.รับเรื่อง และ 3.กลุ่มงดคะแนนเสียง

เหตุผลเดียวที่จะช่วยให้สนช.รับคดีถอดถอนอดีตประธานสภาทั้งสองคนไว้พิจารณาอยู่ที่การเปลี่ยนใจของสนช.สายทหารและตำรวจ เนื่องจากเป็นฝ่ายคุมเสียงข้างมากอยู่มากกว่า 100 คน ซึ่งชั่วโมงนี้สนช.กลุ่มนี้ยังคงยืนยันในจุดเดิมที่เห็นว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่ได้กำหนดหน้าที่ถอดถอนให้กับสนช.เอาไว้ เท่ากับว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรสนช.ก็ไม่สามารถรับเผือกร้อนชิ้นนี้ไว้ในมือได้ และมีผลให้ทั้ง 'นิคมสมศักดิ์' เป็นอิสระจากคดีถอดถอนก่อนที่จะไปมุ่งหน้าต่อสู้คดีในชั้นศาลตามความผิดทางอาญาต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีสนช.ในกลุ่มนี้บางส่วนอาจหาทางออกแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นผ่านการ ใช้สิทธิ์ "งดออกเสียง" ป้องกันไม่ให้เกิดการกินแหนงแคลงใจกันในอนาคต เพราะสนช.ทั้งพลเรือน ทหาร และตำรวจ ยังต้องทำงานร่วมกันอีกนาน

ด้านหนึ่ง การงดออกเสียงอาจเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งก็จริง แต่สำหรับทางในกฎหมายแล้วการงดออกเสียงนั้นไม่มีความหมายมีค่าเท่ากับ "ศูนย์" ทำให้ที่สุดแล้วสนช.ฝ่ายทหารและตำรวจจะสามัคคีลงมติหักกับสนช.ฝ่ายพลเรือนประหนึ่งตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม

ขณะที่กลุ่มเสนอให้รับเรื่องไว้พิจารณานั้นจะอยู่ในส่วนของสนช.สายพลเรือนที่เป็นอดีต สว.และกลุ่มนักวิชาการ ประมาณ 60 –70 คน และทางเดียวที่จะให้ที่ประชุมสนช.รับคดีถอดถอนไว้ขึ้นอยู่กับสนช.ในกลุ่มข้าราชการที่มีราว 40 คนให้มาช่วยสนับสนุน

ถ้าสนช.กลุ่มนี้ลงมติสนับสนุนขั้นตอนต่อไปจะเข้าสู่การตั้งคณะกรรมาธิการและนัดวันแถลงเปิดคดีตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุม สนช. แต่ถึงกระนั้นสนช.ฝ่ายสนับสนุนการถอดถอนยังได้พยายามประสานงานกับสนช.สายทหารและตำรวจด้วยภายใต้เหตุผลที่ว่าขอให้ลงมติรับเรื่องนี้ไปพิจารณาก่อน จากนั้นค่อยไปพิจารณากันในรายละเอียดเมื่อเข้าสู่กระบวนการตามข้อบังคับ ก่อนจะไปพิจารณาในขั้นตอนสุดท้ายว่าจะลงมติถึง 3 ใน5 หรือ 132 เสียงจากสนช.ทั้งหมด 220 คนหรือไม่ ซึ่งจะดีกว่าการที่ จะไม่รับเรื่องการถอดถอนไว้พิจารณาตั้งแต่ต้นทาง

ดังนั้น ชะตากรรมในคดีถอดถอนของ 'นิคมสมศักดิ์' ขึ้นอยู่กับว่าสนช.สายทหารและตำรวจจะเดินหน้าหักด้ามพร้าด้วยเข่าหรือไม่เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว