
ศก.เอเชีย-ยุโรปยังลุกไม่ขึ้นภาคการผลิต-ส่งออกร่วงหนัก
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกหลังเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายไตรมาส 4 ของปี 2014 ถือว่ายังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง
โดย...เสาวลักษณ์ ขันกสิกรรม
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกหลังเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายไตรมาส 4 ของปี 2014 ถือว่ายังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้งในภูมิภาคเอเชียและยุโรป ยังไม่อาจพลิกฟื้นกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งดังที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้
แนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของทั้งฝั่งเอเชียและยุโรปนั้น สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากกิจกรรมการผลิตที่ซบเซาอย่างหนักในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังธนาคารเอชเอสบีซี และมาร์กิต บริษัทข้อมูลด้านการเงินชื่อดัง เปิดเผยข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นมาตรชี้วัดการขยายตัวของภาคการผลิตในอุตสาหกรรม และสภาพเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ พบว่าดัชนีพีเอ็มไอในหลายประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียและยุโรปปรับตัวลดลง แสดงถึงสภาพเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอแผ่ขยายไปทั่วทั้งสองทวีป
ทั้งนี้ ข้อมูลดัชนีพีเอ็มไอล่าสุดจากธนาคารเอชเอสบีซี และมาร์กิต แสดงให้เห็นการหดตัวของอุตสาหกรรมการผลิตที่ครอบคลุมประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของเอเชียทั้งหลาย ไล่เรียงตั้งแต่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างพญามังกรจีน ตามมาด้วยเกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินโดนีเซีย ยกเว้นเพียงอินเดียแดนภารตเท่านั้น ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในระดับปานกลาง เนื่องจากตัวเลขดัชนีพีเอ็มไอของประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจฝั่งเอเชียส่วนใหญ่ อยู่ในระดับที่สูงกว่า 50 จุด อันเป็นระดับที่ใช้แบ่งการขยายตัวหรือการหดตัวของเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อย
เริ่มจากเศรษฐกิจจีน อันเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระดับโลก ปรากฏว่าพีเอ็มไอภาคการผลิตเดือน ต.ค. ของจีน ปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ 50.8 จุด ซึ่งต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 51.1 จุด และยังเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 เดือนอีกด้วย ขณะเดียวกันกลไกหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของจีนอย่างการส่งออกสินค้าใหม่ๆ ก็ชะลอตัวอย่างหนักนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา อันเป็นการสร้างแรงกดดันเชิงลบให้แก่รัฐบาลกรุงปักกิ่ง ในการพยุงเศรษฐกิจของประเทศให้ยังคงเติบโตได้ตามเป้าที่เคยวางไว้ถึง 7.5%
ส่วนภาคการผลิตของประเทศอื่นๆ ในเอเชียนั้น ก็มีแนวโน้มชะลอตัวเช่นเดียวกับจีน โดยพีเอ็มไอของเกาหลีใต้ปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ระดับ 48.7 จุด จาก 48.8 จุด ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 เดือนด้วย รวมทั้งตัวเลขการส่งออกที่ทรุดตัวลงอย่างหนักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นมุมมองการขยายตัวของเศรษฐกิจแดนโสมขาวที่มีความเสี่ยงว่าจะเข้าสู่ภาวะขาลง
ด้านดัชนีพีเอ็มไอของไต้หวันก็ปรับตัวต่ำที่สุดในรอบ 13 เดือน แตะระดับ 52 จุด ในเดือน ต.ค. จากยอดการสั่งซื้อที่อ่อนแอลงทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ขณะที่พี่ใหญ่ของอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย อาการน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะดัชนีพีเอ็มไอภาคการผลิตเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา หดตัวต่ำกว่า 50 จุด ไปอยู่ที่ 49.2 จุดเท่านั้น เนื่องจากคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ๆ จากต่างแดนลดลงอย่างมาก รวมทั้งแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการส่งออกพุ่งขึ้นสูง
สอดคล้องกับสถานการณ์ภาคการผลิตของฝั่งยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยูโรโซน ซึ่งแม้ตัวเลขดัชนีพีเอ็มไอเดือน ต.ค. จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้นที่ระดับ 50.6 จุด แต่ก็ยังต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 50.7 จุด
นอกจากนี้ แม้ว่าตัวเลขดัชนีพีเอ็มไอดังกล่าวจะอยู่เหนือระดับ 50 จุดก็ตาม ทว่ามาร์กิตระบุในแถลงการณ์แสดงความเห็นในประเด็นนี้ว่า อุตสาหกรรมการผลิตของทั้ง 18 ประเทศในยูโรโซน ยังไม่น่าไว้ใจนัก เนื่องจากการผลิตปัจจุบันอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับภาวะชะงักงัน จากความต้องการสินค้าที่ยังไม่ฟื้นตัว จนกระทบภาคการผลิตและการจ้างงานในภูมิภาค
ภาคการผลิตของยุโรปที่ขยายตัวต่ำกว่าประมาณการนั้น สืบเนื่องมาจากอุตสาหกรรมการผลิตของเยอรมนี ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป มีอัตราการขยายตัวของภาคการผลิตอยู่เพียงแค่ระดับปานกลาง ขณะที่การส่งออกของเมืองเบียร์ก็ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 หลังโลกตะวันตกมีมติใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลให้อุปสงค์ของสินค้าและบริการยังไม่สดใสนัก
นอกจากนั้น กิจกรรมภาคการผลิตของทั้งฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของฝั่งยุโรปก็หดตัวลง โดยดัชนีภาคการผลิตของฝรั่งเศสเดือน ต.ค. ปรับตัวลดลงในแดนลบมากขึ้นจากเดือน ก.ย. ที่ 48.8 จุด มาอยู่ในระดับ 48.5 จุด ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายอย่างยิ่ง ขณะที่ภาคการผลิตเดือน ต.ค. ของอิตาลีแตะระดับต่ำสุดในรอบ 17 เดือน ไปอยู่ที่ 49 จุด เมื่อเทียบกับระดับ 50.7 จุด ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปที่เกือบจะเข้าสู่ภาวะชะงักงันนี้ ส่งผลให้ล่าสุด คณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรป (อีซี) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนลงจากเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยปรับลดประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้จาก 1.2% ลงไปอยู่ที่ 0.8% และยังปรับลดคาดการณ์ในปีหน้าที่คาดว่าน่าจะขยายตัวที่ 1.7% เหลือเพียง 1.1% ด้วย
ตัวเลขข้อมูลอุตสาหกรรมภาคการผลิตของทั้งเอเชียและยุโรปที่มีทิศทางไม่ค่อยจะสู้ดีนักดังกล่าวข้างต้น ถือเป็นการส่งสัญญาณอันน่าเป็นกังวลว่า ภาคการผลิตที่ตกต่ำทั่วโลกนั้น จะฉุดให้เกิดผลกระทบทางลบเป็นลูกโซ่ไปสู่ภาคการส่งออก ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการหนุนให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว อันจะส่งผลกระทบต่อไปยังตลาดโดยรวม ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจและจีดีพีของประเทศและของโลกทรุดตัวลง จนเข้าสู่ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจในที่สุด
ดังนั้น ดัชนีพีเอ็มไอจึงเป็นเสมือนหนึ่งในมาตรวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายของแต่ละประเทศปรับตัว เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศยังขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ







