
มอง 'ไทยแลนด์' ในมุมของ 'แบรนด์' ที่แหลกเพราะพิษการเมือง
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
นอกจากประเทศจะมีฐานะเป็น
“รัฐ” ในแง่ของดินแดนที่มีอำนาจอธิปไตยของตนเองแล้ว ในยุคโลกาภิวัตน์วันนี้แต่ละประเทศก็ยังมีสถานะของความเป็น “แบรนด์” หรือยี่ห้อต่างๆ ที่เชื้อเชิญให้ประชาคมโลกเข้ามาร่วมคบค้าสมาคมและค้าขายด้วยกัน เช่น แบรนด์ “ไทยแลนด์” ที่ขึ้นชื่อเรื่องการท่องเที่ยวและการบริการทว่า การเดินเกมและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด กลับทำให้แบรนด์ไทยแลนด์ที่เคยเป็นสวรรค์ และมีก้าวย่างของประชาธิปไตยที่เติบโต กว่าหลายๆ ประเทศเพื่อนบ้าน ต้องพลิกสู่ดินแดนแห่งความสับสน วุ่นวาย และความรุนแรง
นิตยสารนิวส์วีกได้รายงานบทความของ โจชัวร์ คูร์แลนซิก นักวิเคราะห์จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) ว่า เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ประเทศไทยมีคำนิยามที่ไม่ต่างจากสรวงสวรรค์ มีประชาธิปไตยที่เติบโตอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มีการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ไทยแลนด์ยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่สุดในโลกเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1980s และต้น 1990s สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในปี 25402541 มาได้ จนมีอัตราจีดีพีขยายตัวถึง 5.3% ในปี 2545 และขยายตัวถึง 7% ในปี 2546 บรรดานักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติต่างก็มีมุมมองถึงประเทศไทยอย่างเดียวกันคือ เป็นดินแดนอันสงบสุขที่พรั่งพร้อมด้วยหาดทรายและภูเขา ผู้คนเป็นมิตร และการเมืองที่มีเสถียรภาพ
คำว่า
“สยามเมืองยิ้ม” นั้นสามารถดึงดูดคนทั่วไปได้เป็นอย่างดี มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังประเทศไทยมากกว่า 13 ล้านคนต่อปี โดยได้แคมเปญอย่างอะเมซิง ไทยแลนด์ ชี้ชวนให้เห็นภาพวัดวาอารามอันตระการตา และหญิงไทยที่งามอย่างน่าตะลึง ทำให้กรุงเทพฯ ผงาดขึ้นสู่อันดับ 1 เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในเอเชีย จากการจัดอันดับของนิตยสารทราเวล แอนด์ ลีชเชอร์ และกงเด นาสต์ ทราเวลเลอร์ทว่า แบรนด์ไทยแลนด์ในวันนี้กำลังแหลกสลาย และไม่ใช่ไทยแลนด์ในแบบที่ชาวต่างชาติคุ้นหูและชินตาอีกต่อไป
ผลจากการชุมนุมทางการเมืองและการปะทะกันนองเลือด 80 ศพ ในกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจในเมืองหลวง โดยเฉพาะตลาดหุ้นและห้างสรรพสินค้า รวมถึงภาพลักษณ์อันสงบและสันติของเมืองไทย ขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 8% ของจีดีพีประเทศนั้น กำลังอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก เพราะนอกจากปัจจัยภายในแล้ว ปัจจัยภายนอกอย่างคู่แข่งที่อยู่รายล้อม อาทิ กัมพูชา และสิงคโปร์ ต่างก็พยายามอย่างหนักเพื่อช่วงชิงนักท่องเที่ยวมาจากประเทศไทย
คูร์แลนซิก ได้วิเคราะห์ถึงแบรนด์ไทยแลนด์ผ่านนิวส์วีกว่า วันนี้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นรัฐที่ล้มเหลวและไม่สามารถปกครองได้ หน่วยงานวิจัยด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพทางการเมือง และประชาธิปไตย หรือฟรีดอมเฮาส์ ในสหรัฐ ได้ออกรายงานปี 2010 จัดอันดับให้ประเทศไทยมีเสรีภาพในด้านดังกล่าวเพียงแค่บางส่วน หรืออยู่ในลำดับเดียวกันกับพม่าในด้านเสรีภาพทางการเมือง ส่วนกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยชื่นชมการเลือกตั้งอย่างเสรี และการเปลี่ยนถ่ายอำนาจอย่างสันติในปี 2000 กลับต้องบันทึกถึงการสังหารที่เกินขอบเขตอำนาจรัฐ รวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม
จากมุมมองของนักวิเคราะห์ต่างชาตินั้น วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 20 ปีวันนี้ ล้วนเป็นผลพวงจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจที่สั่งสมกันมา ช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย และความต่างของชนชั้น และตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้นำหลายคนของไทยซึ่งเปรียบเหมือนซีอีโอของหลายบริษัทรวมกัน ไม่สามารถริเริ่มยุทธศาสตร์ที่น่าดึงดูดได้ การตัดสินใจต่างๆ ก็ย่ำแย่จนถูกเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและจีนแซงขึ้นมา และแม้แต่อินโดนีเซีย
ก้าวย่างที่ผิดพลาดอย่างหนึ่งของไทยคือการ
“ไร้ยุทธศาสตร์ในระยะยาว” ในช่วงเวลาแห่งความสงบสุขที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคไทยรักไทย ต่างก็ไม่มีการลงทุนปฏิรูปด้านการศึกษาอย่างเพียงพอ ซึ่งแตกต่างจากไต้หวัน สิงคโปร์ จีน และอินเดีย ที่เน้นลงทุนด้านการศึกษาโดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ เพื่อเสริมสร้างการแข่งขันด้านนวัตกรรมบนเวทีโลก และขึ้นเป็นแหล่งเอาต์ซอร์สที่พรั่งพร้อมด้วยบุคลากรซึ่งสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ตรงกันข้าม ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนไทยกลับยังเน้นที่แรงงานไร้ฝีมือในการดึงดูดการลงทุนของต่างชาติ ทำให้แบรนด์ไทยแลนด์ขาดการแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ในเวทีโลก กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยต่างยังคงรักษาสายสัมพันธ์กับนักการเมืองเพื่อผลทางธุรกิจ และทำให้การก้าวขึ้นแข่งขันในเวทีโลกเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้ว่าไทยจะจรดปากกาลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับจีนและอาเซียนก็ตาม
จึงไม่น่าแปลกใจที่การทดสอบภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย หรือ TOEFL นั้น เด็กไทยจะมีระดับคะแนนเฉลี่ยอยู่ในกลุ่มต่ำสุดของชาติเอเชีย และบริษัทสัญชาติไทยก็ไม่สามารถผงาดขึ้นสู่เวทีโลกได้เหมือนกับเอเซอร์จากไต้หวัน หรืออินโฟซิสจากอินเดีย
และแม้แต่จะเป็นฐานในการลงทุนของต่างชาตินั้น ไทยแลนด์ก็ยังแพ้ประเทศเพื่อนบ้านที่นอกจากจีน อาทิ ผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่างอินเทล ซึ่งเลือกที่จะสร้างโรงงานผลิตมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เวียดนาม ประเทศที่เคยตามหลังไทยมาตลอดในยุค 80s และ 90s และเมื่อปีที่แล้วบรรดาบริษัทไต้หวันก็หันไปจรดดีลลงทุนอีกหลายพันล้านเหรียญสหรัฐในเวียดนาม เมื่อเทียบกับไทยที่มีสัญญาลงทุนเพียง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ จากตัวเลขของสำนักข่าวเอพี
ขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศนั้น รัฐบาลแต่ละชุดก็ดูจะไม่สามารถรั้งนักท่องเที่ยวเอาไว้ได้ โดยเฉพาะเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อมในประเทศกับเรื่องสิ่งแวดล้อม
สิงคโปร์ได้ผ่านกฎหมายปกป้องสิ่งแวดล้อมออกมา ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมหนักอย่างเกาหลีใต้ ประธานาธิบดี ลีมยองบัก ซึ่งเป็นอดีตนายกเทศมนตรีกรุงโซล ก็ได้ออกโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นรอบเมืองหลวง และโครงการทำความสะอาดแม่น้ำสายสำคัญในเมือง สวนทางกับไทยแลนด์ที่ปล่อยให้คอนโดมิเนียมและรีสอร์ตผุดขึ้นมาแทนที่ต้นไม้
นอกจากนี้ ขณะที่บรรดาผู้นำของไทยพยายามดึงอำนาจมาสู่ส่วนกลาง หลายประเทศในเอเชียกำลังพยายามกระจายอำนาจออกไปเพื่อหวังแก้ปัญหาในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย และแม้แต่จีน
เห็นได้ชัดว่าแบรนด์ไทยแลนด์ที่เคยอยู่ในกลุ่มหัวแถวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตลอดทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำให้ต่างชาติต้องหันมาเพ่งดูอีกครั้งว่า นี่อาจไม่ใช่เมืองไทยแบบที่เคยเข้าใจอีกต่อไป ทว่าที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ไทยแลนด์ทั้งรัฐบาลและคนไทยจะสามารถกู้ภาพลักษณ์ของไทยกลับมาได้หรือไม่ และที่สำคัญ เราอยากให้ต่างชาติเข้าใจว่าไทยแลนด์ในวันนี้เป็นอย่างไร
หากจะลองเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ล้วนเคยผ่านวิกฤตการณ์จนภาพลักษณ์ประเทศแหลกสลายนั้น ไทยแลนด์ยังมีภาษีดีกว่าอีกมาก อาทิ กรุงเบลฟัสต์ ในไอร์แลนด์เหนือ ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งวินาศกรรมโดยฝีมือของกลุ่มกบฏไออาร์เอ มาวันนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าดึงดูดในยุโรป กรุงโบโกตา ในโคลัมเบีย ที่เคยขึ้นชื่อเรื่องยาเสพติด ก็มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ กับการวางผังเมืองใหม่
ทว่า สิ่งที่จะนำไปสู่การปรับภาพลักษณ์ของเมืองและประเทศใหม่ในเบลฟัสต์ และโบโกตา ซึ่งไทยอาจยังไม่มีนั้นก็คือ ภาวะความเป็นผู้นำในชาติ ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหากไร้ซึ่งจุดนี้ก็ยากที่จะฟื้นแบรนด์ไทยแลนด์ให้ผงาดขึ้นมาอีกครั้ง ในภาวะที่การแข่งขันกำลังร้อนระอุไปทั่วเอเชีย







