
วัฒนธรรมการกินเนื้อสุนัขเหมาะสมหรือควรถูกกำจัด
นิวยอร์ก ไทมส์ สื่อแดนมะกัน เสนอรายงานเรื่องวัฒนธรรมการกินเนื้อสุนัขในเมืองไทยซึ่งขณะนี้กำลังจะถูกนักสิทธิสัตว์ทั้งในไทยและต่างชาติกดดันให้ทางการไทยปราบปรามวัฒนธรรมดังกล่าว
นิวยอร์ก ไทมส์ สื่อแดนมะกัน เสนอรายงานเรื่องวัฒนธรรมการกินเนื้อสุนัขในเมืองไทยซึ่งขณะนี้กำลังจะถูกนักสิทธิสัตว์ทั้งในไทยและต่างชาติกดดันให้ทางการไทยปราบปรามวัฒนธรรมดังกล่าว
รายงานระบุว่า วัฒนธรรมการกินเนื้อสุนัขในไทยเป็นเพียงวัฒนธรรมของชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ ในต่างจังหวัด และไม่มีทางที่จะเป็นวัฒนธรรมอาหารไทยกระแสหลักได้ ทั้งนี้ มีการถกเถียงถึงความเหมาะสมของวัฒนธรรมการกินเนื้อสุนัขในสื่อของไทยมาหลายสิบปีแล้ว
ในแง่หนึ่ง การกินเนื้อสุนัขเป็นวัฒนธรรมของชาวบ้านบางกลุ่ม และการกินเนื้อสุนัขในความคิดของชาวบ้านเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นการทรมานสัตว์แต่อย่างใด
ทั้งนี้ รายงานกล่าวอ้างถึงบทสัมภาษณ์ของชาวบ้านในชุมชนแห่งหนึ่งที่ ต.บ้านกลาง จ.สกลนคร ซึ่งเป็นแหล่งการค้าเนื้อสุนัขขนาดใหญ่มามากกว่า 20 ปีแล้ว และชาวบ้านที่นี่ก็นิยมการกินเนื้อสุนัข กระนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีชาวบ้านรายหนึ่งถูกจับข้อหาสร้างตลาดการค้าเนื้อสุนัขขนาดเล็ก โดยศาลตัดสินให้จำคุก 2 ปี โดยให้รอลงอาญาไว้ก่อน นอกจากนี้ ยังถูกปรับเป็นจำนวนเงิน 150 เหรียญสหรัฐ (ราว 4,800 บาท) ทั้งนี้ผู้กระทำผิดรายดังกล่าวแสดงความเห็นว่า สิ่งที่เจ้าตัวได้รับคือ “บทลงโทษทางวัฒนธรรม”
นอกจากนี้ ประพัฒน์ ธัญทองดี ชาวนารายหนึ่งเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินเนื้อสุนัขของชาวบ้านที่นี่ว่า ชาวบ้านกินแต่เนื้อสุนัขที่ดุร้าย สุนัขซึ่งกัดคนหรือฆ่าไก่ที่เลี้ยงไว้ตายเท่านั้น นอกจากนี้แล้วเจ้าตัวยังเลี้ยงสุนัขไว้ 1 ตัว เพื่อเฝ้านาข้าวของตน
“สมมติว่ามีเสรีภาพในประเทศนี้ ดังนั้นก็ควรจะมีเสรีภาพในการจะกินอะไรก็ได้ที่เราต้องการ” ประพัฒน์ กล่าว
กระนั้นในอีกแง่หนึ่ง วัฒนธรรมการกินเนื้อสุนัขก็เป็นที่รังเกียจในสายตาของคนอีกกลุ่มหนึ่ง โดยรายงานได้ทำการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งดำเนินการจับผู้ค้าสุนัข
“ยิ่งเราจับผู้กระทำผิดได้มากเท่าไหร่สุนัขก็จะถูกช่วยชีวิตได้มากเท่านั้น ผมทนไม่ได้ที่จะเห็นสุนัขถูกฆ่าและนำไปทำเป็นอาหาร” เจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งกล่าว
ทั้งนี้ งานการจับกุมผู้ลักลอบค้าเนื้อสุนัขของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการสนับสนุนโดยกลุ่มสิทธิสัตว์ และเมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มวอชด็อก ประเทศไทย เพิ่งเข้าพบกับทางการเพื่อกระตุ้นให้ทางการไทยผ่านร่างกฎหมายสิทธิสัตว์ซึ่งเขียนขึ้นโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า การต่อต้านการค้าและกินเนื้อสุนัขในไทยไม่ได้มีแต่ชาวไทยเท่านั้น แต่ยังมีชาวต่างชาติที่แสดงบทบาทสำคัญในการพยายามกำจัดการค้าสุนัขอีกด้วย
โดยรายงานยกตัวอย่างแคมเปญ “ซอยด็อก” ซึ่งก่อตั้งโดยชาวดัตช์และชาวอังกฤษซึ่งอยู่อาศัยในไทย เพื่อกำจัดการค้าสุนัขในประเทศไทย นอกจากนี้ ริกกี้ เกอร์เวส์ และ จูดี้ เดนช์ นักแสดงชาวอังกฤษยังได้ร่วมรณรงค์ต่อต้านการค้าเนื้อสุนัขในไทยด้วย
“การกินเนื้อสุนัขไม่ใช่ความแตกต่างทางวัฒนธรรมหรือสิ่งอื่นใด แต่มันคือธุรกิจที่โหดร้ายและน่าสยดสยองตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ สุนัขถูกจับไว้ในที่แออัด ถูกโยนลงไปในหม้อที่มีน้ำเดือด” จอห์น ดัลเลย์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งซอยด็อก กล่าว
อย่างไรก็ดี รายงานได้ทิ้งท้ายว่า แม้ผู้สนับสนุนสิทธิสัตว์จะต่อต้านการกินเนื้อสุนัข แต่ปัญหาสุนัขข้างทางในประเทศไทยก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งยังเรื้อรัง และควรจะพิจารณาเช่นเดียวกัน







