
อย่าชะล่าใจ...น้ำมันโลกฟุบชั่วคราวเท่านั้น!
เพลิดเพลินกับน้ำมันดิบราคาถูกที่เคลื่อนไหวอยู่ในราว 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กันมาได้สักพักใหญ่
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
เพลิดเพลินกับน้ำมันดิบราคาถูกที่เคลื่อนไหวอยู่ในราว 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กันมาได้สักพักใหญ่ ซึ่งช่วยให้หลายประเทศมีโอกาสหายใจกันได้อีกระยะจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง อย่างไรก็ดีภาวะราคาน้ำมันถูกรอบนี้อาจคงอยู่ได้สักพักเท่านั้น ก่อนทั่วโลกจะต้องกลับไปใช้น้ำมันแพงอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ “น้ำมัน” ก้าวขึ้นมาเป็นปัจจัยหลักสำหรับการผลิตและกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองขององค์กรกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยโอเปกเคยช็อกโลกด้วยการจำกัดการส่งออกน้ำมัน ส่งผลให้โลกเกิดความวุ่นวายไปทั่วในปี 1973
อย่างไรก็ตาม ต่อมาอิทธิพลของโอเปกในการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันก็เสื่อมลง เมื่อมีการค้นพบพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ทำให้อำนาจในการกำหนดราคาน้ำมันก็กระจายสู่ผู้มือผู้เล่นรายใหม่ที่อยู่นอกกลุ่มโอเปกมากขึ้น
ราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับตัวลดลงในไตรมาส 3 ของปี 2014 นี้ โดยหลุดแนว 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งเป็นราคาฐานของกลุ่มโอเปก เมื่อวันที่ 5 ก.ย. และต่อมาราคาน้ำมันก็ร่วงลงต่ำกว่า 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ใน ต.ค.
สื่อต่างชาติต่างรายงานตรงกันว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีขึ้นจากการที่สหรัฐค้นพบเทคโนโลยีในการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน (เชลแก๊ส) ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่มากในสหรัฐ แต่การสกัดออกมาใช้ได้ยาก ส่งผลให้สหรัฐซึ่งถือเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกมีความต้องการนำเข้าน้ำมันน้อยลงและเป็นการกดดันให้ราคาน้ำมันลดลงในเวลาต่อมา ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า “นี่คือจุดจบของยุคน้ำมันแพง” เลยทีเดียว
ถึงกระนั้นก็ตาม หลังจากดีใจกันได้ไม่นานก็เริ่มมีหลักฐานบางอย่างที่บ่งชี้ว่า ราคาน้ำมันโลกอาจจะกลับมายืนอยู่เหนือจุด 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้ในอีกไม่ช้า
หลักฐานชิ้นแรก คือ ต้นทุนในการผลิตน้ำมันในสหรัฐนั่นสูงกว่าต้นทุนการขุดเจาะน้ำมันในตะวันออกกลาง ยืนยันได้จากข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (อีไอเอ) ที่ระบุว่า ในขณะที่ต้นทุนการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐอยู่ที่ราว 33.76 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ต้นทุนการผลิตในตะวันออกกลางกลับอยู่ที่ราว 16.88 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น
แน่นอนว่าเมื่อราคาน้ำมันในขณะนี้อยู่ในช่วงขาลง ย่อมทำให้ความคุ้มค่าในการขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐลดลงตามไปด้วย ที่ร้ายที่สุดอาจแย่ถึงขั้นขาดทุน โดยบลูมเบิร์กรายงานว่าจุดที่ราคาน้ำมันลดลงใกล้ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล นับเป็นจุดสำคัญว่า การลงทุนขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐยังจะคุ้มค่าอยู่หรือไม่
กรณีดังกล่าวกลับยังยืนยันได้จากเมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา บริษัท โคโนโลฟิลิปส์ กลายเป็นบริษัทด้านพลังงานรายใหญ่แห่งแรกที่ประกาศแผนเริ่มต้นลดกำลังการผลิตของบ่อน้ำมันในสหรัฐลง โดยให้เหตุผลว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกทำให้กำไรของบริษัทลดลง
ขณะเดียวกันผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางกลับยังสามารถรักษาศักยภาพในการแข่งขันและรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้ จากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า
สอดรับกับถ้อยแถลงของ อับดุลลาห์ อัล บาดรี เลขาธิการใหญ่ของกลุ่มโอเปก ที่ว่าแม้ผลผลิตของพลังงานต้นทุนสูงอย่างเชลแก๊สจะทำให้ผลผลิตในตลาดโลกเพิ่มขึ้น จนราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ระดับ 85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่โอเปกจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ตัวจริงของราคาน้ำมันที่ลดลง เนื่องจากเป็นการทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของกลุ่มโอเปกซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำจะสูงขึ้น และแน่นอนว่าในระยะยาวความต้องการน้ำมันจะสูงขึ้น
พร้อมกันนี้ อัล บาดรี ยังย้ำว่าเจ้าตัวไม่เห็นความผิดปกติในตลาดน้ำมัน ความต้องการพลังงานในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ปริมาณน้ำมันที่ไหลเข้าสู่ตลาดโลกก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ฉะนั้นราคาน้ำมันจึงยังไม่น่าเปลี่ยนแปลงจากฐานที่ 100 บาร์เรล/เหรียญสหรัฐ
สำหรับหลักฐานชิ้นที่สองที่บ่งชี้ว่าราคาน้ำมันจะยังคงสูงขึ้นต่อไป คือ “ปริมาณความต้องการบริโภคพลังงานของโลก” ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าในปีนี้จะเป็นปีแรกที่เศรษฐกิจของผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่างจีนจะชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 5 ปี จนทำให้สัดส่วนความต้องการบริโภคน้ำมันลดลงก็ตาม
สะท้อนได้จากข้อมูลการบริโภคน้ำมันทั่วโลกของอีไอเอ ซึ่งฉายภาพให้เห็นว่าปริมาณการบริโภคน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2013 ทั่วโลกบริโภคน้ำมันราว 90.4 ล้านบาร์เรล/วัน และอีไอเอคาดว่าในปี 2014 ทั่วโลกจะบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 91.4 ล้านบาร์เรล/วัน และการบริโภคน้ำมันในปี 2015 จะอยู่ที่ 92.706 ล้านบาร์เรล/วัน
ขณะเดียวกันสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานแดนคาวบอยยังคาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2010-2030 การบริโภคน้ำมันในจีนและอินเดียซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ และมีประชากรมากที่สุดในโลก จะเพิ่มขึ้น 80% และ 90% ตามลำดับ ในช่วงปี 2010-2030
กล่าวโดยสรุปคือ ปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้จากเชลแก๊สจะสามารถคงอยู่เพื่อกดให้ราคาน้ำมันโลกต่ำได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะเมื่อราคาน้ำมันโลกลดต่ำลงจนถึงจุดหนึ่ง การผลิตน้ำมันจากเชลแก๊สซึ่งมีต้นทุนสูงก็จะไม่คุ้มทุนอีกต่อไป จนส่งผลให้บรรดาบริษัทผู้ขุดเจาะเชลแก๊สต้องลดการผลิตลงในที่สุด ทำให้ปริมาณน้ำมันที่ไหลท่วมตลาดโลกอยู่ในขณะนี้กลับสู่ภาวะปกติ
ขณะเดียวกันปริมาณความต้องการน้ำมันกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นไปตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจและจากการบริโภคอีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐที่เพิ่งฟื้นก็เป็นตัวกระตุ้นให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
เพราะฉะนั้น ราคาน้ำมันโลกที่ต่ำลงในขณะนี้น่าจะเป็นเพียงปรากฏการณ์เพียงชั่วคราวเท่านั้น ก่อนที่เงื่อนไขต่างๆ จะทำให้ราคาน้ำมันผงกหัวกลับไปยืนอยู่เหนือ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้เช่นเดิม







