
ติดกับดักขรก.บิ๊กตู่ถดถอย
สถานการณ์เวลาดูจะไม่เป็นไปอย่างที่ใจต้องการถึงขั้นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอ่ยปากอยากลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่หลายรอบ
โดย....ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สถานการณ์เวลาดูจะไม่เป็นไปอย่างที่ใจต้องการถึงขั้นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอ่ยปากอยากลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่หลายรอบ
ยิ่งเวลานี้คะแนนนิยมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนที่สองหลังรัฐประหารจนถึงปัจจุบันเข้าสู่เดือนที่หก ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่หากยังไม่รีบปรับแก้จุดอ่อนเสริมจุดแข็งย่อมทำให้เส้นทางนับจากนี้เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน
จุดอ่อนสำคัญของ นายกฯป้ายแดง อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ คือ ประสบการณ์การบริหารกลไกราชการที่ถือเป็นกลไกที่ “ใหญ่” และ “ซับซ้อน” กว่า “กองทัพ” หลายเท่า
แม้รองนายกฯ และ รัฐมนตรี บางคนอาจจะเคยมีประสบการณ์การบริหารราชการอยู่บ้าง แต่อีกด้านหนึ่งรัฐมนตรีหลายกระทรวงถือเป็นมือใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านงานระดับนี้
ที่สำคัญรัฐมนตรีหลายกระทรวงเป็นบิ๊กทหารมาจากกองทัพที่คสช.ส่งมาเป็นมือไม้ควบคุมกลไกการบริหารงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ
แน่นอนว่า อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช. ที่ทำหน้าที่เป็นเปลือกหอยให้รัฐบาลเวลานี้ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะทำให้กลไกบริหารราชการเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือเป็นที่พึงพอใจของประชาชน
จุดอ่อนเรื่องการขาดประสบการณ์ทำให้ รัฐบาล คสช.ต้องพึ่งพากลไกข้าราชการให้เป็นมือไม้คอยชี้ทิศทางการทำงานเป็นพิเศษ ตรงนี้จึงกลายเป็นกับดักที่อันตราย
โดยเฉพาะหากจะคาดหวังการบริหารราชการเพื่อให้ก้าวพ้นจากวังวนเดิมๆ เริ่มต้นปฏิรูปการทำงานด้วยแนวคิดใหม่ๆ ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยกลไกข้าราชการที่มีวัฒนธรรมองค์กรสั่งสมกันมายาวนาน
วิธีคิด วิธีทำงานที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “เช้าชามเย็นชาม” ไปจนถึงเรื่องต้นทางการทุจริตคอรัปชั่นที่สอดประสานไปกับฝ่ายการเมืองจนยากจะตัดขาดวงจรนี้ได้ ยิ่งจะทำให้การบริหารงานของรัฐบาลดูไร้ทิศทางมากขึ้น
ยิ่งเวลานี้อยู่ในสภาวะไม่ปกติ ไม่มีฝ่ายค้านคอยตรวจสอบหรือกวดขันการทำงานให้อยู่ในร่องในรอยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กลไกข้าราชการต้องเป็นที่พึ่งหวังมากกว่าปกติ แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น
หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ เรียกประชุมหน่วยราชการพร้อมกางแผนงานเรื่องนั้นเรื่องนี้ ฝากการบ้านให้แต่ละกระทรวงไปทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย จนถึงวันนี้ทุกอย่างยังดูนิ่งสนิทไม่เห็นแนวโน้มความคืบหน้า หลายกระทรวงแทบไม่มีผลงานใดๆ ออกมาให้เห็น
ตัวอย่างจากศูนย์บริการประชาชน และ ศูนย์ดำรงธรรมแต่ละจังหวัด ซึ่งตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนแล้วกว่า 8 หมื่นเรื่อง ได้รับการแก้ไขไปแล้วประมาณ 80% แม้จะถือเป็นความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้ประชาชนที่เดือดร้อน และสั่งการให้ผู้แทน 20 กรทรวงเข้าร่วมรับปัญหาที่ศูนย์บริการประชาชน แต่เอาเข้าจริงกลไกกลับไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง
หรืออย่างประเด็นการตรวจสอบความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ที่ล่าช้าจนถึงปัจจุบันยังไม่อาจสรุปความเสียหายที่ชัดเจนออกมาได้ ทั้งที่ล่วงเลยเวลามานานหลายเดือน
แนวนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจความเลื่อมล้ำของสังคม แม้จะเริ่มปรากฏให้เห็นความคืบหน้าที่จะออกมาตรการต่างๆ ทั้ง ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน แต่เรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นธงหลักของรัฐบาลดูจะยังไม่มีความคืบหน้า หรืออย่างเรื่องปัญหาปากท้อง กระทรวงพาณิชย์ ยังไม่อาจหามาตรการควบคุมสินค้าราคาแพง
กระทรวงศึกษาธิการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ฝากความหวังให้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงยกเครื่องปฏิรูปการศึกษา จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นแนวโน้มที่จะแก้ปัญหานักเรียนอาชีวะตีกัน ในขณะที่เรื่องค่านิยม 12 ประการที่ถูกปลูกฝังให้ท่องจำ ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม
กระทรวงสาธารณสุขยังติดหล่มอยู่กับวงวันความขัดแย้งภายใน กระทรวงทางด้านสังคมหลายกระทรวงยังนิ่งเงียบไม่เห็นการเคลื่อนไหว รัฐมนตรีหลายกระทรวงแทบไม่มีใครเห็นหน้าค่าตา ทุกอย่างถูกดึงมารวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง ภายใต้การควบคุมดูแลของ พล.อ.ประยุทธ์
หลายกระทรวงไม่กล้าออกแอคชั่นอะไรมากด้วยสไตล์การทำงานแบบทหาร ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาเป็นผู้สั่งการ ให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็น หน่วยงานที่ไม่ถูกจับจ้องจึงยิ่งเงียบไร้การเคลื่อนไหว
ยิ่งกว่านั้น ข้อจำกัดในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ รัฐบาลซึ่งมาจากคสช. และมีเวลาตามโรดแม็ปที่ค่อนข้างจำกัดประมาณ 1 ปี และไม่มีหลักประกันใดๆ ว่า หลังการเลือกตั้ง รัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาจะเดินตามแนวทางที่ รัฐบาลชุดนี้วางเอาไว้ ย่อมเป็นหนึ่งในปัจจัยให้ข้าราชการแต่ละกระทรวงไม่กล้าขยับอะไรมากมาย
บางส่วนจึงอาจทำหน้าที่เพียงแค่ใส่เกียร์ว่างรอวันรัฐบาลชุดใหม่มาทำหน้าที่ ช่วงนี้จึงทำหน้าที่แค่ประคองสถานการณ์ไปวันๆ
ดังนั้น หากรัฐบาล คสช. ยังไม่ลงไปควบคุมกำกับการบริหารอย่างจริงจัง ฝากความหวังไว้ในมือของข้าราชการประจำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ย่อมจะทำให้การบริหารงานนับจากนี้มีปัญหามากขึ้นและฉุดให้เป้าหมายการปฏิรูปต้องเสียหายไปด้วย







