นักวิชาการเสนอแผนฟื้นฟูห้วยคลิตี้
ศูนย์วิจัยการจัดการสิ่งแวดล้อมและสารอันตรายเสนอแผนฟื้นฟูห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว
ศูนย์วิจัยการจัดการสิ่งแวดล้อมและสารอันตรายเสนอแผนฟื้นฟูห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว
นางวันเพ็ญ วิโรจนกูฏ ตัวแทนศูนย์วิจัยด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและสารอันตราย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวในงานประชุมหารือแนวทางการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่วว่า การปนเปื้อนของสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ แบ่งเป็นส่วนตามความยาวตามระยะทางลำน้ำ โดยแยกพิจารณาในพื้นที่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของลำห้วย ไม่เกินระยะละ 10 เมตร ลักษณะการปนเปื้อนสารตะกั่วจะมีทั้งจากธรรมและการปนเปื้อนจากฝีมือมนุษย์
“จากการตรวจสอบและวัดปริมาณสารตะกั่วในตะกอนโดยคณะผู้ศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่าปริมาณสารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้ ช่วงต้นน้ำมีค่าต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จากนั้นจะมีค่าสูงขึ้นจนถึงช่วงที่เป็นช่วงลำห้วยคลิตี้ท้ายน้ำที่ผ่านโรงแต่งแร่ ซึ่งมีสารตะกั่วในตะกอนสูงถึง 213,800 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หลังจากนั้นค่าปริมาณสารตะกั่วจะลดลงเรื่อยๆ จนมีค่าต่ำกว่า 20,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในช่วงท้ายของลำห้วยคลิตี้ก่อนออกสู่คลองงู”นางวันเพ็ญ กล่าว
นายธเรศ ศรีสถิตย์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ลักษณะการปนเปื้อนของสารตะกั่ว ประกอบด้วย บ่อเก็บตะกอนหางแร่ หลุมฝังกลบตะกอนดินปนเปื้อนสารตะกั่ว กองกากแร่ที่กระจายบนผิวดินรอบพื้นที่เป็นการปนเปื้อนเฉพาะบริเวณผิวดิน พื้นที่ลานกองแร่เดิม พื้นที่กากแร่ที่นำไปถมที่ใกล้โรงแต่งแร่ และบริเวณกองกากแร่ที่มีการขุดลอกจากห้วยมากองไว้ริมห้วย เทคโนโลยีที่คณะศึกษาได้วางเอาไว้ในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนสารตะกั่ว แบ่งออกตามลักษะของพื้นที่ที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้ ได้แก่ การเฝ้าระวังการฟื้นฟูโดยธรรมชาติ จะทำในพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ค่อนข้างน้อย การปิดคลุมทำในพื้นที่ที่เป็นแหล่งฝังกลบของสารตะกั่วปนเปื้อนที่มีปริมาณมาก การขุดลอกทำในลำห้วยที่มีตะกอนของสารตะกั่วตกค้าง การตักดินไปฟื้นฟูทำในบริเวณทีมีหางกากแร่บนดิน และในส่วนที่มีการขุดลอกมากองไว้ริมห้วย จะทำการควบคุมไม่ให้มีการพังทลายของดินริมตลิ่ง
“นอกจากจะมีเทคโนโลยีในการจัดการฟื้นฟูแล้ว ยังมีมาตรการเสริมเพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปได้อย่างดี โดยจะมีการควบคุมจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้คำแนะนำในการบริโภคพืช สัตว์น้ำ และการให้ความรู้ด้านต่าง ๆ กับประชาชนในพื้นที่ที่มีสารตะกั่วปนเปื้อน และจะมีการติดตามตรวจสอบการดำเนินงาน เช่น การวัดสารตะกั่วในดิน ฝุ่นตะกั่วในอากาศ คุณภาพน้ำ และตรวจสอบสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะสารตะกั่วในเลือดของเด็กในชุมชน”นายธเรศ กล่าว
นายธเรศ กล่าวต่ออีกว่า จากการประชุมร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญ คณะศึกษาได้ร่วมกันกำหนดเกณฑ์ที่ใช้คัดเลือกแนวทางการฟื้นฟู โดยพิจารณาการฟื้นฟูที่เหมาะสมในด้านต่างๆ ซึ่งมีเกณฑ์ทั้งสิ้น 11 ประเด็น คือ ด้านธรณีวิทยา ด้านอุทกวิทยา ด้านพิจารณาถึงโอกาสในการฟุ้งกระจายของมลพิษขณะฟื้นฟู ด้านการพิจารณาความเหมาะสมของแนวทางการฟื้นฟูกับปริมาณสารปนเปื้อนที่จะทำการฟื้นฟูในแต่ละบริเวณ ด้านการพิจารณาความเหมาะสมของแนวทางการฟื้นฟูกับระดับความเข้มข้นของการปนเปื้อนในแต่ละบริเวณ ด้านความเป็นไปได้ในการดำเนินการ ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ด้านการพิจารณาระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟูให้ได้ตามค่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้านผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ด้านการใช้ประโยชน์จากน้ำ และด้านการยอมรับจากภาคประชาชน
นายสมใจ เย็นสบาย ผู้อำนวยการส่วนธรณีภัยพิบัติ กรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาควรเน้นการป้องกันที่ตัวเด็กในชุมชน เนื่องจากเด็กมีภูมิต้านทานต่อสารตะกั่วน้อยกว่าผู้ใหญ่ การแก้ไขปัญหาจึงควรเน้นไปที่การย้ายพื้นที่อาศัยของชุมชนออกจากพื้นที่ที่มีสารตะกั่วปนเปื้อน หรือหากจะมีการเคลื่อนย้ายดินที่มีสารปนเปื้อนออกจากพื้นที่ชุมชน ควรนำดินเหล่านั้นกลับไปยังโรงงานตกแต่งแร่ที่เป็นตันกำเนิดของสารตะกั่ว และในบริเวณตลิ่งควรปลูกไม้ยืนต้น เพื่อป้องกันการชะล้างตะกั่วจากดินลงไปยังลำห้วย
“แนวทางการแก้ไขปัญหาเป็นการแก้ไขเชิงวิศวกรรม ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงสิ่งแวดล้อม การจัดการปัญหาที่ดีที่สุดคือการขยับคนออกจากพื้นที่ที่มีสารตกค้างไปอยู่ในบริเวณใกล้เคียงที่ปลอดภัย จะต้องปิดพื้นที่อันตราย เพื่อปล่อยให้ธรรมชาติจัดการเอง ซึ่งอาจจะใช้เวลานาน แต่มันคือการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน” นายสมใจ กล่าว
ด้าน นายสุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า หลังจากที่ชาวบ้านได้ทำการเรียกร้องเพื่อขอข้อมูลของการจัดทำแนวทางการแก้ไขและฟื้นฟื้นฟูสภาพพื้นที่ปนเปื้อนตะกั่ว หมู่บ้านคลิตี้ไปยังกรมควบคุมมลพิษ(ค.พ.)และศูนย์วิจัยด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและสารอันตราย แต่ได้รับคำตอบกลับมาว่ารายงานยังไม่มีความสมบูรณ์ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์และมาหารือกับนักวิชาการที่ไว้วางใจของชาวบ้านในเรื่องนี้ได้ นักวิชาการควรเผยแพร่ข้อมูลแนวทางการฟื้นฟูแหล่งน้ำให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ได้รับทราบ เพื่อการเสนอแนวคิดที่รอบด้านจากชาวบ้านผู้ที่อาศัยในพื้นที่ ไม่ใช่นำเสนอแผนการฟื้นฟูที่ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว
"นักวิชาการควรนำเอาข้อมูลมานำเสนอต่อสาธารณะ ยกตัวอย่างเช่นพื้นที่ศักยภาพแหล่งแร่ รัฐควรเอาข้อมูลมาบอกชาวบ้าน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เป็นแนวทางในการนำเสนอข้อคิดเห็นของคนในพื้นที่ได้ ค.พ.ควรคำนึงถึงหลักปฏิบัติในการทำแผนฟื้นฟูตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนในพื้นที่ให้มากกว่านี้" เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมกล่าว
ทั้งนี้แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ศูนย์วิจัยได้นำเสนอมาข้างต้น นักวิชาการควรนำเสนอด้านดีและด้านเสียของแนวทางที่มีการวางแผนไว้ว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อชาวบ้านลงมาในรายงานด้วย เพื่อที่จะให้ชาวบ้านได้ทราบถึงประโยชน์ และผลกระทบที่มีการจัดการตามแนวทางที่วางไว้ หากทำการจะย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่มีแร่ตะกั่วปนเปื้อน จะต้องทำให้เขารู้มีผลกระทบอย่างไร ควรมีแนวทางการฟื้นฟูที่ชัดเจน นักวิชาการควรหารือเพื่อหาทางออกให้รอบด้านมากกว่านี้
นอกจากนี้ ในวันที่ 29 ต.ค.องค์กรนิติธรรมสิ่งแวดล้อมจะลงพื้นที่เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ได้รับในวันนี้ให้แก่ประชาชนได้รับทราบก่อนที่จะมีการประชุมเรื่องนี้อีกครั้งในวันที่ 30 ต.ค. ที่จะถึง







