
วิ่งเต้นโครงการใหญ่มีปมจุดเสี่ยงที่รัฐต้องเร่งอุด
แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หลายชาติไม่ยอมรับ โดยเฉพาะสหรัฐและกลุ่มประเทศยุโรป แต่การลงทุนไทยกลับไม่ได้ถูกรังเกียจจากนักลงทุนต่างชาติแต่อย่างใด
ยิ่งกลุ่มทุนจากสหรัฐและยุโรปที่ตอนนี้เสียเปรียบกลุ่มทุนจากนักลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่เข้าใจการเมืองไทยและให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเข้ามาแก้ปัญหาประเทศ และกำลังได้โครงการลงทุนขนาดใหญ่จากไทยไปอยู่ในมือจำนวนมาก ก็ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นทำให้การลงทุนในช่วงนี้เนื้อหอมอย่างเห็นได้ชัด
เห็นได้ชัดจากการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ในพื้นที่ 29 แปลง มูลค่านับแสนล้านบาท ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างคับคั่งทั้งกลุ่มบริษัท เชฟรอน และกลุ่มบริษัท เอ็กซอน โมบิล จากสหรัฐ ก็จับตาเป็นมันหวังชิงเค้กกับบริษัทไทยอย่างกลุ่มบริษัท ปตท. ที่มีศักยภาพในการสำรวจและขุดเจาะก๊าซและน้ำมันเพิ่มขึ้นทุกวัน
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนด้านโครงการด้านคมนาคมขนส่ง 2.4 ล้านล้านบาท ภายใน 56 ปี ก็มีกลุ่มนักลงทุนจีนและญี่ปุ่นจ้องตาเป็นมัน โดยเฉพาะรถไฟทางคู่ การสร้างรถไฟฟ้าและการทำถนนมอเตอร์เวย์ ที่กลุ่มทุนและผู้ผลิตจากสัญชาติยุโรปจำนวนไม่น้อยต้องการมาแย่งส่วนแบ่งเค้กตรงนี้
ขณะเดียวกันยังมีโครงการบริหารจัดการน้ำจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลก่อนเคาะให้กลุ่มทุนเกาหลีได้สัมปทานไปทั้งหมด แต่ไม่มีการเซ็นสัญญาจนมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและทำท่าจะมีการยกเลิกประมูลเดิม มีการรื้อโครงการกันใหม่เปิดกว้างให้กลุ่มทุนต่างๆ เดินหน้าเข้ามาประกวดโครงการและราคากันได้อีกครั้ง เพราะรัฐบาลปัจจุบันได้ยืนยันให้คงเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทไว้ต่อไป เพื่อทำโครงการเกี่ยวกับบริหารจัดการด้านน้ำ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับงบประมาณปี 2558 และเงินกู้ตามแผนการบริหารหนี้ปีงบประมาณ 2558
แค่อภิมหาโครงการ 3 ส่วนสำคัญที่ยกตัวอย่างมา ก็ทำให้การลงทุนไทยเนื้อหอมอย่างไม่เคยมีมาก่อน นักลงทุนสัญชาติไหนทั้งที่เห็นและไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทหาร ก็แย่งกันจีบเพื่อเข้าประมูลโครงการกันทั้งนั้น ส่งผลให้อนาคตของเศรษฐกิจที่ช่วงนี้จะชะลอตัว จะไปได้ดีในระยะกลางและระยะยาวจากการลงทุนดังกล่าว
แม้แต่ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้มีต่างชาติรุมจีบกระทรวงการคลัง ต้องการให้เงินกู้รัฐบาลก้อนโตเพื่อมาลงทุนต่างๆ ของรัฐบาล แต่ต้องปฏิเสธเพราะเงินของประเทศยังมีเหลือในการลงทุน แสดงให้เห็นว่าไทยเนื้อหอมทั้งผู้จะมาลงทุนและผู้จะขนเงินมาให้ไทยกู้ทำโครงการ
อย่างไรก็ตาม การที่โครงการลงทุนของไทยเนื้อหอมก็เป็นแรงกดดันที่ทำให้การให้สัมปทานหรือการจัดซื้อจัดจ้าง “ยิ่งต้องมีความโปร่งใส” ให้สังคมตรวจสอบได้ เนื่องจากเป็นที่จับตาของทุกฝ่ายว่าการลงทุนขนาดใหญ่ของไทย มีนักลงทุนที่ต้องการวิ่งเต้นเข้าหาทหารเพื่อให้ได้สัมปทาน หรือชนะประมูลโครงการลงทุนต่างๆ
จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ถืออำนาจเด็ดขาดในการควบคุมประเทศเนื้อหอมตามอภิมหาโครงการลงทุนต่างๆ ของไทยไปด้วย ทำให้มีนักลงทุนวิ่งเต้นเข้าหากลุ่มทหารต่างๆ ต่อเนื่อง จากที่เคยวิ่งกับนักการเมืองหลายกลุ่มหลายคนกว่าจะชนะการประมูลโครงการได้ แต่ตอนนี้วิ่งทหารกลุ่มเดียวก็เห็นอนาคตแล้วว่าจะออกหัวหรือก้อย
แรงกดดันที่เห็นได้ชัดของรัฐบาล คือ การเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ที่เริ่มมีการคัดค้านกันอย่างหนักถึงขนาดมีการขับไล่ปลัดกระทรวงพลังงานและ รมว.พลังงาน ออกจากตำแหน่ง และจะยกระดับมากขึ้นเมื่อผู้ประท้วงขู่ถึงขนาดว่า หากรัฐบาลยังเดินหน้าก็พร้อมยกระดับตั้งขบวนประท้วงรัฐบาล โดยไม่กลัวกฎอัยการศึกที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่
แม้ว่ากระทรวงพลังงานจะออกมาชี้แจงว่า การมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่จะใช้ระบบที่แตกต่างกว่าเดิม ประเทศได้ประโยชน์มากกว่าเดิม ทั้งค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และผลตอบแทนตามกฎหมายต้องจ่ายเพิ่มให้รัฐบาลอีกหลายร้อยล้านบาท แต่กลุ่มผู้คัดค้านก็ยังมองว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของสัมปทานยังตกอยู่ในมือกลุ่มทุน และผลประโยชน์ส่วนน้อยตกอยู่กับประเทศ
ความไม่พอใจที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะประมาทไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นการเดินขบวนปัญหาทางการเมืองเหมือนที่เคยเป็นมา แต่เป็นการประท้วงถึงเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินการให้สัมปทานและจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของภาครัฐที่ถูกสังคมมองว่ามีเงื่อนงำและมีผลประโยชน์ตกหล่นจากการให้สัมปทานหรือจัดซื้อจัดจ้าง
ยิ่งรัฐบาลทหารเข้ามาบริหารประเทศ โดยมีนโยบายที่สำคัญคือการปราบทุจริต ยิ่งทำให้สังคมจับตาว่ารัฐบาลจะทำได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะการบริหารประเทศของรัฐบาลทหารเองนั้นจะปลอดจากการทุจริต โดยเฉพาะการอนุมัติสัมปทานและโครงการขนาดใหญ่จะปลอดจากการวิ่งเต้นได้หรือไม่
ปมดังกล่าวเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเคลียร์ให้กระจ่าง ไม่เช่นนั้นจะเป็นอุปสรรคของรัฐบาลให้เดินหน้าไม่ได้เร็วกว่าที่คิดไว้ ต้องไม่ลืมว่าการเข้ามาของทหารได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนไม่ใช่น้อย เพราะอย่างน้อยก็ทำให้บ้านเมืองสงบเดินหน้าต่อไปได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นข้อยกเว้นให้ทหารทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้
กรณีของ “กรมศุลกากร” อาจเป็นปมเล็กๆ แต่ก็ทำให้ทหารต้องตกอยู่ในเงาของการมีส่วนร่วมทุจริต เมื่อมีทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการขนสินค้าข้ามแดนที่ไม่ใช้ด่านและไม่ใช่จุดผ่อนปรน รวมถึงมีข้าราชการฝ่ายการปกครองทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนันเข้าร่วมมือ จนอธิบดีกรมศุลกากรต้องออกมาบอกว่า การทุจริตให้กรมศุลกากรทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ทหารและฝ่ายปกครองต้องร่วมด้วยช่วยกันด้วย
ประเด็นดังกล่าวร้อนถึงทหารระดับบนต้องออกมาชี้แจงกันเป็นแถว แต่ปรากฏว่า ณ วันนี้เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรยังเข้าไปเคลียร์จุดที่มีปัญหาไม่ได้ เป็นประเด็นที่ตั้งคำถามว่าทหารมีความตั้งใจแก้ปัญหาทุจริตขนาดไหน ขนาดกรณีไม่ถูกต้องเล็กๆ ยังไม่สามารถเอาคนที่ทำผิดมาลงโทษให้สังคมรับรู้ หากเป็นโครงการขนาดใหญ่ก็เป็นเรื่องที่ยิ่งยากจะไว้ใจได้
สมหมาย รมว.คลัง เคยระบุไว้ระหว่างการเดินทางไปประชุมต่างประเทศว่า ได้รับคำถามท้าทายจากเหล่า รมว.คลัง ยุโรป ว่า “ท่านเชื่อมั่นว่ารัฐบาลทหารของท่านจะนำพาประเทศไปรอดได้อย่างไร” ซึ่งสมหมายตอบด้วยความท้าทายกลับไปว่า รัฐบาลนี้เข้ามาโดยมีนโยบายปราบการทุจริต หากรัฐบาลทุจริตเสียเองรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน
ดังนั้น การให้สัมปทานและการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐจำนวนหลายล้านล้านบาทจึงเป็นด่านสำคัญ ว่า รัฐบาลจะปลอดจากการวิ่งเต้นและการดำเนินการให้จัดซื้อจัดจ้างปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชั่นได้หรือไม่







