posttoday
ปาร์มน้ำมัน...พืชเศรษฐกิจสร้างมูลค่าได้มากกว่าที่คิด

ปาร์มน้ำมัน...พืชเศรษฐกิจสร้างมูลค่าได้มากกว่าที่คิด

27 ตุลาคม 2557

ในช่วงเวลาที่ราคายางพาราตกต่ำ จากผลผลิตที่มีมากกว่าความต้องการใช้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง ปาล์มน้ำมันจึงเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

ในช่วงเวลาที่ราคายางพาราตกต่ำ จากผลผลิตที่มีมากกว่าความต้องการใช้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง ปาล์มน้ำมันจึงเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

ปัจจุบันไทยมีพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน 4.22 ล้านไร่ และพื้นที่ให้ผลผลิตประมาณ 3.92 ล้านไร่ สามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณปีละ 2 ล้านตัน สร้างรายได้ให้เกษตรกรประมาณ 6 หมื่นล้านบาท/ปี

ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในประเทศคิดเป็นสัดส่วน 78% ในจำนวนนี้เป็นการใช้เพื่อการบริโภคและอุตสาหกรรมอื่น 56% และเพื่อผลิตไบโอดีเซล 44% ส่วนที่เหลือเป็นการส่งออกมีเพียง 8% และสต๊อกปลายปี 14%

นอกจากจะผลิตเป็นน้ำมันปาล์มแล้ว ส่วนต่างๆ ของปาล์มน้ำมันและวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตยังสามารถนำมาสร้างรายได้เพิ่ม รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิต และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

ยกตัวอย่าง เช่น ผลปาล์มที่สกัดเอาน้ำมันปาล์มออกแล้วจะเหลือเส้นใยเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีคุณสมบัติเหนียว ทน และอากาศสามารถไหลเวียนผ่านได้ดี

นอกจากนำไปผลิตโซฟาหรือที่นอนในโรงพยาบาล ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้แล้ว ยังสามารถนำมาผลิตเป็น “แผ่นฉนวนดูดซับเสียง” ที่มีต้นทุนต่ำและดูดซับเสียงได้ดี

ขณะนี้อยู่ในช่วงการวิจัยต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สวยงามขึ้น โดยผลงานวิจัยจะเสร็จสมบูรณ์ประมาณสิ้นปี 2557

ทั้งนี้ ผู้วิจัยจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ให้ข้อมูลว่า เริ่มมีผู้ประกอบการให้ความสนใจที่จะนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์บ้างแล้ว นั่นก็หมายถึงแผ่นฉนวนดูดซับเสียงจากใยปาล์มน้ำมันจะเริ่มมีจำหน่ายในอนาคตอันใกล้

นอกจากนี้ น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ซึ่งมีค่าความสกปรกสูงและมีปริมาณมากในแต่ละวัน สามารถนำมาผลิตพลังงานทดแทนในรูปของ “ก๊าซชีวภาพ” (Biogas) ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ และสามารถใช้ทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง ผลิตความร้อน พลังงานกล และผลิตกระแสไฟฟ้า โดยน่าไปประยุกต์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ครัวเรือน การขนส่ง หรือจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ขณะเดียวกัน กากตะกอนที่ได้จากระบบก๊าซชีวภาพนั้นยังสามารถนำมาตากแห้งเพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ยได้อีก ขณะนี้โรงงานอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้มีจำนวนถึง 88 โรง ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้โรงงานอีกทางหนึ่ง

ส่วนต้นปาล์มที่ให้ผลผลิตน้อยลง โดยปกติเกษตรกรจะโค่นทิ้งเพื่อปลูกปาล์มใหม่ และทำลายด้วยวิธีต่างๆ เช่น เผา หรืออัดสารเคมีให้ปาล์มยืนต้นตาย ซึ่งเป็นการก่อมลพิษและเพิ่มค่าใช้จ่ายให้เกษตรกร ต้นปาล์มเหล่านั้นสามารถนำมาผลิตเป็นไส้ของ “แผ่นไม้แซนด์วิช” ที่มีน้ำหนักเบา โดยใช้วัสดุอื่นเป็นผิวนอก เช่น ไม้ยางพาราหรือแผ่นอะลูมิเนียม เป็นต้น

แผ่นไม้แซนด์วิชที่ได้มีคุณสมบัติโดยรวมเป็นไปตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ไม้ประกอบของอเมริกาและยุโรป คือ มีความแกร่งและความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง มีค่าการนำความร้อนต่ำ เหมาะสำหรับนำมาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์น้ำหนักเบา เช่น โคมไฟประดับสวน แจกัน และพื้นเก้าอี้

นอกจากนี้ สามารถนำมาผลิตเป็นแผ่นผนังฉนวนกันความร้อน ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดในยุโรป ขณะนี้อยู่ในช่วงการวิจัยต่อยอดเพื่อเพิ่มอัตราของเนื้อไม้ที่ใช้ประโยชน์ได้

ว่ากันว่า ปัจจุบันไม้ปาล์ม 1 ต้น จะได้เนื้อไม้ที่สามารถนำมาผลิตเป็นไส้ของแผ่นไม้แซนด์วิชเพียง 20% เนื่องจากไม้ปาล์มน้ำมันเป็นไม้เนื้ออ่อน ในขั้นตอนการแปรรูปจึงแตกง่าย

ในต่างประเทศได้มีการคิดค้นนำเอาส่วนที่เหลือจากการผลิตมาสร้างมูลค่าทางการตลาด นั่นก็คือ การนำเอาเมล็ดปาล์มที่เหลือจากการสกัดน้ำมันมาผลิตเป็น “กรดดีดีดีเอ” (Dodecanedioic acidDDDA) สารเคมีเขียวสำหรับใช้ทำไนลอนและเรซิน เพื่อนำไปเป็นวัสดุสำหรับผลิตของใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย อาทิ ขนแปรงสีฟัน เครื่องสำอาง กาว สี เสื้อผ้า รองเท้า น้ำมันหล่อลื่น ผลการทดลองพบว่า กรดดีดีดีเอที่ผลิตจากเมล็ดปาล์มมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับกรดที่ทำจากน้ำมันปิโตรเลียม แต่ต้นทุนต่ำกว่าเกือบเท่าตัว ที่ระดับราคาน้ำมันดิบ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล รวมทั้งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

โดยปกติกรดตัวนี้สามารถผลิตจากน้ำมันพืชอื่น อาทิ มะพร้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง แต่เนื่องจากเมล็ดปาล์มมีปริมาณมาก จึงเหมาะสำหรับการผลิตในเชิงพาณิชย์ โดยให้ผลผลิตมากที่สุดและต้นทุนต่ำที่สุดในบรรดาน้ำมันพืชที่กล่าวมาทั้งหมด

ปัจจุบันได้มีการร่วมทุนระหว่างบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพชื่อดังของประเทศสหรัฐอเมริกา และผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของประเทศมาเลเซีย เพื่อตั้งโรงงานผลิตกรดดีดีดีเอ ซึ่งเป็นโครงการแรกของโลกที่ผลิตกรดนี้จากเมล็ดปาล์มที่เหลือจากการสกัดน้ำมันในเชิงพาณิชย์ และคาดว่าจะเริ่มการผลิตได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยมีกำลังการผลิต 1.36 หมื่นตัน/ปี

จากที่กล่าวทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจในอนาคต เพราะนอกจากผลผลิตน้ำมันปาล์มจะสร้างรายได้หลักให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มแล้ว ส่วนต่างๆ ของปาล์มน้ำมัน และวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตก็สามารถสร้างรายได้เพิ่มได้อีก และอาจเปลี่ยนเป็นรายได้หลักอีกทางหนึ่งในอนาคต นอกจากนั้นยังช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการ และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

อีกมิติหนึ่งของประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากการปลูกปาล์มน้ำมันมากขึ้น นั่นก็คือ ปริมาณน้ำมันปาล์มมีเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะความต้องการใช้ด้านพลังงาน ซึ่งเป็นไปตามแผนงานของภาครัฐที่จะพัฒนาพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือกให้ได้ 25% ใน 10 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2555 เป้าหมายหนึ่งในนั้น ก็คือ การใช้ไบโอดีเซลในภาคขนส่งให้ได้ 7.72 ล้านลิตร/วัน ภายในปี 2564 การปลูกปาล์มน้ำมันมากขึ้นจึงเป็นการช่วยให้แผนพัฒนาดังกล่าวบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้

นอกจากนั้น ยังเป็นการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกในตลาดน้ำมันปาล์มโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งความต้องการเพื่อบริโภคและเพื่อผลิตไบโอดีเซล

ดังนั้น การส่งเสริมให้มีการปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้มีการนำส่วนต่างๆ ของปาล์มน้ำมันมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้หรือประหยัดรายจ่ายให้กับประเทศด้วยเช่นกัน n

บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ