
หากไม่ฝึก ปากก็หาเป็นเอกไม่ (ตอน 2)
ครั้งต่อมา ให้นำเสนอ Introduction 1 นาที และเนื้อหา (Body) 7 นาที ซึ่งจำกัดหัวข้อย่อยไว้เพียง 3 ข้อ
ครั้งต่อมา ให้นำเสนอ Introduction 1 นาที และเนื้อหา (Body) 7 นาที ซึ่งจำกัดหัวข้อย่อยไว้เพียง 3 ข้อ ครั้งนี้อาการประหม่าลดลง การพูดเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น เนื่องจากได้เตรียมตัวไปดีพอสมควร เพียงแต่ถูกวิจารณ์เรื่องการเชื่อมโยงการพูดระหว่างรอยต่อในส่วนและหัวข้อต่างๆ การทำสีและภาพใน PowerPoint ก็ยังต้องปรับให้ดีขึ้น ส่วนเรื่องเวลายังควบคุมได้ดี
ครั้งสุดท้าย กำหนดให้นำเสนอเนื้อหาที่ครบสมบูรณ์ ทั้งส่วนบทนำ เนื้อหา บทสรุป (Conclusion) และถามตอบ (Q&A) แม้ได้ฝึกฝนการนำเสนอจนรู้สึกว่าดีขึ้น แต่ช่วงต้นยังมีอาการประหม่าบ้างนิดหน่อย ตอนเริ่มต้นพยายามห้ามตัวเองไม่ให้เหลือบมอง PowerPoint กรอบแรกในจอคอมพิวเตอร์ เนื่องจากวิทยากรย้ำว่า ถ้าเริ่มมองกรอบแรกตอนเริ่มพูด ก็จะมองอีกเรื่อยๆ จนเหมือนกับกำลังคุยกับคอมพิวเตอร์ แทนที่จะคุยกับผู้ฟัง เนื่องจากผู้เขียนนำเสนอเป็นคนรองสุดท้าย จึงถูกเพื่อนๆ ในกลุ่มรุมถามคำถาม (อาจจะเพราะสร้างโจทก์ไว้เยอะ!) แต่ก็ดีได้ช่วยฝึกฝนให้หาวิธีจัดการกับคำถามในลักษณะต่างๆ จนสุดท้ายต้องตัดบทเองว่าขอเป็นคำถามสุดท้าย เนื่องจากเกินเวลาที่กำหนดไว้ 2 นาที!
สิ่งที่ประทับใจในการอบรมที่สถาบันการต่างประเทศฯ นอกจากจะได้เรียนรู้การเสนอผลงานและการพูดเพื่อการประชุมเป็นภาษาอังกฤษแล้ว อีกอย่างหนึ่งคือ ระหว่างการฝึกนำเสนอผลงานแต่ละครั้ง มีเจ้าหน้าที่บันทึกเทปไว้ตั้งแต่ต้นจนจบการวิจารณ์จากวิทยากร และส่งให้ผู้เข้าอบรมได้เปิดทบทวนในภายหลัง แม้จะจบหลักสูตรแล้วแต่นำมาเปิดดูการนำเสนอของตัวเองและเพื่อนๆ ในรุ่นทีไรได้ยิ้มกับตัวเองทุกครั้ง
หลังจากจบการอบรมที่สถาบันการต่างประเทศฯ ก็ต่อด้วยการอบรมที่ Regional Language Centre (RELC) 1 สัปดาห์ เน้นเฉพาะการประชุมระหว่างประเทศ หลังจากอัดภาคทฤษฎีจนแน่นแล้ว Mr.Peter Argeros วิทยากรชาวอเมริกันก็สมมติหัวข้อ บทบาทและสถานการณ์ต่างๆ ให้ฝึกฝนกัน (Working Group Meeting and Role Plays) และปิดท้ายด้วยการสมมติให้เป็นผู้แทนของชาติสมาชิกอาเซียนในการประชุม (Simulated International Meetings) เพื่อชักจูงให้อินโดนีเซียร่วมลงนามในข้อตกลงเพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มควันในอาเซียน (The ASEAN Haze Agreement) และตามด้วยการเปิดบันทึกเทปให้ดูพร้อมด้วยคำวิจารณ์
การอบรมที่สิงคโปร์ ที่พักและที่อบรมอยู่ในบริเวณเดียวกัน คือที่ RELC ย่านถนน Orange Grove มีห้องคอมพิวเตอร์ไว้ให้ใช้งานและค้นคว้าข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งที่พักและที่อบรมจึงสะดวกมาก ไม่ต้องใช้เวลาและค่าเดินทางในการเดินทางไปกลับระหว่างบ้านและศูนย์ราชการ วันหนึ่งเกือบ 100 กิโลเมตร เหมือนช่วงที่อบรมที่เมืองไทย!! นอกจากนี้ระหว่างที่อยู่ในสิงคโปร์ได้ชมการบริหารจัดการเมืองสิงคโปร์ให้เป็นเมืองแห่งความเขียวสดในสวน (City in the Garden) ไปในตัว เรื่องการบริหารจัดการถนนสาธารณะ ทางเท้า ต้นไม้ริมทางและภูมิทัศน์โดยรวมของสิงคโปร์ให้เป็นระเบียบสะอาดร่มรื่น ทำให้ประเทศเกาะเล็กๆ ที่มีพื้นที่เพียง 716 ตารางกิโลเมตร น่ารื่นรมย์สบายตาพาสบายใจ ก็อดคิดถึงประเทศไทยของเรา โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครเมืองหลวงไม่ได้ เราอาจจะมีพื้นที่มากถึง 1,568 ตารางกิโลเมตร มีทรัพยากรมาก เราจึงปล่อยปละละเลยการบริหารจัดการให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งความรื่นรมย์มากกว่าที่เห็นและเป็นอยู่ไม่ได้?!!
ปิดท้าย : ทักษะที่ไม่ได้ใช้เดี๋ยวก็ลืม
การอบรมเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังจำคติที่วิทยากรชาวอังกฤษฝากไว้ว่า การพูดต่อสาธารณะ การอภิปรายกลุ่ม การเจรจา การประชุม เป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝนปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจึงจะทำได้ดี หากขาดการเรียนรู้ หรือเรียนรู้แต่ขาดการฝึกฝนแล้วอาจจะทำให้ลืมได้ง่าย และต้องระลึกไว้เสมอว่าความรู้และทักษะที่ได้ฝึกอบรมมาเป็นเพียงโครงสร้างและเค้าโครงพื้นฐานของการนำเสนอผลงาน การประชุมนานาชาติ ที่พร้อมให้นำไปปรับใช้กับเนื้อหาในด้านต่างๆ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ที่การติดต่อสื่อสารกับคนต่างภาษาเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทั้งโดยตรงและผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งในหน้าที่การงานและในชีวิตประจำวัน







