
กัมมัฏฐานใจอยู่ในมรรค
1.การนั่งกัมมัฏฐานที่ถูกตัวจริง ก็คือ ใจอยู่ในมรรค หมายความว่า อยู่ในปัจจุบัน ไม่สะดุดใน “อิฏฐารมณ์” และ “อนิฏฐารมณ์”
อบรมสมาธิตอนบ่าย
วันที่ 28 ส.ค. พ.ศ. 2499
1.การนั่งกัมมัฏฐานที่ถูกตัวจริง ก็คือ ใจอยู่ในมรรค หมายความว่า อยู่ในปัจจุบัน ไม่สะดุดใน “อิฏฐารมณ์” และ “อนิฏฐารมณ์” ตั้งอยู่ใน “มัชฌิมาปฏิปทา” อย่างเดียว ถ้าพลาดไปจากนี้ ก็เรียกว่าไม่อยู่ในองค์ “มรรค” ไม่ถูกตัวจริงของกัมมัฏฐาน ถึงจะทำไปเท่าไรๆ ก็ไม่บังเกิดผล เหมือนกับการยิงนกนั้น ถ้าเราไม่เล็งให้ถูกจุดหมายของมันแล้ว ถึงจะมีกระสุนสักร้อยลูกก็ยิงไม่ถูกตัวจริงของนกได้ แต่ถ้าเราเล็งให้แม่นตรงจุดหมายของมันจริงๆ แล้วเพียงกระสุนนัดเดียวเท่านั้น ก็สามารถที่จะให้ถูกนกตกลงมาได้ในทันที ฉันใด การนั่งสมาธิ หรือ นั่งกัมมัฏฐานนี้ เมื่อจิตของเราตั้งมั่นเที่ยงตรงอยู่ในมรรคแล้ว เราก็จะได้พบตัวจริงของ “กัมมัฏฐาน” คือ “ความสงบ” โดยมิต้องเสียเวลานานเลย
2.จิตที่เป็นสมาธินั้น เปรียบเหมือนกับเงินแท้ที่มีลักษณะอ่อนนิ่มและสีขาวบริสุทธิ์ เพราะไม่มีสิ่งใดมาเจือปนเลย เมื่อเราต้องการนำมาใช้ทำเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ดัดแปลงให้เป็นรูปนั้นได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาหลอมไล่ขี้กันใหม่อีก ส่วนจิตที่ไม่เป็นสมาธินั้นก็เปรียบเหมือนเงินเก๊หรือเงินปน ย่อมมีลักษณะแข็งกระด้าง เปราะหักง่าย และมีสีดำ เพราะเงินนั้นถูกเจือด้วยโลหะบ้าง ทองแดงบ้าง ตะกั่วบ้าง ถ้าทองแดงที่เจอนั้นมีน้ำหนักมากเท่าใด ส่วนเนื้อแท้ของเงินก็ลดคุณภาพลงเท่านั้น จิตที่บริสุทธิ์จึงเปรียบเหมือนกับเงินแท้ ส่วน “สัญญา” ต่างๆ ที่เป็นเครื่องทำดวงจิตให้เศร้าหมอง ก็เปรียบเหมือนกับของปนต่างๆ ที่ทำให้เนื้อเงินเป็นสีดำแข็งกระด้างหมดเงางาม ฉะนั้นเราปล่อยให้สัญญาทั้งหลายเข้ามาปะปนอยู่ในดวงจิตของเราแล้ว จิตของเราก็ต้องตกอยู่ในลักษณะของเงินเก๊ หรือเงินปนนั้น ความบริสุทธิ์ขาวสะอาด ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในดวงจิตก็ย่อมจะหาไม่ได้ เมื่อเป็นดังนี้ ดวงจิตนั้นก็ปราศจากความสงบ
3.ถ้าเราปัด “สัญญา” อารมณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นของปนออกจากจิตใจเสียได้ ดวงจิตก็จะตั้งมั่นเป็นสมาธิถูกตัวจริงขององค์ “มรรค” และเมื่อจิตของเราเกิดขึ้นเป็นมรรคแล้ว ก็จะต้องระวังรักษาไว้ให้ดีเหมือนกับเราสร้างถนนไม่ให้พังทลาย ต้องคอยหมั่นสำรวจตรวจตราดูอยู่เสมอว่า ถนนของเราตอนใดชำรุดบ้าง ถ้าเห็นชำรุดตรงไหนก็ต้องรีบซ่อมทันที ถ้าเราไม่รีบซ่อมปล่อยให้ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อลึกหรือพังทลายมากไปแล้ว ก็จะต้องยากแก่การซ่อม จิตซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในมรรคนั้น ถ้า “นิวรณ์” เข้ามาแทรกเมื่อใด ก็เท่ากับถนนของเรานั้นมันขาดหรือพังลง ถ้าเราทิ้งไว้นานไม่รีบซ่อมเสียโดยเร็ว ถนนนั้นก็จะพังทลายมากออกไปทุกทีๆ จนในที่สุดก็เลยกลายเป็นพื้นดินธรรมดา ขณะที่กำลังเจริญ “มรรค” อยู่ ถ้าเราลืมตัวขาดสติ ปล่อยให้สัญญาผ่านเข้ามาในดวงจิตได้แล้ว จิตของเราซึ่งเป็นมรรคอยู่ก็จะต้องถูกทำลายทันที “กัมมัฏฐาน” ก็เสีย “สมาธิ” ก็เสีย จิตก็ตกอยู่ในสภาพธรรมดา หาเส้นทางที่จะดำเนินไปสู่ความดีไม่ได้
4.“การลืม” ขณะทำ “กัมมัฏฐาน” มีได้ 3 ประการ คือ
1) ลืมโดยเอาเรื่องภายนอกเข้ามาคิด นี่เรียกว่าทิ้ง “นิมิต” ที่เกิดขึ้น นี่ก็ทำให้มรรคกลายเป็นอื่น
2) ลืมโดยเอาเรื่องภายนอกเข้ามาคิด นี่เรียกว่า ทิ้ง “กัมมัฏฐาน” ของตน
3) ลืมโดยหมดความรู้สึก คือ นั่งโดยปราศจาก “สติสัมปชัญญะ” นั่งอยู่แต่ก็เหมือนนอนหลับ
ลักษณะทั้งหมดเหล่านี้เรียกว่า “มรรคกลาย” เหมือนถนนที่กลายเป็นหลุมเป็นบ่อลึก ถ้าเรากันอารมณ์ออกจากใจได้ก็เป็น “มรรค” ถ้าอารมณ์ภายนอกเข้ามาถึงใจได้ มรรคนั้นก็ต้องกลาย และถ้ามรรคกลายก็ไม่มี “วิปัสสนา” ปัญญาก็ไม่เกิด เหมือนถนนที่ขาดลึก ยานพาหนะก็แล่นไปไม่ได้ สมาธิดับไปเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถเจริญ “วิปัสสนา” ได้ ก็คงเหลืออยู่แต่ ”วิปัสสนาสัญญา” “สมาธิสัญญา” นึกเอา เดาเอา คิดเอา คลำเอา ตามสัญญาเก่าของตน คุณธรรมเสื่อมไปแล้วไม่รู้ตัว จะกลับมาทำใหม่อีกก็ยากเปรียบเหมือนถนนที่ขาดลึกฉะนั้น
5.มีสติอยู่กับกายเรียกว่า “กายคตาสติ” ส่วนทั่วไป ก็ได้แก่ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เอกเทศ ได้แก่ ลมหายใจ แต่ที่ถูกเรียกว่า “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ มีสติเป็นตัวเหตุ มีสัมปชัญญะเป็นตัวผล หรือจะว่าลมหายใจเป็นเหตุ ความสบายเป็นผลก็ได้
6.ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะกำกับตัวของเราอยู่ตลอดเวลาแล้ว ร่างกายของเราก็จะตื่นอยู่เสมอ ไม่มีอาการโงกง่วงซึมเซา นิวรณ์ทั้งหลายก็ไม่สามารถเข้ามาเกาะกินใจได้ เหมือนบ้านที่มีคนตื่นอยู่เสมอทั้งกลางคืนกลางวันไม่หลับไม่นอน โจรผู้ร้ายก็ไม่สามารถที่จะเข้ามารบกวนได้ ลักษณะของใจที่หลับและกายี่หลับนั้น ย่อมเป็นช่องทางแห่งมารทั้งหลายที่จะเข้ามาทำลายความดีได้ทุกทาง พวก “ขันธมาร” ต่างๆ ก็จะพากันเข้ามาสู่ร่างกาย ทำให้รูปก็วิปริต เวทนาก็วิปริต สัญญาก็วิปริต สังขารก็วิปริต วิญญาณก็วิปริต พวก “กิเลสมาร” ต่างๆ ก็เข้ามาแทรกแซงวางยาพิษในร่างกายของเรา คือพอเราเผลอตัวขาดสติ มารก็จะเข้ามาบังคับใจให้หลับ แล้วก็วางยาเบื่อหัวใจเราอีก ยาเบื่อนี้คือนิวรณ์ทั้ง 5 ที่เรียกว่า “ยาเบื่อ” นั้น ก็เพราะมันทำจิตของเราให้มึนเมา เช่น “กามฉันทะ” ก็ทำให้เราหลงเพลิดเพลินยินดีไปในอารมณ์ต่างๆ “พยาปาทะ” ก็ทำให้โกรธเคืองขุ่นแค้นเดือดร้อนเป็นไฟ ทำให้ดวงจิตของเราไม่เป็นสุขได้ เท่ากับตกนรกทั้งเป็น “ถีนมิทธะ” ก็ทำให้ท้อแท้ ไม่เห็นอำนาจอานิสงส์ของบุญกุศลแห่งทาน ศีล ภาวนา ทำให้โงกง่วง ซึมเซา หดหู่ “อุทธัจจกุกกุจจะ” ทำให้กำเริบฟุ้งซ่าน รำคาญใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ “วิจิกิจฉา” ความลังเลสงสัยย่อมเกิดขึ้นก็คลำกันเรื่อยไป ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรเป็นหลักเกณฑ์ เหล่านี้ล้วนเป็นโทษเป็นยาเบื่อยาเมาทั้งสิ้น นี้แหละ ท่านจึงเรียกว่า “กิเลสมาร” กิเลสมารนี้ เมื่อมันเข้ามาในตัวเราแล้ว มันย่อมมีอำนาจอิทธิพลมาก มันจะดึงกายของเราให้ออกจากพระพุทธศาสนา ดึงใจของเราให้ออกจากพระพุทธศาสนา จึงเป็นเหตุให้เกิดความเกียจคร้าน มักง่าย โลเล ทีนี้ก็เลยมีความเป็นอยู่อย่างสวะหรือจอกแหนที่ไหลไปไหลมาตามกระแสน้ำขึ้นน้ำลง ก็สักแต่ว่าเป็นอาหารของเต่า (คือ อวิชชา) ปลา (คือ บาป) ใจของเราที่ไม่หยั่งถึงในคุณธรรมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ย่อมเป็นอย่างนี้ เมื่อเรายังอยู่ในฝูงมาร ถึงแม้จะอยู่ในข้อปฏิบัติก็ยังเป็นการหลอกลวงอยู่ ยังห่างไกลจากพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ไม่จัดว่าเป็นผู้ที่ใกล้ชิดได้ การห่างนี้ คือ ห่างในความประพฤติ เช่น ผู้ที่ทำกายของตนไม่ตื่น ทำใจของตนไม่ตื่น ย่อมไม่ใช่เป็นผู้ปฏิบัติในธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้ใดที่มีสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ที่ตื่นอยู่เสมอทั้งกายใจ คือ ลืมตาใจก็ตั้งเที่ยง หลับตาใจก็ตั้งเที่ยง จะประกอบกิจการใดๆ หรือนั่ง นอน ยืน เดิน อยู่ก็ตาม เลข 1 ต้องให้กำกับใจของตนเสมอตลอดเวลา ไม่ให้พลาดไปเป็นเลข 234 ฯลฯ ได้เลย อย่างนี้จึงเรียกว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง สมดังคำบาลีที่ว่า
“สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ กายคตาสติ.”
แปลความว่า “ผู้ใดมีสติพิจารณากาย เป็นผู้ตื่นอยู่ในธรรมของพระพุทธเจ้าเสมอเป็นนิจ ทั้งกลางวันและกลางคืนแล้ว ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสาวกและสาวิกาของพระพุทธเจ้า โดยแท้”
อ่านต่อฉบับหน้า







