
ฝีมือ "ผู้นำ" กำหนดเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนอย่างรวดเร็วทำให้ผู้นำทางการเมือง ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติมีความยากลำบากในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศมากยิ่งขึ้น
เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนอย่างรวดเร็วทำให้ผู้นำทางการเมือง ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติมีความยากลำบากในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศมากยิ่งขึ้น
ผู้นำที่ล้าสมัย ไม่เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง (Change) จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำทางการเมืองได้ยาวนาน หรือเป็นที่ยอมรับของประชาชนในยุคปัจจุบันได้
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประชาคมโลกได้สัมผัสกับสถานการณ์ใหม่ๆ ของเศรษฐกิจที่ขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา บางช่วงประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะหลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง ประเทศส่วนใหญ่เรียงแถวกันก้าวเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยและตลาดเสรีมากขึ้น ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Countries)
เมื่อสถานการณ์โลกสงบลง ไม่มีสงครามขนาดใหญ่ ทำให้รัฐบาลที่เคยทุ่มทรัพยากรไปกับความมั่นคงทางทหารสามารถดึงทรัพยากรในประเทศไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้หลายประเทศสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรได้ดีขึ้นและลดความยากจน
ความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่ประเทศเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยและตลาดเสรีมากขึ้นเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง ทุกวันนี้ยังมีอีกหลายประเทศจมปลักอยู่กับความยากจนและหาทางออกไม่ได้ ขณะที่บางประเทศโดดเด่นเป็นที่ชื่นชมของชาวโลก นั่นเป็นเพราะ “ผู้นำทางการเมือง” มีประสิทธิภาพมากกว่า
ภายหลังวิกฤตการณ์การเงินในปี 2533 ประเทศที่ “ผู้นำ” สามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ ทำให้สถานะของประเทศปรากฏบนจอเรดาร์เศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน ได้แก่ คิมแดจุง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระหว่างปี 25412546 และ วลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีรัสเซีย ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน หลุยส์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล ตั้งแต่ปี 25462554 และเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน นายกรัฐมนตรีตุรกี ตั้งแต่ปี 2546ส.ค. 2557
บุคคลเหล่านี้ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำที่ทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตระดับแนวหน้าของโลก มาจนกระทั่งเข้าสู่ปี 25462550 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศเหล่านี้มีเศรษฐกิจเฟื่องฟู ขยายตัวสูงสุด
ภายหลังปี 2551 โลกประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง หลายประเทศต้องปรับตัวและปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งจีนที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดของโลกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
จากนี้ไปความสำเร็จหรือล้มเหลวในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นำทางการเมืองโดยตรง
สำหรับภูมิภาคเอเชียที่นักลงทุนทั่วโลกประเมินว่าจะเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุด นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะเพ่งไปที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาค โดยมีที่มาจากตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แรงงาน การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจุบันนี้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่างให้ความสนใจมากขึ้นกับผู้นำทางการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศควบคู่กับการดูพื้นฐานทางเศรษฐกิจด้วย เพราะผู้นำทางการเมืองจะเป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง
วันนี้เราจึงเห็นผู้นำอย่าง ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรี ที่ได้รับเลือกจากชาวญี่ปุ่นอย่างท่วมท้น เพราะเชื่อว่าภายใต้นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เขาจะสามารถกอบกู้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นให้ดีขึ้น ซึ่งอาเบะก็ไม่ทำให้ชาวญี่ปุ่นผิดหวัง เพราะแม้เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่หากจะเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ญี่ปุ่นเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ส่วน นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ก็เป็นผู้นำทางการเมืองอีกคนหนึ่งที่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้อย่างขาดลอย เพราะประชาชนเชื่อว่าโมดิจะสามารถปฏิรูปเศรษฐกิจอินเดียให้ทันสมัยขึ้น ประกอบกับมีนโยบายเศรษฐกิจที่ผสมผสานกับประชานิยม และเน้นการปราบปรามคอร์รัปชั่น
หรือกรณี โจโก วิโดโด หรือที่เรียกกันว่า โจโกวี ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นคนแรกที่มาจากนักธุรกิจลุกขึ้นมาประกาศจะปฏิรูปเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น เพราะเจ้าตัวถือว่าเป็นคนของประชาชนที่เน้นการบริหารจากระดับล่างสู่ระดับบน (Bottomup)
ดังนั้น ทั้งโมดีและโจโกวีจึงเป็นที่คาดหมายล่วงหน้ามาก่อนวันเลือกตั้งว่าจะชนะการเลือกตั้งและเข้ามาเป็นผู้นำประเทศได้อย่างแน่นอน
เวลานี้สถานการณ์โลกได้พัฒนามาถึงจุดที่ประชาชนมีอำนาจมากขึ้นและต้องการมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง เสียงของประชาชนจึงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นหากผู้นำทางการเมืองไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในแต่ละช่วงเวลาก็จะดำรงอยู่ในฐานะผู้นำได้ยากลำบากมาก
การเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมืองที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ อย่างเช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ได้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนปรารถนาเป็นแบบใด ซึ่งผู้นำเหล่านั้นมักจะมีความชัดเจนทั้งนโยบายและมาตรการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ
ส่วนผู้นำทางการเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพ ไม่เป็นบุคคลที่อยู่ในใจของคนในชาติ ประชาชนจะไม่อดทนนาน เพื่อให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป
วันนี้บทบาทและบุคลิกภาพของผู้นำทางการเมือง ต้องถือว่ามีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ และภายใต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนไหวอยู่ในปัจจุบันนี้ สังคมจึงยังเรียกหาผู้นำทางการเมืองที่มีความสามารถและทันสมัย ที่สำคัญมีความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกในแต่ละช่วงเวลา
ฉะนั้น เศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้นหรือแย่ลงจึงขึ้นอยู่กับ “ฝีมือ” ของผู้นำทางการเมืองเป็นสำคัญครับ







