
ปลอดจากความหิวโหยและความหวาดกลัว
พื้นฐานของมนุษย์ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการมีชีวิตที่ปลอดจากความหิวโหยและความหวาดกลัว หลังจากนั้นจึงต้องการเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการนับถือศาสนา และอื่นๆ
พื้นฐานของมนุษย์ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการมีชีวิตที่ปลอดจากความหิวโหยและความหวาดกลัว หลังจากนั้นจึงต้องการเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการนับถือศาสนา และอื่นๆ
ประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2484 (ค.ศ. 1941) ได้พูดถึง “4 เสรีภาพ” ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสากลของระบบประชาธิปไตย อันประกอบด้วย 1.เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น 2.เสรีภาพในการนับถือศาสนา 3.เสรีภาพในการดำรงชีวิตโดยปราศจากความหิวโหย และ 4.โดยปราศจากความหวาดกลัว ก่อนที่จะนำสหรัฐฝ่าออกจากนโยบายโดดเดี่ยวตนเอง ไปช่วยเหลือพันธมิตรยุโรปและเอเชียในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อปกป้องประชาธิปไตยจากการรุกรานจากลัทธิคอมมิวนิสต์และลัทธิทหาร
ก่อนหน้านี้ จอห์น มาร์แชล อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและอดีตประธานศาลฎีกาสหรัฐ เคยประกาศว่า “นโยบายของเราไม่ได้มุ่งต่อต้านประเทศใดประเทศหนึ่ง ลัทธิใดลัทธิหนึ่ง แต่มุ่งต่อสู้กับความหิวโหย ความยากจน ความสิ้นหวัง และความวุ่นวาย”
หลังสงครามเย็น เสรีภาพข้อ 3 และ 4 ที่เน้นถึงเสรีภาพในการดำรงชีวิตโดยปราศจากความหิวโหยและความหวาดกลัว ถูกแปรมาเป็น “ความมั่นคงของมนุษย์” ซึ่งเน้นความสำคัญของคนมากขึ้น บนแนวคิดที่ว่า หากมนุษย์มีความมั่นคง รัฐก็จะมีความมั่นคง ซึ่งเป็นวิธีใหม่ของความมั่นคงสมัยใหม่
เมื่อปี 2537 องค์กรโครงการพัฒนาของสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ได้กำหนด “ความมั่นคงของโลก” ขึ้นใหม่มี 7 ประการ คือ 1.ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ 2.ความมั่นคงด้านอาหาร 3.ความมั่นคงด้านสุขอนามัย 4.ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม 5.ความมั่นคงของบุคคล 6.ความมั่นคงของชุมชน 7.ความมั่นคงทางการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่อง “ความมั่นคงของมนุษย์” เป็นสำคัญ
ยูเอ็นดีพี มองว่ามนุษย์ต้องมีชีวิตอยู่โดยปลอดความหิวโหยและความหวาดกลัว รัฐต้องให้ความคุ้มครองป้องกันต่อปัจเจกชนให้ปลอดจากความรุนแรง ไม่ว่าจะมาจากภายในรัฐหรือจากนอกประเทศ จากอาชญากรรม หรือจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด ความจริงแล้วแนวคิดนี้มีนานแล้วโดยนักรัฐศาสตร์หลายคน อาทิ ฮอบส์ ล็อก รุสโซ และฮูม ที่เห็นว่า “ความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนเป็นวัตถุประสงค์พื้นฐานในการจัดตั้งรัฐ”
ชีวิตที่ปลอดจากความหิวโหย น่าจะมีความหมายครอบคลุมถึงปัจจัยสี่ คือ อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค และที่พักอาศัย ดังนั้นชีวิตคนคนหนึ่งต้องได้รับการดูแลปกป้องจากรัฐ ให้เขาปลอดจากความหิวโหย โรคภัยไข้เจ็บ มีเสื้อผ้าห่อหุ้มร่างกายปกป้องจากความร้อนหนาว มีบ้านคุ้มหัวจากแดดฝน ความร้อนและหนาว
ชีวิตที่ปราศจากความหวาดกลัว รัฐมีหน้าที่ปกป้องประชาชนจากความขัดแย้งที่รุนแรงที่จะมาจากทั้งในประเทศและนอกประเทศ อันเป็นผลมาจากความยากจน การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ความอยุติธรรมและความเหลื่อมล้ำในสังคม ความไม่เท่าเทียมกัน ทำให้คนบางกลุ่มต้องจี้ชิงวิ่งราว ปล้นฆ่า ต่อสู้กับความอยุติธรรมที่ได้รับ เกิดสงครามกลางเมืองและสงครามระหว่างรัฐที่หลายกรณีเกิดจากการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่ขาดแคลน
รัฐบาลไทยไม่ว่าจะมาโดยวิธีใดต้องเร่งหาทางทำให้ประชาชนคนไทยปลอดจากความหิวโหยและปลอดจากความหวาดกลัว อย่างน้อยก็หาทางลดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับเรื่องแรกนั้นเป็นความรับผิดชอบของทีมงานเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องหลังเป็นความรับผิดชอบของทีมงานความมั่นคง ไทยเป็นประเทศที่เป็นแหล่งอาหาร มีอาหารมากพอสำหรับคนไทยทุกคน แต่ปรากฏว่าคนไทยบางคนกลับไม่มีอาหารกินพอเพียง ดีแต่ว่าคนไทยช่วยเหลือกัน เพื่อนบ้านช่วยกัน หากไม่มีจริงๆ ก็ไปขอพระกินได้ ในขณะที่คนไทยมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น ไปไหนก็รู้สึกไม่ปลอดภัย
ความต้องการพื้นฐานของคนจนไม่มีอะไรมาก แค่มีพอกินพอใช้ เลี้ยงพ่อแม่ เลี้ยงลูกได้พอควรแก่อัตภาพ ให้ลูกเข้าโรงเรียนได้ฟรีจนถึงมัธยมปลาย หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มก็ไม่ควรมาก ไม่ใช่บอกว่าฟรีแต่ต้องจ่ายจิปาถะอีกหลายพันบาท ไม่สบายก็ไปหาหมอที่โรงพยาบาลได้ทุกเวลา ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในโรคที่เป็นแบบเดียวกัน โดยเฉพาะลูกหลานเด็กๆ ต้องได้รับการดูแลรักษาที่ดี
ชีวิตของคนจนที่เดินถนน ขึ้นรถเมล์ต้องมีความปลอดภัย ไม่ต้องห่วงว่าจะถูกโจรจี้ชิงวิ่งราว เดินทางไปไหนคนเดียวได้โดยปลอดภัย ขึ้นรถโดยสารหรือรถไฟก็ไม่ต้องกลัวถูกลูกหลงจากนักศึกษาตีกัน หรือถูกข่มขืนฆ่า ไม่ถูกตำรวจข่มขู่รีดไถหรือแกล้งจับ ร้านขายทองก็ไม่ต้องกลัวโจรมาปล้นกลางวันแสกๆ ช่วงไหนเศรษฐกิจระดับชาวบ้านดี อาชญากรรมก็น้อย ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้คนกินดีอยู่ดีก่อน ส่วนพระก็ต้องสอนให้คนไทยมีคุณธรรม ศีลธรรม ถือศีล 5 เพื่อลดการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ครูต้องสอนให้เด็กเป็นคนดีในสังคม ไม่ใช่สอนให้มีความรู้อย่างเดียว คนไทยที่อยู่ชายแดนไม่ต้องกลัวมีกระสุนจากการสู้รบตกใส่บ้าน วิ่งหนีลงหลุมหลบภัย คน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องไม่มีชีวิตอยู่โดยไม่รู้ว่าตัวเองจะตายหรือพิการเมื่อไร คนไทยในเมืองใหญ่ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีการขนอาวุธมาไล่ยิงกันเพราะความเห็นทางการเมืองไม่ลงรอยกัน
รัฐบาลใดที่ทำให้คนไทยมีชีวิตที่ปลอดจากความหิวโหยและความหวาดกลัวได้ ถือว่ารัฐบาลนั้นประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ โดยไม่จำเป็นว่าจะมาโดยวิธีใด รัฐบาล คสช.อาจหยิบเอาข้อเขียนของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เรื่อง “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” มาปัดฝุ่นและใช้เป็นแนวทางหนึ่งในการคืนความสุขให้ประชาชนก็ได้







