posttoday
40 สว.ต่างสภามุ่งทำงานไม่คิดแก้แค้น

40 สว.ต่างสภามุ่งทำงานไม่คิดแก้แค้น

19 ตุลาคม 2557

ทันทีที่มีการประกาศรายชื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาจนถึงสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงท้วงติง

ทันทีที่มีการประกาศรายชื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาจนถึงสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงท้วงติง

เสียงท้วงติงที่ว่านั้นส่วนหนึ่งมาจากการเห็นอดีต สว. ในนามกลุ่ม 40 สว. ซึ่งกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทยได้รับโอกาสใส่สูทเดินเข้าสภาอีกครั้ง ซึ่งทำให้ถูกเพ่งเล็งว่าจะทำการแก้แค้นฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ หลังจากในอดีตพรรคเพื่อไทยพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกระบบสว.สรรหา

คำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะส่วนหนึ่งของกลุ่ม 40 สว. เท้าความถึงความเป็นมาของกลุ่มว่า “ผมค่อนข้างลำบากใจ เพราะสื่อมวลชนก็ชอบบอกว่าผมเป็นแกนนำ ทั้งที่จริงๆ กลุ่ม 40 สว. คือการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ และจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2551 เราไม่ใช่กลุ่มที่จดทะเบียน หรือมีระเบียบข้อบังคับอะไร แต่บังเอิญกลุ่ม 40 สว. คือกลุ่มที่เขาเอาการเอางานในการทำงาน จึงพูดมากอภิปรายมาก ยื่นญัตติมาก บทบาทเยอะ ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่จะถูกจับตามอง”

กลุ่ม 40 สว. ถือเป็นกลุ่มการเมืองหนึ่งที่อยู่ในความขัดแย้ง? คำนูณ ไม่ปฏิเสธข้อสังเกตนี้ก่อนตอบขยายความว่า “ถ้ามองในมุมของนักการเมืองฝั่งหนึ่งคงเป็นเช่นนั้น เพราะเรามีบทบาทในการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และการดำเนินการต่อนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาพอสมควร แต่ส่วนตัวเองถือว่าเราทำในสิ่งที่เห็นว่าถูกว่าควร ถ้าฝ่ายอื่นเห็นต่างไม่เป็นไร สามารถโต้แย้งกันได้”

“แม้แต่ตัวผมเองบางเรื่องเพื่อนๆ ก็ยังไม่เห็นด้วย เช่น คัดค้านโครงการไทยเข้มแข็งอย่างหนัก โดยใช้เหตุผลเดียวกับการคัดค้านเรื่อง 2 ล้านล้านบาท ที่ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินนอกงบประมาณ และใช้เงินนอกงบประมาณ ซึ่งตอนนั้นบอกเพื่อนๆ ไปว่า เรื่องนี้ขอสงวนนะ เพราะเรามีอีกมุมมองหนึ่งที่ต่างกัน ซึ่งก็ไม่ได้มีใครว่าอะไร นั่นแสดงให้เห็นว่าเราต้องไม่ได้เป็นกลุ่มก๊วนหรือเป็นพวกใคร”

“ทุกคนสามารถเห็นต่างได้ และความรู้สึกลึกๆ กับการวางตัวนั้น เมื่อผมมีบทบาทแบบนี้ บางครั้งก็อยู่ยากเหมือนกัน แต่การทำงานการเมืองเราต้องมีกลุ่ม มีเพื่อน แม้จะไม่ใช่ในรูปแบบพรรคการเมืองก็ตาม คงจะพูดได้แค่นี้”

ถัดมา คำนูณ บอกเล่าการทำงานของกลุ่ม 40 สว. โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการเมืองที่สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาในขณะนั้น ได้เข้ามาเป็นคนกลางแก้ไขปัญหาก่อนเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ไว้อย่างน่าสนใจ

“หากพูดเรื่องเอกภาพหลักใหญ่ๆ จะมีความเห็นตรงกัน แต่จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่อาจเห็นต่างกันบ้างก็มี แต่เราจะพยายามให้อยู่ในจุดยืนร่วมกัน เช่น ช่วงวิกฤตการเมืองก่อนหน้านี้กลุ่ม 40 สว. ก็มีความเห็นในหลักใหญ่ๆ คล้ายกัน แต่ว่ารายละเอียดปลีกย่อยในมุมมองต่อข้อกฎหมายหลายประเด็น ที่ต้องนำมาอภิปรายกัน ซึ่งยอมรับว่าเราเห็นต่างกันเยอะ

“เราปิดห้องหารือกัน เถียงกันหน้าดำคร่ำเครียด แต่ในที่สุดก็ออกมาในทางที่อยู่ในแนวทางใกล้ๆ กัน เช่น การวางตัวบุคคลทำหน้าที่ต่างๆ เราไม่สามารถที่จะไปกำหนดได้ว่าใครต้องทำอะไรได้ เช่น เมื่อครั้งชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ก็มีการพูดคุยว่าเราเป็นสว. เราควรจะขึ้นเวทีหรือไม่อย่างไร หรือจะขึ้นแค่ไหนอย่างไร แต่สุดท้ายก็เป็นความเห็นส่วนบุคคล และรับผิดชอบส่วนบุคคลกันไป”

คำนูณ ฉายภาพความเหนียวแน่นของกลุ่ม 40 สว.อีกว่า ช่วงที่ยังมีตำแหน่งกันอยู่จะนัดหารือกันเดือนละครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นต่อกัน เช่น เราสันทัดด้านกฎหมายเราก็มาคุยให้เพื่อนฝูงฟังบ้าง แต่เมื่อพ้นตำแหน่งไปแล้วตั้งแต่รอบแรกเมื่อปี 2551 และรอบสองเมื่อปี 2554 ก็เริ่มห่างหายกันไปเพราะผู้ประสานงานกลุ่ม คุณไพบูลย์ นิติตะวัน สอบตกไป และก็มี สว.สรรหากลุ่มใหม่เข้ามา ซึ่งไม่ได้มีประวัติศาสตร์ร่วมกลุ่ม 40 สว. มาด้วยกัน ก็จะกลายเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีจะเรียกว่ากลุ่ม 40สว. ไม่ค่อยจะมีแล้วก็ว่าได้

“ตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหารมาไม่ได้มีการพบปะเป็นประจำเหมือนอย่างเคย ยกเว้นแต่ว่ามีบางวาระของสังคมไทย ก็พบกันคิดถึงกัน ไปตีกอล์ฟร่วมกัน กินเลี้ยงตอนเย็นก็มีบ้าง แต่แทบไม่ได้มีมติเป็นทางการว่าทำอะไรอย่างไร เพราะตอนนี้เราทำงานแยกกันแล้ว ต่างคนต่างมีกรอบการทำงานของตัวเอง มีหน้าที่ต่างกัน แต่ก็อาจจะมีคุยกันได้บ้างแบบเพื่อนฝูงเป็นการส่วนตัว

กับคำถามสำคัญที่หลายคนกังขาว่ากลุ่ม 40สว. ที่กระจายไปอยู่ใน สนช.และ สปช. จะมีการเอาคืนหรือแก้แค้นพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือไม่? คำนูณ ตอบว่า “อยากให้ติดตามผลงานกันต่อไป ส่วนตัวก็มีเพื่อนนักการเมืองฟากโน้นอยู่หลายคน แม้จะมีความคิดเห็นที่ต่างกันแต่ถ้าเจอกันก็คุยได้ เขาก็ฝากเรามาหลายสิ่งหลายอย่าง และผมเองก็บอกว่าถ้าผมมีหน้าที่ มีจุดยืนในการทำงาน และพูดเสมอมาว่า ถ้าประชาชนขัดแย้งเป็นสองฟากเราไม่สามารถที่จะลบคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกจากประเทศได้”

“ประเทศเราไม่ใช่เกมคอมพิวเตอร์ที่จะลบข้อมูลอะไรได้ และการทำงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนั้น เราจะไปเขียนอะไรเพื่อให้คนกลุ่มหนึ่ง และกีดกันคนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ แม้ว่าทำอย่างนั้นแล้วจะได้ผลในช่วงสั้นๆ แต่ระยะยาวจะไม่ได้ผลแน่นอน”

“เชื่อว่าภาคประชาชนต้องการความเป็นธรรม และความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยในนาม เพียงแต่ว่าอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันไป และความยากอยู่ที่ว่าเมื่อมีการต่อสู้ระดมมวลชนกันทั้งสองฝ่าย มวลชนจะมีความคิดไปทางใดทางหนึ่ง ขณะที่คนทำงานข้างบนที่พยายามประสานเข้าหากัน เราก็ต้องมีวิธีการค่อยๆ พูดกับมวลชนของตัวเอง ทุกคนมีหัวโขนที่สวมอยู่ ผมเองอาจจะโชคดีที่ไม่ได้ขึ้นเวทีทำให้เราไม่ต้องพูดปลุกระดมมวลชน มิเช่นนั้นแล้วเมื่อเราทำงานหน้าที่อะไรปรับเปลี่ยนอะไร มวลชนจะตั้งคำถามทันที”

คำนูณ ขมวดประเด็นว่า ถ้าเรายอมรับว่าไม่สามารถลบคนที่คิดต่าง หรือคิดไม่เหมือนเราได้ เราต้องมีวิธีการที่จะพูดคุยกันยอมรับกันได้แค่ไหนอย่างไร บางทีเดินอยู่ในสภา เจอ คุณวรชัย เหมะ ก็รู้จักมา 3040 ปี แต่ก็ห่างกันไปไม่ได้ติดต่อกันมา พอเจอก็ทักทายกัน นี่คือความเป็นสังคมไทย ลากเก้าอี้มาคุยกัน เขาก็บอกว่าเอาอย่างนี้นะ อย่างนี้นะ พวกพี่ยอมได้แค่ไหน และผมก็จะบอกการทำหน้าที่และจุดยืนตัวเองไป ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้ เราจะต้องพิสูจน์กันในระยะยาว ไม่ใช่ว่าเดินหน้าแล้วจะต้องเกลียดกัน”

“อยากให้สังคมไทยไม่ทะเลาะกัน หรือแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายอยู่ร่วมกันไม่ได้ เราจะทำอย่างไร อยากให้ยุคของลูกผมอยู่ได้อย่างมีความสุข อะไรที่เราลดละความเห็นส่วนตัวได้ และรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นเข้ามาบ้างก็จะดี ใช่ว่าเข้ามาเป็น สปช. แล้วจะละทิ้งจุดยืนเดิมของเรา แต่เราต้องเปิดใจให้กว้างรับฟังความคิดเห็นคนอื่น ขณะเดียวกันคนอื่นก็ต้องเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของเราเช่นกัน สังคมไทยอาจจะมีข้อเสียที่ว่าใครพูดออกมาเราดูเนื้อหาทีหลัง แต่ดูก่อนว่าใครพูดแล้วก็จับความสัมพันธ์ในอดีตแบบตายตัว ทั้งหมดนี้เราต้องช่วยกัน”

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ