
สศค.เตือนอย่าวางใจลุ้นแผนกระตุ้นได้ผลปลายปีนี้
แม้ว่าสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดจะเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่ให้คาดการณ์จีดีพีไทยในปีนี้สูงเหนือระดับ 2% และในปีหน้าสูงถึง 6% ทว่า พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.กำลังเตรียมทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2557 อีกครั้ง
แม้ว่าสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดจะเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่ให้คาดการณ์จีดีพีไทยในปีนี้สูงเหนือระดับ 2% และในปีหน้าสูงถึง 6% ทว่า พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.กำลังเตรียมทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2557 อีกครั้ง
สศค.ระบุว่า อาจปรับประมาณการเศรษฐกิจในสิ้นเดือน ต.ค.นี้ เป็น 1.52% จากเดิมที่ 1.5-2.5% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ ทั้งการใช้จ่ายภายในประเทศ การลงทุน และการส่งออก
อย่างไรก็ตาม การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้าย จะมีส่วนช่วยอย่างมากที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ในระดับใกล้เคียง 2% ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้วในมาตรการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร แต่ก็ยังต้องติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณที่จะเร่งรัดให้มากกว่า 30% รวมทั้งงบค้างท่ออีกราวแสนล้านบาทว่าจะเป็นรูปธรรมเพียงใด
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2558 น่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจสดใส ความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแปรมาเป็นการใช้จ่าย การลงทุนภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการส่งออกที่จะขยายตัวได้ถึง 7% จากเศรษฐกิจโลกฟื้นและฐานต่ำในปีนี้ โดยประเมินว่าจีดีพีจะขยายตัว 4.55%
ด้าน กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โค้งสุดท้ายปี 2557 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้คงจะเติบโตทางเทคนิคได้เพียง 1.6% ส่วนปี 2558 ต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งหากขยายตัวได้ดีก็จะช่วยให้การส่งออกไทยเติบโตตามไปด้วย ซึ่งจากสัดส่วนส่งออกต่อจีดีพีที่สูงจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจปีหน้าเติบโตได้ 4%
นอกจากนี้ การเปิดพรมแดนสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปีหน้าจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น แต่จะมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับบทบาทของภาคเอกชนเป็นสำคัญ ขณะที่นโยบายการเงินนั้น ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า รวม 0.5% ไปอยู่ที่ 2.5% หลังจากคงดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจมานาน
ทั้งนี้ อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวถึงกรณีที่สมหมาย ภาษี รมว.คลัง จะผลักดันให้บริษัทจัดอันดับเครดิตปรับขึ้นอันดับเครดิตประเทศไทย ว่า เห็นด้วยเพราะสามารถทำได้อยู่แล้ว สังเกตว่าในช่วงที่ไทยเผชิญวิกฤตหนักทั้งน้ำท่วมหรือปัญหาการเมือง ทุกบริษัทก็ยังเลือกคงเครดิตประเทศไทยไม่ปรับลด เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแรง เพียงแต่เผชิญวิกฤตเป็นช่วงๆ และรอจังหวะฟื้นเท่านั้น
“ถ้าเทียบไทยกับประเทศที่อยู่ในอันดับเครดิต BBB+ เหมือนกัน มีหลายครั้งที่ไทยควรจะขยับไปได้ A แล้วด้วย แต่ติดเรื่องการขาดเสถียรภาพทางการเมือง ฉะนั้น ถ้าภายใน 13 ปีข้างหน้าเรายังคงมีเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้แนวนโยบายต่างๆ ไม่สะดุด ก็ไม่มีเหตุผลจะปรับลดเกรดไทยในอนาคต มีแต่จะปรับเพิ่ม เพราะเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่เข้ามาไทยอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นตัวสะท้อนที่ดีแล้ว แสดงว่าต่างชาติเชื่อมั่นในศักยภาพเศรษฐกิจไทยแล้ว” อุสรา กล่าว
ขณะที่ เอ็ดเวิร์ด ลี หัวหน้าทีมวิจัยอาเซียน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกในปีหน้าแม้จะไม่ร้อนแรงมากแต่ก็เติบโตได้ดีขึ้น โดยคาดว่าจะโตที่ 3.4% จากในปีนี้ที่ 3% อย่างไรก็ตามยังมีจุดที่ต้องระวังเรื่องความผันผวน และน่าเป็นห่วงเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปหาจุดสมดุลและการปฏิรูป ซึ่งจะทำให้ค่าเงินในประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียนอ่อนค่าลง ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐจะขยายตัวดีขึ้น และค่าเงินจะแข็งค่าขึ้นตาม โดยในปีหน้าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะขยับดอกเบี้ยขึ้นอีกอย่างน้อยราว 1% จากปัจจุบันที่ 0-0.25%







