posttoday
รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทภารกิจหนักของ ธปท.

รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทภารกิจหนักของ ธปท.

14 ตุลาคม 2557

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยมีปัจจัยหลายด้านที่เอื้อให้ค่าเงินบาทในปี 2558 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนไปในทิศทางอ่อนค่ามากขึ้น

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยมีปัจจัยหลายด้านที่เอื้อให้ค่าเงินบาทในปี 2558 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนไปในทิศทางอ่อนค่ามากขึ้น เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.4132.50 บาท/เหรียญสหรัฐ คาดกันว่าปีหน้าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าไปแตะระดับ 34 บาท/เหรียญสหรัฐได้ไม่ยาก

สะท้อนจากความเห็นของ กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เห็นว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง โดยเธอมองว่า การเลิกมาตรการคิวอีและเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐน่าจะส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าและออกผันผวนขึ้น และจะมีผลต่อค่าเงินบาท ทำให้สิ้นปีนี้เงินบาทอาจจะไปปิดที่ระดับ 33 บาท/เหรียญสหรัฐ และปีหน้าถ้าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก ก็อาจทำให้เงินทุนไหลออกมากขึ้น และเงินบาทอาจจะอ่อนไปที่ 34 บาท/เหรียญสหรัฐได้

เนื่องจากเงินบาทมีค่าความผันผวนที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยปีนี้ค่าความผันผวนของเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 4.1% และมีความเป็นไปได้ว่าปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.5% ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกในปีหน้า โดยเฉพาะสหรัฐว่าหลังยุติมาตรการคิวอีแล้วจะขยับขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วแค่ไหน ซึ่งต้องติดตามดูว่าเศรษฐกิจจะยืนต่อไปได้แค่ไหน จะฟื้นต่อเนื่องหรือไม่ด้วย เพราะถ้าเศรษฐกิจฟื้นไม่จริง เฟดจะลำบากในการฟื้นเศรษฐกิจจริง และอาจจะต้องทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ก็เป็นได้เรื่องที่ต้องติดตามต่อไป

นอกจากนี้ ผลจากการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจสำคัญของโลก อย่างสหรัฐที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดี ซึ่งอาจจะขยับดอกเบี้ยขึ้นจากปัจจุบันที่ 00.25% หรือไม่ ขณะที่เศรษฐกิจในยุโรปและญี่ปุ่นยังไม่ชัดเจนว่าต้องกระตุ้นเพิ่มเติมหรือดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำอีกหรือไม่ เหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะทำให้สภาพคล่องในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงได้ง่าย จากเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศที่จะผันผวนได้มากขึ้นในปีหน้า

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าลง ไล่เรียงมาตั้งแต่เติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยที่ยังขยายตัวได้ต่ำเกินคาด โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่า ปีนี้จีดีพีน่าจะโตแค่ 1.5% เท่ากับที่เคยไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าจะโตที่ 1.62% ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 1.5-2.5% ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดว่าจะโต 1.5% ลดลงจาก 2.5% และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าจะโต 2.5% ลดลงจากเดิมที่เคยคาดว่าจะโตที่ 5.2%

การส่งออกของไทยที่ขยายตัวได้น้อย รายได้เงินตราต่างประเทศที่จะไหลเข้ามามีน้อยลง ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยก็ไม่แน่นอนนักว่าจะดีขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ บวกกับไทยเองก็มีข้อจำกัดด้านการผลิตสินค้า ที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดโลก ขณะเดียวกันราคาสินค้าส่งออกของไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตรก็ราคาไม่ดี รายได้จากเงินไหลเข้าในภาคการส่งออกจึงดูไม่สดใสนัก

บวกกับแนวโน้มเงินทุนต่างชาติมีโอกาสไหลออกสูง หากธนาคารกลางสหรัฐจบมาตรการคิวอีในเดือน ต.ค.ปีนี้ ตามทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวได้ดีขึ้นต่อเนื่องกับความจำเป็นในการอัดฉัดเงินลดลง โอกาสที่สหรัฐจะขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นจึงมีมากขึ้น คงทำให้เงินลงทุนที่เคยไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งไทย มีโอกาสไหลกลับออกไปมีมากขึ้นด้วย แม้ล่าสุด ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.จะออกมายืนยันว่า เงินทุนเคลื่อนย้ายในปีนี้ของไทยสุทธิยังเป็นบวกก็ตาม

อย่างไรก็ดี ถึงแม้หลายฝ่ายจะเห็นว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่น่าลงทุน น่าจะมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้และตลาดทุนได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ไทยที่สัดส่วนการถือลงทุนของนักลงทุนต่างชาติยังไม่สูงมากประมาณ 9-10% ของมูลค่าตลาดรวม บวกกับที่ผ่านมาความต้องการซื้อลงทุนของตลาดยังสูงกว่าวงเงินของตราสารหนี้ที่ออกมา ทำให้พอจะมั่นใจได้บ้างว่า เงินทุนยังน่าจะเลือกไหลเข้ามาลงทุนในไทยอยู่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ แล้ว ต้องยอมรับว่า แนวโน้มเงินบาทอ่อนค่ามีผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ไม่น้อย เพราะเงินบาทอ่อนค่าน่าจะช่วยภาคส่งออกที่โตได้น้อยอยู่ระดับหนึ่ง เพราะเมื่อขายไปก็ได้เงินเหรียญสหรัฐกลับมาแลกเป็นเงินบาทมูลค่าย่อมมากขึ้น ทำให้กำไรของผู้ประกอบกอบการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ ขณะเดียวกันการอ่อนค่าลงของเงินบาทก็ไม่ทำให้ไทยได้รับผลกระทบจากการที่เป็นประเทศนำเข้าพลังงานมากนัก เนื่องจากปัจจุบันราคาพลังงานในตลาดโลกไม่ได้แพงขึ้นมากนัก ทำภาระการนำเข้าพลังงานไม่น่าจะเป็นปัญหามากนัก

แต่สิ่งสำคัญที่น่าห่วงมากกว่า คือ ความเชื่อมั่น เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงว่า หากเศรษฐกิจไทยโตต่ำไปเรื่อยๆ บวกกับเงินบาทก็อ่อนค่าลง อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จะไหลเข้ามาลงทุนก็เป็นได้ ไม่ว่าจะในกลุ่มต่างชาติที่นำเงินมาลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ที่ผ่านมาเอฟดีไอไทยเพิ่มขึ้นมาตลอดอาจจะกลับทิศมาลดลงก็เป็นได้ หรือการไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น ก็อาจจะชะลอลง เพราะถ้านักลงทุนมีมุมมองว่า ในเมื่อเงินบาทอ่อนค่าแตะ 34 บาท/เหรียญสหรัฐได้ ก็มีสิทธิปรับอ่อนค่าลงมากกว่านี้ได้เช่นกัน ภาพเงินไหลออกเหมือนเขื่อนแตกในปีหน้าอาจจะเกิดขึ้นกับไทยก็เป็นได้ใครจะไปรู้

ดังนั้น ปีหน้าจึงเป็นปีแห่งความท้าทายของ ธปท.ที่จะแก้โจทย์ในการบริหารจัดการ และดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อให้เงินบาทอ่อนค่าและมีส่วนทำให้ภาคส่งออกได้ประโยชน์ ขณะเดียวกันก็ต้องใช้เงินบาทรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติไม่ให้ขนเงินออกจากไทย หรือย้ายการลงทุนหนีไปที่อื่นให้ได้

แน่นอนว่า ภารกิจนี้ ธปท.ต้องอาศัยศิลปะอย่างมากในการบริหารจัดการค่าเงินบาทในปีหน้า เพราะการปล่อยให้เงินบาทอ่อนก็มีประโยชน์ แต่ในขณะเดียวกันหากปล่อยให้อ่อนค่าลงมากเกินไป แถมไปสอดรับกับจังหวะที่เศรษฐกิจมีการเติบโตต่ำและมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จากรัฐบาล ที่จะต้องนำเข้าเครื่องจักรขนาดใหญ่และวัตถุดิบสูง ก็อาจทำให้ต้นทุนพุ่งสูงเกินคาดได้ ซึ่งอาจทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดดูแย่ลงก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69