posttoday
จับชีพจรน้ำมันโลกดีมานด์หด ส่อซบยาว

จับชีพจรน้ำมันโลกดีมานด์หด ส่อซบยาว

14 ตุลาคม 2557

นับว่าร่วงลงไปอย่างใจหายทีเดียว สำหรับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทะลุแนว 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

นับว่าร่วงลงไปอย่างใจหายทีเดียว สำหรับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทะลุแนว 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ในวันที่ 10 ต.ค. ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดเวสต์เท็กซัสก็ย่อตัวลงมาถึงระดับ 84 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2012

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว นับเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังต้องถือว่าซบเซาอยู่ โดยเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนที่ยังมีความเสี่ยงจะถลำสู่ภาวะเงินฝืด ขณะนี้ญี่ปุ่นกำลังสะดุดขาตนเองจากการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขวางทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และจีน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 2 ซึ่งเศรษฐกิจปีนี้กำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวจากการปฏิรูปทางโครงสร้าง และเห็นจะมีแต่สหรัฐเท่านั้นที่ฟื้นตัวอย่างโดดเด่นตั้งแต่ในปีนี้

เมื่อเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว จึงไม่แปลกที่ความต้องการน้ำมันในฐานะปัจจัยพื้นฐานกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะไม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจของผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก อย่างเมืองลุงแซมจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ แต่ความต้องการนำเข้าน้ำมันกลับไม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากก่อนหน้านี้สหรัฐได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในการขุดเจาะ “เชลแก๊ส” ออกมาจากชั้นหิน ทำให้สหรัฐมีแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ที่ผลิตได้ภายในประเทศ สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยืนยันว่า ความสามารถในการขุดเจาะเชลแก๊สทำให้สหรัฐลดการนำเข้าน้ำมันลงจาก 4.12 แสนล้านบาร์เรล ในปี 2008 หรือเท่ากับ 2.8% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) เหลือเพียง 2.25 แสนบาร์เรล ในปี 2013 หรือเท่ากับ 1.3% ของจีดีพีเท่านั้น เชลแก๊สจึงกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่เข้ามาทำลายความสัมพันธ์แบบเศรษฐกิจสหรัฐที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันสูง

ไม่เฉพาะเมืองคาวบอยเท่านั้นที่มีศักยภาพในการผลิตน้ำมันเพิ่ม แต่ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) เปิดเผยว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นถึง 10% ทีเดียวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จาก 83.3 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2009 เป็น 91 ล้านบาร์เรล/วัน ในช่วงกลางปี 2014

มิหนำซ้ำ ราคาน้ำมันที่ลดลงยังได้รับปัจจัยจากการหดตัวของความต้องการในตลาดโลกเช่นกัน โดยบรรดาผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ของโลกทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างทยอยลดการบริโภคพลังงานมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 แล้ว ซึ่งทำให้สัดส่วนความต้องการน้ำมันหายไปถึง 10% หรือราว 4 ล้านบาร์เรล/วัน เนื่องจากการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ

ถึงกระนั้น ปฏิเสธไม่ได้ทีเดียวว่า บรรดาผู้ส่งออกน้ำมันยังคงมีความหวังว่า ตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะสามารถมาทดแทนตลาดกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ เนื่องจากมีความต้องการบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้นทุกปี โดยอีไอเอคาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2010-2030 การบริโภคน้ำมันในจีนและอินเดียจะเพิ่มขึ้น 80% และ 90% ตามลำดับ ขณะที่การบริโภคน้ำมันของสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 11% เท่านั้น

อย่างไรก็ดี จริงอยู่ความต้องการน้ำมันในกลุ่มประเทศเกิดใหม่เหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สัดส่วนการบริโภคน้ำมันต่อปีของกลุ่มชาติตลาดเกิดใหม่ก็ยังตามหลังสหรัฐอยู่มาก

ข้อมูลจากอีไอเออีกเช่นกันที่ระบุว่า การบริโภคน้ำมันของจีนอยู่ที่ราว 9.9 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2012 ที่ผ่านมา ทำให้จีนกลายเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่บริโภคน้ำมันมากที่สุด แต่สัดส่วนดังกล่าวกลับยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของการบริโภคน้ำมันของสหรัฐที่ 1.85 หมื่นบาร์เรล/วัน ด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นความต้องการบริโภคน้ำมันในตลาดจึงต่ำมากจนเป็นการกดดันให้ราคาลดลงอย่างเห็นได้ชัด

และยังส่อแววด้วยว่าปริมาณความต้องการน้ำมันยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกหลายสิบปี เพราะกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันกลับพยายามเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อรักษาสัดส่วนรายได้ แทนที่จะลดกำลังผลิตลงเพื่อกดดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น

โดย ซาอุดิอาระเบีย ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก เพิ่งรายงานต่อองค์การประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (โอเปก) ว่า ตนได้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเป็น 1 แสนบาร์เรล/วัน เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ซาอุดิอาระเบียเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรักษาสัดส่วนรายได้และส่วนแบ่งการตลาดไว้

ความเคลื่อนไหวของผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก นับเป็นการปล่อยปริมาณน้ำมันทะลักเข้าไปตลาดโลกยิ่งขึ้นไปอีก และจะเป็นการกดดันให้ผู้ส่งออกน้ำมันรายอื่นต้องเร่งการผลิตไปด้วยเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้

ล่าสุด อีไอเอปรับลดการคาดการณ์ราคาน้ำมันปีหน้าลง จากที่เฉลี่ย 94.67 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็น 94.58 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เท่านั้น

ฉะนั้น ด้วยปัจจัยสภาพความต้องการน้ำมันโลกที่ยังต่ำ ขณะที่ปริมาณน้ำมันยังคงทะลักเข้าสู่ตลาด ก็น่าจะเป็นการกดดันให้ราคาน้ำมันต่ำต่อเนื่องไปอีกหลายปีทีเดียว

...ก็ได้แต่หวังว่าประเทศไทยจะได้ใช้น้ำมันราคาถูกกันบ้าง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ