
เป็นนายคำพูดดีกว่า
ท่านผู้อ่านคงได้ยินคำพูดเตือนใจนี้ “ก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด แต่หลังพูดคำพูดเป็นนายเรา”
ท่านผู้อ่านคงได้ยินคำพูดเตือนใจนี้ “ก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด แต่หลังพูดคำพูดเป็นนายเรา” ผมว่าเป็นคำคมที่เตือนสติเราได้เป็นอย่างดี ว่าการที่จะพูดอะไรออกไปนั้นต้องคิดและตรองให้ดีก่อนเสมอ อะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด
พระพุทธเจ้าสอนว่า เรื่องที่พูดแม้จะเป็นความจริง แต่หากเป็นคำส่อเสียดก่อให้เกิดความแตกร้าว เช่น นำความข้างนี้ไปบอกข้างโน้น นำความข้างโน้นมาบอกข้างนี้ เพื่อยุให้ทั้งสองฝ่ายแตกกันก็ไม่ควรพูด เพราะทำให้เขาแตกกัน
จัดว่าเข้าในพวกส่อเสียด
หรือแม้ว่าเป็นคำหยาบ ไม่ได้มุ่งจะหลอกลวงให้เข้าใจผิด แต่ว่าเป็นคำหยาบคาย เช่น คำด่าว่าเป็นดิรัจฉานอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นต้น
หรือแม้วาจาอย่างอื่นที่เป็นการกล่าวกดให้คนอื่นเลวลงต่ำลง ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าคนนั้นไม่ได้เป็นเช่นนั้น และก็ไม่ได้มุ่งที่จะหลอก แต่กล่าวด้วยความโกรธ ด้วยความเหยียดหยาม ต้องการจะกดเขาให้เลวก็ไม่ควรพูด
รวมถึงคำที่เพ้อเจ้อ เหลวไหล ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ไม่มีขอบเขตจำกัด หาสาระแก่นสารมิได้ หรือว่ามีสาระแก่นสารน้อยเกินไป ก็เป็นคำไม่ควรพูด
ช่วงนี้มีข่าวคนดังที่สังคมรู้จักประสบกับเรื่องราวให้คิดมาก มีปัญหาให้แก้อยู่เรื่อยๆ เช่น ปัญหาจากความแตกร้าวในครอบครัว ปัญหาจากความรักของคนสองคนที่ต้องเลิกรากันไป เป็นต้น
หลายคนต้องหันไปใช้บริการ “คนดังนั่งเคลียร์” ของ อาจารย์ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ เพื่อเคลียร์ทุกประเด็นปัญหาทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าสิ่งที่พูดออกสื่อนั้นคนดูจะเชื่อทั้งหมด อาจจะไม่เชื่อก็ได้
แม้ว่าเรื่องราวปัญหาของแต่ละคนจะเกิดมาจากสาเหตุอะไรก็ตาม แต่ผมเชื่อว่าสาเหตุอย่างหนึ่งที่ไม่พลาด คือ มาจากวาจาของแต่ละคนที่พูดออกมา
กล่าวคือ คำพูดเป็นเหตุ เช่น คำพูดให้ร้าย คำพูดรุนแรง คำพูดไม่สร้างสรรค์ คำพูดเสียดแทง คำพูดโกหก ซึ่งก็เกิดมาจากใจที่ถูกความโลภ ความโกรธ ความหลงนั่นแหละ
ซึ่งผลของการใช้คำพูดแบบนี้ ย่อมส่งผลให้อีกฝ่ายรวมถึงคนพูดเกิดความไม่เคารพต่อกัน เกิดความหมางใจ ความแตกร้าว แตกแยก เกิดการด่าทอ ทำร้ายสารพัด
ในทางกลับกัน ถ้าพูดดีผลก็จะออกมาดี เหมือนเช่นสามเณรรูปที่จะนำมาเล่าให้ฟัง
สามเณรรูปนี้ชื่อ “อธิมุตตกสามเณร” เป็นศิษย์ของพระสังกิจจเถระ ออกบวชตั้งแต่อายุยังน้อย ต่อมาพระอาจารย์เห็นว่าอายุใกล้บวช พระจึงให้ไปสอบถามเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิดให้แน่ชัดกับทางครอบครัว
คือถ้าครบ 20 ปี กลับมาก็จะได้บวชพระ
การเดินทางของสามเณรต้องเดินผ่านป่าใหญ่ ซึ่งระหว่างทางจะมีโจรกลุ่มใหญ่ซุ่มอยู่ข้างทาง เพื่อดักจับคนที่เดินผ่านมาในป่านำไปฆ่าบูชายัญบวงสรวงเจ้าป่าเจ้าเขาตามความเชื่อ เพื่อที่พวกตนจะได้อยู่ป่าอย่างปลอดภัย
เมื่อถึงกลางป่าพวกโจรก็ล้อมจับสามเณรโดยง่าย สามเณรเองก็ไม่ได้คิดขัดขืน และไม่ได้แสดงอาการตกใจแต่อย่างใด แต่กลับนึกสงสารพวกโจรที่ประพฤติเช่นนั้น จึงตั้งเมตตาจิตแผ่ไปยังหมู่โจรและพูดคุยด้วยคำไพเราะ จนหัวหน้าโจรเกิดความเอ็นดูและคิดปล่อยสามเณรไป
ก่อนจะปล่อยสามเณรไป หัวหน้าโจรได้ขอสามเณรไม่ให้บอกใครก็ตามที่เดินสวนทางในป่าว่ามีพวกโจรดักซุ่มอยู่ และเมื่อสามเณรรับปากจะไม่บอกใครจึงได้ปล่อยตัวไป
สามเณรรอดพ้นจากความตายแล้วเดินทางต่อไป พบกับโยมพ่อโยมแม่ในระหว่างทาง ซึ่งทั้งสองท่านกำลังจะไปทำธุระยังต่างเมือง
จึงได้โอกาสถามวันเดือนปีเกิดของตนเท่านั้น ไม่ได้บอกโยมพ่อโยมแม่ว่ามีโจรดักซุ่มอยู่ข้างหน้า เพราะต้องการรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับหมู่โจร
โยมพ่อโยมแม่บอกให้สามเณรไปรอที่บ้าน เสร็จธุระแล้วจะกลับมาบอก แล้วทั้งสองก็เดินทางต่อไปและถูกพวกโจรจับตัวในที่สุด
ทันทีที่โยมพ่อโยมแม่เห็นพวกโจรอาวุธครบมือก็เกิดกลัวตาย พานพูดคุยพาดพิงถึงลูกสามเณรที่ไม่ยอมบอกว่ามีโจรคอยดักจับคนอยู่ในป่า ปล่อยให้พ่อแม่มาหาที่ตายแท้ๆ สงสัยลูกเณรคงเป็นพวกเดียวกับโจร
พอหัวหน้าโจรได้ยินเสียงพร่ำบ่นของคนทั้งสอง จึงรู้ว่าสามเณรเป็นคนรักษาคำพูด แม้เป็นโยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ยอมบอก เพราะกลัวจะเสียสัจจะที่ให้ไว้กับโจร
ยิ่งเพิ่มพูนศรัทธาในสามเณรมากขึ้นไปอีก คิดที่จะกลับตัวกลับใจเป็นคนดี จึงตัดสินใจปล่อยโยมพ่อโยมแม่ของสามเณรไป พากันเลิกเป็นโจรตั้งแต่บัดนั้น และไปขอเป็นศิษย์ของสามเณรด้วย
เรื่องอธิมุตตกสามเณรชี้ให้เห็นว่า คำสัตย์เป็นวาจาไม่ตาย จริง!
สามเณรแม้จะพบกับปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ในชีวิต ก็ยังมีใจตั้งมั่นอยู่ในความดี รักษาสัจจะยิ่งชีวิต และด้วยผลของการรักษาสัจจะจึงทำให้รอดตาย ไม่เพียงตัวเองเท่านั้นที่รอด โยมพ่อโยมแม่ก็รอดด้วย
คนเราไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไรจงคิดให้ดี และขอให้รู้ว่าความลับไม่มีในโลก คนที่พูดโกหกอาจจะปิดบังคนอื่นได้ แต่ปิดบังตนเองไม่ได้ และต้องหลอกตนเองเรื่อยไป
มันขึ้นกับตัวเราละว่าจะเลือกเป็นนายคำพูด หรือให้คำพูดเป็นนายเรา







