posttoday
เราควรจะคุยกันไหม อย่างไร

เราควรจะคุยกันไหม อย่างไร

10 ตุลาคม 2557

การเมืองไทยแกว่งไกวดุจลูกตุ้มระหว่างรัฐบาลทหารกับรัฐบาลจากระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน การแกว่งไกวเช่นนี้หมายถึงการเป็นระบบชั่วครู่ที่ปราศจากจุดสมดุล ขณะนี้ลูกตุ้มมาอยู่ที่สุดทางหนึ่งของการแกว่ง ที่นำพาการเมืองย้อนไปนับสิบปี คำอธิบายหนึ่งที่ว่ามาสุดทางก็คือมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งบัญญัติว่า คสช. “มีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํารวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่ง หรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด” ทำให้ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้ง 3 อำนาจ ซึ่งคณะรัฐประหารก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยให้อำนาจแก่ตนเองมากเช่นนี้มาก่อนเลย คำถามก็คือว่า เรากำลังอยู่ในรัฐราชการใช่ไหมและเสี่ยงที่จะไปเป็นรัฐแบบโชกุนหรือไม่

การเมืองไทยแกว่งไกวดุจลูกตุ้มระหว่างรัฐบาลทหารกับรัฐบาลจากระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน การแกว่งไกวเช่นนี้หมายถึงการเป็นระบบชั่วครู่ที่ปราศจากจุดสมดุล ขณะนี้ลูกตุ้มมาอยู่ที่สุดทางหนึ่งของการแกว่ง ที่นำพาการเมืองย้อนไปนับสิบปี คำอธิบายหนึ่งที่ว่ามาสุดทางก็คือมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งบัญญัติว่า คสช. “มีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํารวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่ง หรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด” ทำให้ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้ง 3 อำนาจ ซึ่งคณะรัฐประหารก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยให้อำนาจแก่ตนเองมากเช่นนี้มาก่อนเลย คำถามก็คือว่า เรากำลังอยู่ในรัฐราชการใช่ไหมและเสี่ยงที่จะไปเป็นรัฐแบบโชกุนหรือไม่

นักศึกษาทางฟิสิกส์คงทราบว่า ระบบที่แกว่งไกวก็เหมือนกับว่ามีแต่เฉพาะมวลกับสปริง ไม่มีการเสียดทาน เช่น รถยนต์ที่โช้กอัพเสียและทำหน้าที่คล้ายสปริง ก็จะกระเด้งกระดอนขึ้นลงตลอดเวลา อุปมานี้เสนอแนะว่า เราควรเพิ่มแรงเสียดทานอย่างพอเหมาะให้แก่ระบบที่กำลังแกว่งอยู่ระหว่างระเบียบที่ข้าราชการกำหนดกับการอ้างแต่เสรีภาพอย่างเดียว ข้อเสนอของผมก็คือว่าจะต้องพูดคุยกัน แม้เป็นเรื่องยากที่ผู้เห็นต่างจะคุยกัน เช่น ให้ผู้สนับสนุนการรัฐประหารมาคุยกับผู้คัดค้าน ให้คนที่คิดแบบเหลืองมาคุยกับคนที่คิดแบบแดง ให้ฝ่ายที่คิดแบบเดียวกับพรรคเพื่อไทยมาคุยกับฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ ให้นักวิชาการ นักธุรกิจชนชั้นกลาง นักเคลื่อนไหว ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ได้มาคุยกัน เป็นต้น เรื่องนี้เป็นเรื่องยากเพราะเราจะคุยกันไม่ถูกคอ เราอยากจะหนีหน้ากันมากกว่าจะหันหน้าเข้าหากัน แต่ถ้าเราประสงค์จะนำพาสังคมการเมืองไทยไปข้างหน้า เราจะต้องอดทนต่อแรงเสียดทานดังกล่าว และเพียรพยายามที่จะรวมทุกฝ่าย แม้แต่คู่แข่ง คนที่เราดูแคลนความคิด คนที่เราตัดสินว่าเป็นศัตรูทางการเมือง ฯลฯ ให้เข้ามาอยู่ในประชาคมทางใจ หรือประชาคมความห่วงใยเดียวกัน

คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเราจะจัดให้มีการพูดคุยดังกล่าวได้อย่างไร ใครจะจัด จัดอย่างไร จึงจะมีการแลกเปลี่ยนและรับฟังกันทั้งทางอารมณ์และความคิดอย่างจริงจัง มีเงื่อนไขใดบ้างไหม เช่น การยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก ที่จะเอื้อหรือจะสร้างบรรยากาศการพูดคุย และมีเรื่องใดที่ควรหยิบยกขึ้นมาคุย ทั้งที่เป็นเรื่องค้างคาใจ เรื่องที่เป็นประเด็นปัจจุบัน และเรื่องวิสัยทัศน์ที่จะบอกว่าเราควรจะไปด้วยกันทางไหนและอย่างไรดี ฯลฯ

ผมคงไม่มีคำตอบที่ดีสำหรับคำถามเหล่านี้ เพียงแต่ตั้งไว้ให้ช่วยกันตอบ อย่างไรก็ตามจะขอเสนอคำตอบลางๆ ตามประสา “โลกสวย” ของผมดังนี้ เรื่องการพูดคุยเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่จะให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจัด ไม่ว่าจะเป็นผู้มี “อำนาจ” อย่าง คสช. ผู้มี “ความรู้” ในแวดวงการศึกษา ผู้มี “บารมี” และสังคมเชื่อถือ ผู้ “ชำนาญการ” เช่น มีทักษะในการจัดกระบวนการ หรือมีทักษะในการสื่อสารทางการเมือง ฯลฯ การริเริ่มพูดคุยกันควรถือเป็นภารกิจของทุกฝ่าย ฝ่ายที่ไม่อยากให้การรัฐประหารเป็นการเสียของก็ต้องช่วยจัด ฝ่ายที่มีอำนาจและมีทรัพยากร ถ้าไม่ดำเนินการเองก็ควรเอื้ออำนวยและสนับสนุนให้จัด ฝ่ายค้านและฝ่ายที่ชอบวิจารณ์ก็ต้องช่วยจัด

สำหรับคำถามที่ว่ากระบวนการพูดคุยควรเป็นอย่างไรนั้น สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษากำลังทดลองกระบวนการหนึ่งภายใต้กรอบคิดของประชาธิปไตยถกแถลง (Deliberative Democracy) อันที่จริงได้มีการคิดค้นและจัดกระบวนการถกแถลงกันมาบ้างแล้วทั้งในและต่างประเทศ สถาบันได้ศึกษากระบวนการที่มีการริเริ่มไว้แล้วและกำลังทดลองวิธีประสมประสาน โดยได้ออกแบบเวทีการถกแถลงในสามองค์ประกอบ คือ เวทีความรู้สึก เวทีความคิด และเวทีสู่การปฏิบัติ สำหรับเวทีความรู้สึกจะใช้การสื่อสารอย่างสันติ (NonViolent Communication) สำหรับเวทีความคิดจะใช้สมุดประเด็น (Issue Book) ส่วนเวทีการปฏิบัติจะเริ่มจากการระดมสมอง แล้วกลั่นกรองเป็นข้อเสนอต่อสาธารณะและต่อตนหรือกลุ่มของตนเอง

สถาบันร่วมกับศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะทดลองจัดเวทีเสาร์ถกแถลงในวันที่และหัวข้อดังต่อไปนี้

เสาร์ที่ 11 ต.ค. 2557 ระบบการเลือกตั้ง เสาร์ที่ 25 ต.ค. 2557 การปกครองส่วนท้องถิ่น เสาร์ที่ 15 พ.ย. 2557 กระบวนการปรองดอง เสาร์ที่ 22 พ.ย. 2557 ระบบพรรคการเมือง

แน่นอนว่านอกจากกระบวนการถกแถลงจะทำได้หลายวิธีแล้ว วิธีการพูดคุยที่ไม่ใช่จัดพอเป็นพิธี หากหวังผลเป็นการแปลงเปลี่ยนสังคมการเมืองก็มีอีกหลากหลายวิธีนัก ที่จริงแล้วสังคมไทยคุ้นชินกับการจัดการแบบบนลงล่าง และยังอ่อนหัดมากกับการพูดคุยอย่างจริงใจในแนวระนาบระหว่างผู้เห็นต่างดังที่เสนอไว้นี้ จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายที่สนใจการพูดคุยได้ริเริ่มทำในทางที่สามารถทำได้อย่างหวังผลในบริบทของตนเอง

มาถึงคำถามสำคัญที่ว่า เราควรคุยกันในหัวข้ออะไรที่สำคัญและตรงตามสถานการณ์ ผมขอเสนอให้เราคุยกันในเรื่องหลักๆ 3 เรื่อง โดยในแต่ละเรื่องก็ให้คำนึงถึงอดีตหรือบทเรียนที่ผ่านมา ถึงปัจจุบันที่อยู่เบื้องหน้าเราในขณะนี้และถึงอนาคตที่เราจะมีร่วมกัน 3 เรื่องหลัก ได้แก่

(1) การสานเสวนาว่าอะไรคือคุณค่าหลักซึ่งเป็นคุณค่าทางการเมืองที่เรามีหรือจะพัฒนาขึ้นร่วมกัน ซึ่งเกือบทุกคนพร้อมจะยึดคุณค่าเช่นนั้นหรืออย่างน้อยก็รับได้ การที่เราต้องพูดคุยกันในเรื่องคุณค่า ก็เพราะเรื่องนี้น่าจะเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้ง คุณค่าที่เป็นปฏิปักษ์นำไปสู่การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ ถ้าจะแก้ไขความขัดแย้งเชิงคุณค่าโดยละเลยไม่พูดถึง หากมัวแต่จะคิดเรื่องโครงสร้าง เรื่องกฎหมาย ก็อาจจะไม่เกิดผลเพราะพฤติกรรมจะสอดคล้องกับคุณค่าและคนเราจะหาทางเลี่ยงกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับคุณค่าอยู่ดี

(2) การถกแถลงเพื่อค้นหากติกาการเมืองใด (หรือค้นหาหลักใหญ่ในรัฐธรรมนูญ) ที่พวกเราเกือบทุกคนรู้สึกว่าเป็นธรรม และไม่ควรต้องเปลี่ยนบ่อย คือมีความสถิตสถาพรต่อไปได้ไม่พ้นสมัย

(3) การประกอบสร้างวาทกรรมหลักที่ปฏิเสธผู้ที่โกง หรือไม่ยอมเล่นตามกติกาที่ยอมรับร่วมกัน วาทกรรมเช่นนี้จะทำให้เกิดการตั้งข้อรังเกียจหรือการลงโทษทางสังคมต่อผู้ที่ไม่มีน้ำใจนักกีฬา

กล่าวโดยสรุปคือ เราต้องคุยกันเพราะว่าถ้าเราไม่เลิกทะเลาะกันอย่างเอาแพ้เอาชนะ หรือทำเพียงแค่เอาความบาดหมางใส่ไว้ใต้พรม เราโดยส่วนรวมก็จะแพ้ภัยกันเอง เราต้องเป็นผู้ริเริ่มจัดการคุยกัน แต่ถ้าผู้มีอำนาจมาสนับสนุนโดยไม่มาควบคุมก็ยิ่งดี และเราต้องคุยโดยเฉพาะในเรื่องหลักๆ ซึ่งจะช่วยสร้างความเห็นพ้องในด้านคุณค่า กติกาที่เป็นธรรม และการเล่นตามกติกาอย่างเที่ยงธรรม หากทำเช่นนี้สังคมการเมืองก็จะแกว่งไกวน้อยลงและจะเข้าหาจุดสมดุลที่เป็นสัญญาประชาคมใหม่ได้อย่างลงตัว

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก