
ศึกกระทรวงหมอปลัดสธ.ดิ้นเฮือกสุดท้าย
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไร ที่อยู่ดีๆ ก็มีข่าวว่า นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไร ที่อยู่ดีๆ ก็มีข่าวว่า นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะถูกเด้งออกจากเก้าอี้ไปตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรีแทน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ร่วมเป่านกหวีดกับ กปปส. รวมถึงอยู่เคียงข้างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาตั้งแต่รัฐประหารใหม่ๆ
พลันที่ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รับตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข และ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รมช.สาธารณสุข ศึกใหม่ภายในกระทรวงหมอแห่งนี้เริ่มต้นอีกครั้ง
เริ่มจากวันที่เริ่มมีการประกาศชื่อทีมที่ปรึกษา รมว.และ รมช.สาธารณสุข อันมี นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ อดีตนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ผู้มากบารมีใน สธ.อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าหมอสุวิทย์นั้นใกล้ชิดทั้งกับ นพ.ประเวศ วะสี กว้างขวางกับกลุ่มแพทย์ชนบท และมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับองค์กรอิสระในสังกัด สธ. หรือองค์กรตระกูล ส. ยิ่งสะท้อนชัดว่า เบื้องหลังของทั้งสองรัฐมนตรี คือ ขั้วตรงข้ามกลุ่มประชาคม สธ. อันเป็นขุมกำลังสำคัญของฝ่ายหมอณรงค์
ภาพที่เห็นชัดก็คือ ตลอด 2 เดือนของการนั่งเก้าอี้ที่กระทรวง คนที่เดินตามหมอรัชตะและหมอสมศักดิ์ ไม่มีทีมข้าราชการหรือปลัดกระทรวงเดินตามอย่างที่ผ่านมา หากแต่เป็นทีมที่ปรึกษาขั้วหมอสุวิทย์และสายตระกูล ส. ทั้งสิ้น ส่วนปลัดณรงค์นั้น หากมีกิจต้องประชุมด้วยกัน เมื่อประชุมจบก็แยกย้ายกันไป
หากจะเกริ่นถึงความขัดแย้งขณะนี้ ต้องย้อนกลับไปเกือบ 1 ปีก่อนหน้า ตั้งแต่วันที่หมอณรงค์เลือกเป่านกหวีดร่วมกับ กปปส. และตามมาด้วยการออกมาหักกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งหมอณรงค์จะรวบอำนาจการจัดการเงินในกองทุน 30 บาท รักษาทุกโรคทั้งหมด กลับมาภายใต้ร่มเงาของ สธ. จนถึงห้ามให้หมอทุกคนห้ามสังฆกรรมกับ สปสช. ได้สร้างความขุ่นเคืองให้กับฝั่งตระกูล ส.หลายคน
แม้ก่อนหน้านี้ฝั่งแพทย์ชนบทและสายองค์กรตระกูล ส. ที่อาจจะเชียร์ปลัดณรงค์อยู่บ้างในวันที่เลือกไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่วันที่ คสช.รัฐประหารล้มยิ่งลักษณ์ และมีข่าวหนาหูว่าหมอณรงค์จะคว้าเก้าอี้รัฐมนตรี อยู่ดีๆ ก็มีข่าวปล่อยออกมาจากบางฟากมาสกัดขาหมอณรงค์ว่า จะยกเลิก 30 บาท รักษาทุกโรค และให้ใช้วิธี “ร่วมจ่าย” แทน จนทำให้ต้องแก้ข่าวกันพัลวัน
ภาพของกระทรวงหมอ ที่ภายนอกเห็นว่ารวมตัวกันเข้มแข็งนั้น แท้จริงแล้วเปราะบาง เพราะปลัดณรงค์มีคนกลุ่มเดียวที่อยู่เคียงข้างเหนียวแน่น คือประชาคม สธ. ประมาณ 30 คนเท่านั้น ไม่ใช่อธิบดีและหมอทุกคนใน สธ. ขณะที่ฝั่งตระกูล ส.นั้น แม้จะมีหัวกะทิอยู่ไม่มาก แต่คนเหล่านี้คิดวางแผนซับซ้อน มีคอนเนกชั่นกับผู้มีอำนาจจำนวนมาก
จนสุดท้ายทำให้ คสช.เลือกใช้บริการฟากหมอประเวศ ผ่านสายสัมพันธ์อันดีกับ ยงยุทธ ยุทธวงศ์ จนได้ทั้งรัฐมนตรีและทีมงานรัฐมนตรี เห็นหน้าค่าตากันในปัจจุบัน ขณะเดียวกันกลุ่มนี้ก็มีงานวิชาการสนับสนุนที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะ นพ.สมศักดิ์ ซึ่งเคยเป็นเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาตินั้น ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้าง สธ.มาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ผลงานสำคัญของคนกลุ่มนี้ก็คือ การดึงเงินและงานออกไปจาก สธ.จำนวนมาก จนไปโผล่ในองค์กรตระกูล ส.แทน
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมอรัชตะและหมอสมศักดิ์เอง ก็ต้องรักษาระยะห่างพอสมควรกับชมรมแพทย์ชนบท เพราะแพทย์ชนบทในยุคหลัง ถูกมองว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของผู้นำอย่าง นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ เพียงอย่างเดียว มิหนำซ้ำในช่วงรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่งตอนแรกๆ และมีชื่อ “หมอสายวิชาการ” บางคนเข้ามาเป็นทีมงาน แพทย์ชนบทถึงขั้นออกหน้าโจมตีคนกลุ่มนี้เต็มที่ ทั้งที่เคยสนิทสนมกันมาก่อน เพียงเพราะฝ่ายตัวเองไม่ได้เป็นทีมงาน จนหลายคนตีตัวออกห่าง ขณะที่หลายคนถึงกับพูดว่า ยุคนี้แพทย์ชนบทอ่อนแอที่สุด
แต่ความอ่อนแอของแพทย์ชนบทถูกเสริมด้วยความเข้มแข็งของทีมงานรัฐมนตรีและการผงาดขององค์กรตระกูล ส. จนขึ้นมากลายเป็นคู่ต่อสู้ใหม่ของขุมกำลังฝั่งปลัดแทน แต่ในวันที่มีอำนาจ คนกลุ่มนี้เลือกทำงานอย่างเงียบๆ แทนที่จะใช้ชั้นเชิงมวยวัดมาต่อสู้เหมือนอย่างที่เคยทำในอดีต แต่แน่นอน ความขัดแย้งยังคงฝังในและยังรอวันปะทุได้ทุกเมื่อ
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ที่ยังยืดเยื้ออยู่ขณะนี้ เป็นประจักษ์พยานที่เห็นได้ชัดถึงการงัดคานกันภายใน ระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ เพราะเดิมที นพ.ณรงค์ ได้ทำโผโยกย้ายระดับรองปลัดฯ เรียบร้อย โดยส่งคนจากขั้วรัฐบาลเก่าอย่าง นพ.ชาญวิทย์ ทระเทพ และ นพ.อำนวย กาจีนะ 2 รองปลัดฯ กลับไปนั่งเป็นผู้ตรวจราชการ และส่งคนของตัวเองอย่าง นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย ผู้ตรวจราชการ มานั่งรองปลัดฯ แทน เพื่อผลักดันงานในช่วง 1 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ
แต่สุดท้ายโผดังกล่าวก็มีอันเป็นหมัน เมื่อทีมวอร์รูมขอเบรกยับยั้งไม่เข้า ครม.ไว้ต่อเนื่องนานนับเดือน โดยที่ไม่มีใครรู้ความคืบหน้า มีเพียงฝั่งประชาคม สธ.ที่ออกมาดักคอรัฐมนตรีและทีมที่ปรึกษาว่า หากจะตั้งใครขึ้นมา ต้องมีธรรมาภิบาล และเป็นไปตามลำดับอาวุโสเท่านั้น
จนถึงขณะนี้ ทางเลือกของหมอณรงค์มีอยู่ 2 ทางเท่านั้น คือ หากดันคนของตัวเองขึ้นมาเป็นรองปลัดฯ สำเร็จ ก็อาจสร้างผลงานต่อลมหายใจในตำแหน่งปลัดได้บ้าง แต่ถ้าฝ่ายการเมืองยังยืนยันไม่เอาคนของหมอณรงค์ขึ้น ก็ชัดเจนว่าปลัดจะต้องถูกเด้งตามไปด้วยในเวลาไม่ช้าไม่นานจากนี้
นั่นจึงทำให้ได้เห็นท่าทีแปลกๆ อย่างการเดินสายบรรยายปลุกใจข้าราชการ สธ.ให้ไม่พะวงเก้าอี้ และให้ยืนบนความ “ถูกต้อง” ซึ่งคนในรู้วิเคราะห์กันว่าท่าทีนี้อาจเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้าย ก่อนที่จะถูกฝ่ายการเมืองเอาออกจากวงล้ออำนาจ สธ.ในเวลาอันใกล้นี้
สมรภูมิในกระทรวงหมอ ยังคงรอวันที่จะปะทุได้ทุกเมื่อ และไม่มีวันที่สงบ ไม่ว่ารัฐบาลที่เข้ามาจะมาจากการเลือกตั้ง หรือมาจากการรัฐประหาร เพราะการเมืองภายในที่แห่งนี้เข้มข้นกว่าการเมืองภายนอกหลายเท่า







