
เปิดทิศเศรษฐกิจไทยเดินหน้าสู่ศูนย์กลางพาณิชย์โลก
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานบางกอกโพสต์ ฟอรั่ม 2014 ระบุรัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ส่งเสริมไทยเป็นศูนย์กลางพาณิชย์โลก
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานบางกอกโพสต์ ฟอรั่ม 2014 ระบุรัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ส่งเสริมไทยเป็นศูนย์กลางพาณิชย์โลก
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานบางกอกโพสต์ ฟอรั่ม 2014 จัดโดยหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ในหัวข้อ "Economic Reform : How will it be achieved?" หรือ "การปฏิรูปเศรษฐกิจ จะสำเร็จได้อย่างไร" โดยมีเนื้อหา ดังนี้
ก่อนที่เราจะพูดถึงการปฏิรูป เราควรจะตอบสองคำถามนี้ให้ได้เสียก่อน 1.เราจำเป็นต้องปฏิรูปเศรษฐกิจหรือไม่? และ 2.เราจำเป็นต้องปฏิรูปในส่วนใด
หากจะตอบคำถามข้อแรกได้ เราต้องมองไปที่ความแข็งแกร่ง และความอ่อนแอของสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันเสียก่อน
ผมขอนำพวกท่านย้อนกลับไปถึงวันเก่าๆที่เราเริ่มนำประเทศเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม โดยในระยะแรกของการก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมนั้นเราเริ่มต้นด้วยการนำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกมาใช้เมื่อปี 1961 คณะกรรมการด้านการลงทุนได้รับการจัดตั้งขึ้นในปี 1962 นับว่าสามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงานที่นำเข้าสินค้าเข้ามาผลิตเพื่อการส่งออกในอีกทอดหนึ่งได้เป็นอย่างดี
ในระยะแรกของการเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมนี้ เศรษฐกิจของไทยมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าระดับ 7% อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษทีเดียว อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยระหว่างปี 1961-1978 นั้นอยู่ที่ 7.53%
อย่างไรก็ตาม ด้วยการผลิตแต่สินค้าอุตสาหกรรมปลายน้ำ การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยก็เริ่มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 5.42% ในช่วงระหว่างปี 1979-1985
ในระยะที่สอง ของยุคอุตสาหกรรม เริ่มต้นหลังจากที่โรงแยกก๊าซได้รับการก่อสร้างเสร็จเป็นครั้งแรกในปี 1985 ซึ่งทำให้ไทยมีกำลังการผลิตเอธิลีน และโพรพิลีน ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนี้ได้ปูทางไปสู่การลงทุนเพิ่มเติมทั้งในอุตสาหกรรมปลายน้ำ และกลางน้ำ นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์น ซีบอร์ด ได้รับการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1990 ซึ่งทำให้ระบบโลจิสติกส์ของไทยมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น และสามารถดึงดูดให้เกิดโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ๆเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าวด้วย
การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมได้นำไปสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้นของคนไทยในภาพรวม และยังส่งผลให้ภาคบริการเติบโตไปอย่างรวดเร็วเช่นกันในยุคดังกล่าว
ในช่วงระหว่างปี 1986-1996 นั้นเป็นช่วงเวลาของการเติบโตที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย ที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยนั้นสูงถึง 9.25% แต่เส้นทางการเติบโตนี้ก็สะดุดลงในช่วงวิกฤตการเงินในปี 1997 ก่อนที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งในปี 1999
หลังจากปี 1999 พลังแห่งการเติบโตจากยุคอุตสาหกรรมในระยะที่สองยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม เราเริ่มที่จะเห็นสัญญาณของภาวะการขาดแคลนแรงงานตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ซึ่งนำไปสู่ภาวะความเชื่องช้าลงของการลงทุนจากภาคเอกชน และยังส่งผลให้อัตราการเติบโตในช่วงระหว่างปี 2000- 2007 ลดลงมาอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 5.08%
วิกฤตการเงินในโลกตะวันตกซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2007 ต่อเนื่องมายังปี 2009 ประกอบกับการประท้วงของกลุ่มเอ็นจีโอในประเทศไทยต่อประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งทำให้การลงทุนขนาดใหญ่ที่มาบตาพุดในปี 2008-2009 บวกกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่รุนแรงมากขึ้นนั้นได้ทำให้การลงทุนของภาคเอกชนยิ่งปรับลดลง และนำไปสู่การลดลงของการเติบโตของจีดีพีไปอยู่ที่เฉลี่ย 2.9% ในช่วงระหว่างปี 2008-2012 ซึ่งตรงจุดนี้ยังไม่ได้รวมถึงภาวะชะงักจากการประท้วงทางการเมืองในปี 2013 แต่อย่างใด
อย่างไรก็ดีภาวะคาดแขลนแรงงานและการเพิ่มค่าจ้างในไทยกลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมในไทยเลือกที่จะมองหาโอกาสในการขยายฐานการผลิตในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หน้าใหม่ในทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาคแทน อาทิเช่น ปูนซีเมนต์ไทย ได้เริ่มขยายฐานการผลิตไป กัมพูชา อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศทั่วโลก น้ำตาลมิตรผล เริ่มขยายธุรกิจไปจีนและออสเตรเลีย เช่นเดียวกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ที่ขยายฐานการผลิตไปจีน และประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักซ์ (ทียูเอฟ) ได้ขยายฐานการผลิตไปเยอรมนี และลอส แองเจลลิส ขณะที่ ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ กำลังขยายธุรกิจไป จีนและเวียดนาม เช่นเดียวกับ บิวตี้เจมส์ ที่ขยายไป จีน และ แพรนดา จิลเวลรี่ ที่กำลังขยายไปที่เวียดนาม ขณะที่ ปตท. กำลังขยายไปพม่าและอีกหลายๆ ประเทศ
ทั้งนี้ บรรดาธุรกิจที่ขยายฐานการผลิต ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายด้วยกัน 2 ประการ 1.เพื่อการเข้าถึงตลาดท้องถิ่น 2.เพื่อเพิ่มการผลิตตอบสนองเครือข่ายการค้าที่มีอยู่ทั่วโลก
ด้านการขยายฐานการผลิตเหล่านี้ บางกิจการจึงกลายเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทนำ สำหรับสินค้าของตัวเองในเวทีการค้าโลก อาทิ กระเบื้องเซรามิก ปลาทูน่ากระป๋อง ผลิตภัณฑ์เมลามีน อัญมณีฯลฯ ธุรกิจเหล่านั้นประสบความสำเร็จในการเพิ่มกิจกรรมทางการค้าในตลาดโลก และภาคการผลิตอื่นๆ กำลังเตรียมที่จะเลียนแบบ
หากถามว่า ทิศทางนี้คือทิศทางที่ถูกต้องสำหรับภาคการผลิตไทยหรือไม่? คำตอบของข้าพเจ้าคือ “ใช่” ไม่ผิดที่จะเดินทางทิศทางดังกล่าวซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ญี่ปุ่นใช้ในการพัฒนาประเทศจนกลายเป็น ประเทศการค้าในระดับโลก
ในกรณีของประเทศไทย เราเป็นผู้นำในด้านการส่งออกสินค้าหลายประเภท นอกจาก กระเบื้องเซรามิก ปลาทูน่ากระป๋อง ผลิตภัณฑ์เมลามีน และน้ำตาล เรายังเป็นผู้นำในการส่งออกยางพารา ชิ้นส่วนรถยนต์ รถยนต์ประหยัดน้ำมัน ฯลฯ
นอกจากนี้ เรายังเป็นผู้ชนะในเกือบทุกรายการของสินค้าบริโภคในหมู่ชาติสมาชิกประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียง (อาเซียน) และเรายังคงได้รับประโยชน์จากการค้าขายกับชาติในอาเซียน หลังจากการบูรณาการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ภายในสิ้นปีหน้า เราจะสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศการค้าแห่งอาเซียนได้อย่างง่ายดาย และแทนที่จะปฏิรูป รัฐบาลควรให้การสนับสนุนการพัฒนาดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ ความจำเป็นในการปฏิรูปไม่ได้หมายถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจในองค์รวม แต่หลายสิ่งก็ยังจำเป็นสำหรับการอำนวยความสะดวกในการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนี้
ประการแรก การขยายฐานการผลิตขณะนี้ได้รับการผลักดันจากภาคเอกชนเท่านั้น โดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ดังนั้น เราจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดย คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะรับหน้าที่เป็นผู้มีบทบาทนำในการสนับสนุนการลงทุนไทยในการลงทุนในต่างประทเศ และรัฐบาลชุดปัจจุบันมีข้อผูกมัดในการดำเนินการดังกล่าว
ประการที่สอง ถึงแม้ว่า ประเทศไทยจะมีเครือข่ายการผลิตสินค้าหลายชนิดเพื่อป้อนสู่ตลาดโลก ทว่าศูนย์การกระจายสินค้าดังกล่าวกลับอยู่ในต่างประเทศทั้งสิ้น
ทุกท่านอาจสงสัยว่าทำไม? นั่นเป็นเพราะกฎและระเบียบหลายประการในการควบคุมบริษัทพาณิชย์ของไทยไม่ช่วยส่งเสริมการค้าเช่นใน สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือมาเลเซีย ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ทางด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยมาตรการทางภาษีหมายถึงมาตรการทางภาษีทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยเท่านั้น ส่วนมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น ใบอนุญาตทำงาน
นอกจากนี้ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อรองรับการตั้งศูนย์พาณิชย์ในประเทศไทย ผมกำลังทำงานในกรอบนี้ และสามารถประกาศได้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่น่าพอใจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
ประการที่สาม เราจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เราต้องปฏิรูปกระบวนการทำงานของข้าราชการที่ให้บริการแก่สาธารณชนและภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นการปิดโอกาสในการจ่ายค่าบริการที่ผิดกฎหมาย ซึ่งถือจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจในไทยอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในเทคนิคง่ายๆที่ใช้ ก็คือ การสร้างเงื่อนไขกรอบเวลาเพื่อการอนุมัติใบอนุญาต โดยให้เหตุผลในการปฏิเสธการยื่นขออนุมัติของธุรกิจด้วยเงื่อนไขทางกรอบเวลา
การปฏิรูปทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่น จำเป็นต้องกระทำด้วยการป้องกันและลดความต้องการคอร์รัปชั่นลง การนำบทลงโทษและการระวางโทษที่รุนแรงขึ้นน่าจะช่วยในส่วนนี้ได้ ในขณะที่การนำข้อกำหนดทางกฎหมายมาบังคับใช้กับทุกหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อยกเลิกอายุความในคดีคอร์รัปชั่น ก็น่าจะช่วยทำให้เกิดความกลัวที่จะคอร์รัปชั่นมากขึ้น
ผมเชื่อว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติน่าจะเพิ่มมาตรการต่างๆ มากขึ้น เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการป้องกันการกระทำที่เลวร้ายนี้ และลดค่าใช้จ่ายมหาศาลในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สิ่งนี้น่าจะเป็นการป้องกันการปกครองที่ผิดทำนองคลองธรรม ซึ่งดึงดูดกลุ่มผู้ต่อต้านทางการเมืองให้ยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งเป็นการขัดขวางการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย
ประการที่สี่ เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งภายในประเทศที่ค่อนข้างสูง การปรับปรุงระบบเครือข่ายระบบรางถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลเชื่อว่า การขยายเครือข่ายระบบขนส่งรถไฟรางคู่ทั่วทั้งประเทศเป็นสิ่งจำเป็น และวางแผนที่จะเริ่มดำเนินการเท่าที่จะสามารถทำได้ ซึ่งเป็นสิ่งชักนำให้รัฐบาลชุดต่อไปดำเนินการต่อเนื่อง การปรับปรุงเส้นทางขนส่งทางน้ำ ไม่เฉพาะในแม่น้ำ แต่หมายรวมถึงบริเวณอ่าวไทย ก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จ
นอกจากนี้ ท่าเรือน้ำลึกในทะเลอันดามันก็ต้องพัฒนา เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการส่งออกไปยังประเทศจุดหมายปลายทางในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และยุโรป
ยังมีจุดอ่อนหลายอีกหลายจุดที่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย การบริโภคพลังงานในประเทศไทย ซึ่งเคยมีสัดส่วนเพียง 9% ของจีดีพี ในปี 1998 กลับเพิ่มขึ้นสูงถึง 18.8% ของจีดีพี ในปัจจุบัน ซึ่งสูงมากในทุกมาตรฐาน
มีหลายอย่างที่เราสามารถทำได้เพื่อการปฏิรูปการบริโภคพลังงาน ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาประสิทธิภาพพลังงานในด้านคมนาคม, ปรับปรุงโครงสร้างค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริโภค, ขยายแหล่งพลังงานทางเลือก นอกจากนี้ เราควรเพิ่มค่าประสิทธิภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เท่าเทียมกับประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ (ไทยอยู่ที่ 11.60, สิงคโปร์อยู่ที่ 16.58 และยุโรปอยู่ที่ 29) ทั้งนี้ ความมุ่งมั่นทางการเมืองสามารถทำให้เกิดการปฏิรูปที่เหมาะสมในด้านนี้ได้ภายในหนึ่งปี
อีกหนึ่งโครงสร้างที่เป็นจุดอ่อน คือโครงสร้างทางรายได้ของภาครัฐ เนื่องจาก รายได้จากภาษีในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 19% ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งนับว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ และปัจจัยนี้ได้จำกัดประสิทธิภาพของรัฐบาลด้านบทบาทในการพัฒนาประเทศ ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและสังคม โดยแหล่งรายได้หลักนั้นมาจากการค้าและภาษี ในระหว่างที่ยังไม่มีการเก็บภาษีมรดก ดังนั้นจึงสามารถปฏิรูปกระบวนการเก็บภาษีเพื่อเพิ่มรายได้จากภาษี และทำให้รัฐบาลสามารถลงทุนในเรื่องที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน
การปฏิรูปนี้ควรทำ และสามารถทำได้โดยใช้วิธีที่ไม่กระทบต่อนักลงทุนและภาคธุรกิจ รวมถึงมีความยุติธรรมต่อผู้เสียภาษีทุกราย
สุดท้าย สิ่งที่เรายังตามหลังประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆคือ โครงสร้างพื้นฐาน และการขาดแคลนนโยบายสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ระบบดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของชีวิตในทุกแง่มุม ซึ่งหมายรวมถึงการสื่อสาร การกระจายเสียง การแลกเปลี่ยนทางสังคม การศึกษา การออกแบบผลิตภัณฑ์ การโฆษณาผลิตภัณฑ์ การผลิตภาคอุตสาหกรรม การธนาคาร การบริจาค ไปจนถึงการจับจ่ายซื้อของ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถสรุปได้ว่าคือเศรษฐกิจแบบดิจิทัล ทุกประเทศทั่วโลกได้ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยไทยได้พัฒนาองค์ประกอบบางอย่างของเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะพัฒนาอีกหลายองค์ประกอบในอนาคต
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลของประเทศอื่นได้จัดตั้งหน่วยงานสำคัญและกรอบการทำงานเพื่อเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ที่พัฒนาตัวเองไปอย่างรวดเร็ว ทางด้านคณะกรรมการการค้าของไทยได้เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการในประเด็นนี้อย่างจริงจัง
ทั้งนี้ กระทรวงไอซีทีได้ดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด ดังนั้นจึงถือว่ายังไม่เพียงพอ ขณะนี้ รัฐบาลปัจจุบันกำลังร่างกฏหมายเพื่อจัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่กำกับนโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล และมีการแปรญัตติกฏหมายหลายฉบับเพื่อขยายขอบเขตของกระทรวงไอซีที และปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานภาครัฐอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
เมื่อกฎหมายต่างๆเหล่านี้สำเร็จ รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในทันที อย่างไรก็ตาม กระบวนการทั้งหมดอาจไม่สามารถเสร็จสิ้นได้ภายในหนึ่งปี ทว่า การเริ่มต้นที่จริงจังพร้อมกับความมุ่งมั่นทางการเมืองจะเป็นการปูพื้นฐานที่ดีสำหรับการปฏิรูป รวมถึงดึงดูดให้รัฐบาลต่อๆมายังคงพัฒนาเรื่องนี้ต่อไป เพื่อสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก







