
ถึงเวลาลอยตัวราคา LPG หรือยัง? (ตอน 2)
จากบทความครั้งที่แล้ว ผมได้พูดทิ้งท้ายไว้ถึงทางเลือกอื่นในการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องราคา LPG ที่ผมเห็นว่าน่าจะเหมาะสมกว่าแนวทางที่ผมคาดว่ารัฐอาจจะนำมาใช้ ที่เป็นการจะกำหนดโครงสร้างราคา LPG โดยให้มีการแบ่งแยกราคาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มภาคครัวเรือนและภาคขนส่งที่จะตรึงราคาไว้ และกลุ่มภาคอุตสาหกรรมและปิโตรเคมีที่อาจมีการปรับให้เป็นราคาแบบลอยตัว เนื่องจากผมคิดว่าทางเลือกที่ผมจะเสนอนั้นจะสามารถช่วยเหลือประชาชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งก็คือประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้โดยตรง และเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดกว่า
แต่ก่อนที่ผมจะพูดถึงทางเลือกดังกล่าว ผมขออนุญาตพูดถึงสถานการณ์การใช้ LPG ในประเทศไทยเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณการใช้ LPG อยู่ที่ระดับ 4.75 ล้านตันต่อปี โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ ภาคครัวเรือนที่มีความต้องการใช้ที่สัดส่วน 47% ภาคขนส่ง 14% (ซึ่งสัดส่วนนี้โตขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคนนำรถยนต์มาติด LPG) ภาคอุตสาหกรรม 12% ส่วนที่เหลือจะเป็นความต้องการใช้ในภาคปิโตรเคมีที่ 27% จะเห็นได้ว่าหากรัฐแบ่งแยกราคา LPG เป็น 2 กลุ่ม โดยตรึงราคาสำหรับภาคครัวเรือนและขนส่งไว้นั้น สัดส่วนที่รัฐจะต้องตรึงราคาจะอยู่ที่ 60% ของความต้องการใช้ทั้งหมด หรือคิดเป็นปริมาณ LPG สูงถึง 2.9 ล้านตัน ซึ่งในอดีตที่ประเทศไทยมีกำลังการผลิต LPG ที่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศและเหลือเพื่อส่งออก การตรึงราคาของภาครัฐจะถูกแบกรับภาระโดยผู้ผลิต LPG ซึ่งก็คือโรงแยกก๊าซฯ และโรงกลั่นน้ำมัน แต่เนื่องจากปัจจุบันเราไม่สามารถผลิต LPG ได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ สืบเนื่องมาจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ ความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นจากการตรึงราคา LPG โดยเฉพาะการใช้ในภาคที่ไม่ควรส่งเสริมการใช้ เนื่องจากมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า และการผลิตจากโรงกลั่นน้ำมันที่ลดลง เนื่องจากไม่ต้องการแบกรับภาระในการตรึงราคาของภาครัฐ ทำให้เราต้องนำเข้า LPG ตั้งแต่ปี 2552 และคาดว่าจะต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต
การนำเข้า LPG ทำให้รัฐต้องรับภาระส่วนต่างของราคา LPG ของราคาตลาดโลกกับราคา LPG ในประเทศที่ถูกควบคุมไว้ ซึ่งปัจจุบันราคาในตลาดโลกนั้นอยู่ที่ 724 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ราคาในประเทศอยู่ที่ 332 เหรียญสหรัฐต่อตัน แตกต่างกันถึง 392 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือ 13.3 บาทต่อ กก. หากรัฐยังคงมาตรการตรึงราคาอย่างเช่นในปัจจุบัน คาดการณ์ว่าในปี 2553 รัฐจะมีภาระจากการนำเข้า LPG ประมาณ 1 ล้านตัน คิดเป็นเงินสูงถึง 13,300 หมื่นล้านบาท และภาระคงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะปริมาณการใช้ LPG จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับทางเลือกที่ผมเห็นว่าน่าจะมีความเหมาะสมกว่าและสามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาว คือการยกเลิกการควบคุมราคา LPG ในทุกตลาด โดยกำหนดให้ราคาจำหน่าย LPG ในประเทศเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดโลก โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการกำหนดมาตรการที่จะช่วยลดผลกระทบให้กับภาคประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยจากการลอยตัวราคา LPG ซึ่งผมได้ลองแลกเปลี่ยนแนวคิดนี้กับนักวิชาการและผู้นำทางความคิดหลายๆ ท่าน ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่ารัฐควรมุ่งเน้นการชดเชยให้กับประชาชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายโดยตรง มากกว่าการชดเชยในภาพรวม โดยอาจพิจารณาแนวทางเดียวกับการให้เบี้ยยังชีพ และพิจารณาจากรายได้ครัวเรือนเป็นเกณฑ์ โดยการใช้การให้ในรูปของ LPG แสตมป์ (หรือ LPG Rebate การออกเงินไปก่อนและขอคืนเงินภายหลัง) แก่ครัวเรือนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยอาจมีการแจกแสตมป์เพื่อนำมาใช้เป็นส่วนลดในการซื้อ LPG บรรจุถัง หากครอบครัวนั้นมีการใช้ LPG เกินกว่าโควตาก็จะต้องซื้อ LPG ในราคาปกติ ทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น รายได้ของครัวเรือน โควตาของการใช้ LPG จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยละเอียดต่อไป สำหรับมาตรการลดผลกระทบในส่วนของรถแท็กซี่ที่ใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงนั้น รัฐควรเร่งสนับสนุนให้รถแท็กซี่หันมาติดตั้ง NGV แทน LPG
ผมได้ลองวิเคราะห์ผลกระทบเบื้องต้น หากมีการดำเนินการตามทางเลือกที่ผมเสนอ พบว่าเนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีครัวเรือนประมาณ 18 ล้านครัวเรือน หากใช้สมมติฐานว่า 30% ของจำนวนครัวเรือนอยู่ในกลุ่มที่จะได้รับการชดเชย และแต่ละครัวเรือนมีการใช้ LPG ถังขนาด 15 กก. 1 ถังต่อเดือน การลอยตัว LPG จาก 332 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาเป็น 724 เหรียญสหรัฐต่อตัน คิดคร่าวๆ จะทำให้แต่ละครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 200 บาทต่อเดือน หากรัฐต้องการลดผลกระทบให้ครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้น้อยนี้ รัฐจะต้องใช้เงินประมาณ 13,260 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ งบประมาณที่รัฐสามารถนำมาใช้ในการชดเชยราคา LPG ตามแนวทางที่ผมเสนอนั้น อาจพิจารณานำมาจากการแบ่งผลประโยชน์ของผู้ผลิตที่ได้รับจากนโยบายลอยตัวกับรัฐ ซึ่งคือส่วนต่างของราคา LPG ที่ผู้ผลิตเคยถูกควบคุมกับราคาลอยตัวตามราคาตลาดโลก ตัวอย่างเช่น สมมติว่ารัฐแบ่งประโยชน์จากส่วนต่างของราคาก่อนและหลังลอยตัวจำนวน 390 เหรียญสหรัฐ คนละครึ่งระหว่างรัฐกับผู้ผลิต จะทำให้รัฐสามารถเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 195 เหรียญสหรัฐต่อตัน และเนื่องจากปริมาณการผลิตทั้งหมดหักด้วยส่วนของอุตสาหกรรม มีทั้งหมด 3.55 ล้านตัน ดังนั้นในปีหนึ่งรัฐจะมีเงินเข้ากองทุนถึง 23,700 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินการชดเชย LPG ตามนโยบายที่ผมเสนอ
ประโยชน์หลักที่จะได้จากทางเลือกที่ผมเสนอ คือ เป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคา LPG โดยตรง ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดกว่า นอกจากนั้น ราคา LPG ที่สะท้อนราคาตลาดที่แท้จริงจะช่วยลดการบิดเบือนการใช้พลังงาน ทำให้การใช้ LPG ในภาคอุตสาหกรรม และขนส่งที่มีทางเลือกที่จะใช้พลังงานประเภทอื่น เช่น NGV หรือน้ำมันเตา ลดลง ช่วยสร้างจิตสำนึกของการประหยัดพลังงาน เพราะราคา LPG สะท้อนความเป็นจริง ส่งผลให้การใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยังสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต LPG มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการนำเข้า LPG จากต่างประเทศ ส่วนผลทางอ้อมคือการสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นนโยบายของรัฐ เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) และ NGV เป็นต้น นอกจากนั้น การลอยตัวราคา LPG จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้น้ำมันโดยรวม เนื่องจากเงินที่ผู้ใช้น้ำมันจ่ายเข้ากองทุนน้ำมันที่เคยต้องนำไปชดเชยราคา LPG จะได้นำมาช่วยลดผลกระทบให้กับผู้ใช้น้ำมันในยามที่น้ำมันมีราคาสูง
แนวทางที่ผมเสนอนั้น รัฐอาจมีความยุ่งยากในการบริหารจัดการเพิ่มขึ้น แต่สามารถดำเนินการและหาแนวทางควบคุมได้ เพราะเมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะได้รับในการที่ทำให้การใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น ผมคิดว่าคุ้มค่าและจะสร้างประโยชน์ต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศในระยะยาวในที่สุด







