posttoday

แกะรอยล่า ปิดจ๊อบเกาะเต่า

08 ตุลาคม 2557

ตำรวจไม่ได้ทำงานช้าต้องเข้าใจว่าคู่กรณีเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ยอมรับว่ามัวไปพะวงกับเรื่องบนโลกออนไลน์มากเกินไป

โดยทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสได้พูดคุยกับหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีฆาตรรมสองหนุ่มสาวนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่สร้างความสะเทือนไปทั่วโลก และที่สำคัญเหตุเกิดในพื้นที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี จุดนี้เองส่งผลให้ภาพลักษณ์ของประเทศต้องได้รับความเสียหาย และต่อจากนี้คือคำพูดของฝั่งตำรวจที่ลงพื้นที่สืบสวนและสอบสวนกระทั่งนำไปสู่การจับกุมคนร้าย ที่ขอถ่ายทอดเนื้อหาตั้งแต่กระบวนการได้ตัว จังหวะเวลาการไปตระครุบตัวคนร้าย กระทั่งมีการพิสูจน์ทราบว่า ผู้ต้องหาชาวพม่าทั้ง 2 คนที่ก่อเหตุสะเทือนโลก คือตัวจริง ไม่ใช่แพะ

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รักษาราชการรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ในฐานะหัวหน้าทีมสอบสวนคดีเกาะเต่า ระบุถึงการจับกุมสองผู้ต้องหาชาวพม่าที่ก่อเหตุฆ่านักท่องเที่ยวหนุ่มสาวชาวอังกฤษ ว่า ชุดสืบสวนทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง ไปได้ตัวนายเมา เพื่อนของผู้ต้องหาทั้งสองคนเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 ต.ค.2557 จากนั้นได้เข้าไปพูดคุยเพราะตำรวจเชื่อว่ากลุ่มของนายเมามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยการเชื่อมโยงหลักฐานทั้งหมดผ่านกล้องวงจรปิด กระทั่งใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงเศษ นายเมาก็เปิดปากว่า นายวิน และนายซอเรน คือคนที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญไปทั้งโลก

“เราก็ไม่รอช้า เมื่อนายเมาชี้พิกัดว่า นายวินกับนายซอเรนยังคงอยู่ที่บ้านพักคนงานแห่งหนึ่งในเกาะเต่า ตำรวจก็ตามเข้าไปดูทันที และก็ไปเจอกับนายซอเรนเพียงคนเดียว เมื่อขอเข้าไปตรวจสอบก็พบว่าไม่มีบัตรต่างด้าว หรือใบที่แสดงตัวตน”

พล.ต.ต.ปวีณ เล่าต่อไปว่า จากนั้นก็ขอพูดคุยสอบถามโดยผ่านล่าม ทีแรกเขาก็ปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง ไม่เกี่ยวข้อง เราก็พยายามใช้จิตวิทยา และขอตรวจดีเอ็นเอ ทุกอย่างผ่านพ้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะตำรวจก็ไม่แน่ใจกับล่ามว่าแปลถูกหรือเปล่า บางครั้งการใช้จิตวิทยากับนายซอเรนซึ่งเป็นชาวต่างชาติก็มีปัญหา จึงตัดสินใจพาล่ามมาอีก 2 คนเพื่อตรวจสอบซ้ำอีกที กระทั่งสุดท้ายเขาก็ยอมเปิดปากว่าเป็นคนก่อเหตุเอง พร้อมเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แต่เพื่อนอีกคนคือนายวิน หายไปไหน อยู่ที่ไหน ตำรวจก็รุกถามต่อ นายซอเรนก็บอกแต่เพียงไม่รู้ พูดได้แต่เพียงว่านายวินร่วมก่อเหตุด้วย ถึงตอนนี้ตำรวจเชื่อได้แล้วว่ามาถูกทาง แต่ที่กำลังหนักใจคือนายวินหายไปไหน หรือคงอาจไหวตัวทันหลบหนีไปแล้ว

“ซอเรนมาบอกรับกับเราตอนช่วงค่ำเวลาประมาณสัก 20.00 น. ทีมสืบสวนก็คิดว่านายวินคงหนีไปแล้วแน่ กระทั่งนายซอเรนพูดกับเราอีกว่า นายวินหนีขึ้นเรือไปจ.สุราษฎร์ธานีแล้ว และเรือออกคืนนี้เวลา 21.00 น.แต่กว่าที่ซอเรนจะพูดได้ก็ไม่ทันการณ์ พอเราไปที่ท่าเรือนอนระหว่างเกาะเต่าถึงท่าเรือในเมืองสุราษฎร์ธานี เรือก็ออกไปแล้ว จึงวิทยุให้ทีมที่สุราษฎร์ธานีไปดักรอที่ท่าเรือ ซึ่งเรือจะถึงเวลา 04.00 น.” พล.ต.ต.ปวีณ เล่า

เมื่อถึงเวลา และเรือนอนมาถึงท่า ผู้โดยสารลงจากเรือทั้งหมด กำลังตำรวจชุดสืบสวนหลายสิบนายยืนดักนายวิน พร้อมวางกำลังเอาไว้โดยรอบ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นตัว ชุดสืบสวนจึงขึ้นไปบนเรือและบอกกัปตันเรือว่าขอค้น พร้อมสอบถามกัปตันว่าลูกเรืออยู่ครบหรือไม่ เมื่อได้คำตอบว่าอยู่กันครบดี แต่เมื่อตำรวจขอตรวจแล้ว ในระหว่างชั้นนอนของเรือบนชั้นสอง ชุดสืบสวนก็ไปพบเจอนายวินนอนคลุมโปรงหวังหลบซ่อนอยู่ ตำรวจจึงขอควบคุมตัวเอาไว้ ก่อนขอนำตัวไปพูดคุยซักถาม

“นายวินนี่ก็ไม่มีบัตรอะไรแสดงตัวตน ความผิดแรกที่เราต้องแจ้งเขาคือหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ก็ขอพูดคุยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านล่าม และสุดท้ายเขาก็รับว่าเป็นคนที่ร่วมก่อเหตุฆ่าสองนักท่องเที่ยวจริง และเตรียมหลบหนีออกนอกพื้นที่ทันทีที่รุ้ว่านายเมาถูกนำตัวไปสอบถามแล้ว”

กระบวนการซักถามของตำรวจกับนายวินกินเวลานานกว่า 10 ชั่วโมงก่อน การบ่ายเบียงพูดคุยของนายวินยิ่งตอกย้ำความมั่นใจของตำรวจว่านี่คือฆาตกร เพราะมีหลายสิ่งที่บ่งบอกพิรุธอย่างชัดเจน แต่ตำรวจก็ยังไม่สามารถแจ้งข้อหาฆ่าคนตายได้ จะมีเพียงความผิดหลบหนีเข้าเมืองเท่านั้นที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวนายวินเอาไว้ และระหว่างที่ควบคุมตัวก็ขอเก็บดีเอ็นเอของนายวินรวมถึงนายซอเรนเช่นกัน เพื่อส่งกลับมายังที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจให้ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

กระทั่ง 22.00 น. ผลดีเอ็นเอจากห้องแล็ปอย่างไม่เป็นทางการ ก็ส่งต่อมายังชุดสืบสวนสอบสวนที่จ.สุราษฎร์ธานี ในผลนั้นระบุชัดเจนว่าดีเอ็นเอของนายวิน และนายซอเรน ตรงกับที่เกิดเหตุและที่อยู่ในร่างของผู้เสียชีวิต เท่านั้นก็เพียงพอที่ตำรวจจะขอศาลให้ออกหมายจับอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.ปวีณ บอกย้ำว่าตำรวจไม่ได้ทำงานล่าช้าอย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกตกัน แต่ต้องเข้าใจว่าคู่กรณีที่ก่อเหตุนั้นเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ผู้เสียชีวิตเป็นคนอังกฤษ ผู้ต้องหาเป็นคนพม่า แต่เหตุมาเกิดที่ประเทศไทย หลายเหตุผลอาจทำให้การดำเนินการล่าช้าไปบ้าง และที่สำคัญยอมรับว่าตำรวจมัวไปพะวงกับเรื่องบนโลกออนไลน์มากเกินไป ทำให้หลายครั้งการสืบสวนต้องเสียทั้งเวลา และไม่เกิดประโยชน์

“หลายคนบอกให้ตำราวจทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ หรือทำไมไม่ไปตรวจจุดนั้นจุดนี้บ้าง พอเราไปตรวจมันก็ไม่อะไร ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อแนวทางการสืบสวน เสียเวลาหลายครั้งทีเดียว รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจก็ทำให้การสืบสวนคดีมีความชะงัก”

และนี่คือเหตุผลหลักที่พล.ต.ต.ปวีณบอกว่าทำให้การติดตามตัวคนร้ายมีความล่าช้าออกไป ไม่ได้เกิดจากการขัดขากันเองของตำรวจที่ลงพื้นที่ไปทำงาน

ข่าวล่าสุด

พักเรื่องบินมาฟินเรื่องช็อป! ไอคอนสยาม-ไอซีเอส จัดหนักแคมเปญ “FLY-LESS SHOP-MORE” ขนสิทธิพิเศษสู้สงกรานต์ตลอดเดือนเมษายนนี้