
ขีดเส้น1ปีแก้ไขทุกมิติสังคม
ถ้าปรองดองไม่ได้ก็ปฏิรูปไม่สำเร็จ ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ต้องควบคู่กันไป
โดย...ปริญญา ชูเลขา
ปัญหาสังคมเสื่อมถอยด้านคุณธรรม จริยธรรมและศีลธรรม ทั้งยังถูกห้อมล้อมไปด้วยกระแสแห่งความขัดแย้งทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ท้าทายความรู้ความสามารถของ “ยงยุทธ ยุทธวงศ์” รองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม อย่างยิ่ง
ในท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนต่อเรื่องการปฏิรูปประเทศเพื่อนำพาสังคมไทยให้พ้นจากวังวนความขัดแย้ง “ยงยุทธ” ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ถึงนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสังคมให้เห็นเป็นรูปธรรมในระยะเวลา 1 ปี นับจากนี้
ยงยุทธ ยืนยันว่า ทุกมิติของปัญหาสังคมต้องได้รับการแก้ไข แม้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโดยเน้นหนักไปที่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แต่สิ่งที่ต้องทำควบคู่คือด้านสังคม ซึ่งทรุดโทรมอย่างหนัก
เรื่องวิกฤตของวงการพระสงฆ์ “ยงยุทธ” ยอมรับว่า ขณะนี้มีความบกพร่องในวงการศาสนาและวงการสงฆ์ของไทยเกิดขึ้นมากมาย เพราะมีกลุ่มคนแอบแฝงตัวในผ้าเหลืองเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากเงินบริจาค จึงต้องผลักดันให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเรื่องเงินบริจาค
“รัฐบาลไม่อยากเข้าไปยุ่ง อยากให้แก้ไขปัญหากันเอง แต่เงินบริจาคจำนวนเยอะมากๆ จึงกลายเป็นแหล่งความขัดแย้ง ดังนั้นต่อไปต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเรื่องเงินบริจาค ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ”
ทั้งนี้ วัดมีเงินบริจาค ที่ดินหรือทรัพย์สินให้เช่าจำนวนเยอะมากมาย ดังนั้นเป็นหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะเป็นฝ่ายเร่งตรากฎหมายออกมา เพราะการตรวจสอบความโปร่งใสในพระพุทธศาสนาถือเป็นสิ่งสำคัญ
“เราชาวไทยพุทธเมื่อไปบริจาคเงินเข้าวัดก็ไม่อยากให้เงินหายหกตกหล่นไปที่ไหน แล้วต่อไปอีกไม่นานทางรัฐบาลจะออกกฎหมายสำคัญ เรื่องนี้จึงโยงกับภาษีมรดกหรือภาษีการให้หรือการรับสืบทอดมรดกต้องจ่ายภาษี เพราะบางครั้งคนบางกลุ่มที่เป็นคนรวย ไม่ต้องการเสียภาษี จึงเลี่ยงภาษีด้วยการไปบริจาค หรือตั้งมูลนิธิบริจาคเงินเข้าวัดเพื่อไปขอลดหย่อนภาษี ดังนั้นในแง่นี้ทางรัฐบาลเห็นว่าการบริจาคเงินต่างๆ ให้กับทางศาสนาต้องบริสุทธิ์ยุติธรรมโปร่งใสตรวจสอบได้ นี่คือสิ่งที่ต้องเคร่งครัด”
ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยากสร้างค่านิยมให้คนรุ่นใหม่สนใจศาสนาให้มากขึ้น แต่ก็มีประเด็นอยู่ว่าคนรุ่นใหม่อาจจะไม่ค่อยสนใจทำตัวค่อยๆ ห่างวัดออกไป ไม่นิยมเข้าหรือถอยห่างออกไปจากพระพุทธศาสนา แต่อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าความเชื่อทางศาสนาพุทธฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย ถึงอย่างไรในที่สุดเมื่อคนอายุมากขึ้น ย่อมต้องเดินเข้าหาศาสนาในที่สุด
อีกปัญหาสังคมที่ทางรัฐบาลอยากเน้นย้ำในการทำงาน 1 ปีจากนี้ไป คือ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์กับการปฏิรูปต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วยกัน เพราะถ้าปรองดองไม่ได้ก็ปฏิรูปไม่สำเร็จ ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ต้องควบคู่กันไป
“ยงยุทธ” ยอมรับว่าในปัจจุบันความขัดแย้งอยู่ในระบบบน และเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่ด้วยกัน โดยที่เด็กหรือเยาวชนได้รับรู้ด้วย ดังนั้นในฐานะที่ดูแลนโยบายด้านสังคม จะเน้นการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ผ่านการปฏิรูปการศึกษา เพราะคิดว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม “ยงยุทธ” บอกว่า ขณะนี้โรงเรียนสาธิตหลายแห่งได้พยายามปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะการปลุกจิตสำนึกการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันแต่อยู่ร่วมกันได้ เช่น การส่งเสริมการจัดกิจกรรมการโต้วาทีขึ้นภายในโรงเรียนเป็นประจำ เพื่อสั่งสอนหรือบ่มเพาะให้นักเรียนได้กล้าแสดงออกและกล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันแต่ยังยอมรับหรืออยู่ร่วมกันได้ หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักเรียนต่างจังหวัด เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดความเห็น หรือสภาพแวดล้อมที่มาแตกต่างกันหรือภาษาถิ่นที่ใช้ต่างกันแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้
“อย่าลืมว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือ เป็นคนไทยด้วยกันแต่กลับไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ต่างคนต่างมีความคิดเห็นที่สุดโต่ง และพยายามเอาชนะคะคานกันให้ได้ 100% แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครจะได้หรือเสียสิ่งใดทั้ง 100% ต้องได้บ้างหรือเสียบ้างเป็นธรรมดา”
รองนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การบ่มเพาะความคิดการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างตั้งแต่เด็กๆ ในระดับอนุบาล ประถมหรือมัธยมศึกษา ถือว่าเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง และยั่งยืน และนี่ถือเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างแท้จริง เพราะถ้าคนสามารถยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ ย่อมไม่ต้องมาทะเลาะหรือฆ่ากัน นี่คือพื้นฐานในการสร้างประชาธิปไตย
ขณะเดียวกัน “ยงยุทธ” ยืนยันว่า นโยบายด้านสังคมไม่มีประชานิยม รัฐบาลนี้ไม่เน้นสงเคราะห์แจกของแน่นอน แม้จะมีบางนโยบายจากรัฐบาลที่ผ่านมา ได้ดำเนินการทิ้งไว้ เช่น กองทุนตั้งตัวได้ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีหรือกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แต่หากนโยบายใดดีจะต่อยอดและสานต่อ แต่ถ้าไม่ดีก็จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
“นโยบายกองทุนตั้งตัวได้ ในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี กำกับกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบ|นโยบายไปแล้วว่า จะให้โอกาสกับกองทุนตั้งตัวได้ ได้แสดงผลการดำเนินงานให้เห็นว่าสามารถปั้นนักธุรกิจตั้งแต่วัยเยาว์ได้ เนื่องจากผ่านการทดลองโครงการได้ไม่นาน จึงควรให้โอกาสกองทุนดังกล่าวได้ตั้งตัวก่อน”
อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการปรับนโยบายเรื่องนี้เล็กน้อย แต่ยังคงจุดใหญ่ คือ การสนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาทุกระดับที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่ดี ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อนำไปลงทุนและตั้งตัว ถือว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง แต่จำเป็นต้องเน้นหนักเรื่องการตรวจสอบการให้กู้ยืมและการใช้คืน เพื่อให้เกิดความรัดกุมไม่ก่อให้เกิดหนี้เสีย
“ในภาพรวมยอมรับได้ แม้ว่าจะให้ทุนเด็ กไปร้อยทุนจะมีเจ๊งบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่ขาดทุน ตอนนี้ทางรัฐบาลขอให้กองทุนตั้งตัวได้ ทดลองเดินไปก่อน ส่วนที่ยังสะดุดในตอนนี้เพราะได้มอบหมายให้ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาข้อกฎหมายบางอย่างอยู่”
ด้านกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี หรือกองทุนเด็กและเยาวชนนั้น “ยงยุทธ” บอกว่า แนวคิดเหมือนกัน คือ หลักการดีในการสร้างโอกาสให้กับคนเหล่านี้ ได้เข้าถึงแหล่งทุน แต่ทางรัฐบาลต้องการผลักดันนโยบายที่ใหญ่กว่านี้ คือ ต้องการส่งเสริมและยกระดับบทบาทสตรีในการเป็นผู้นำ โดยการดึง จุรี วิจิตรวาทการ ผู้นำด้านบทบาทสตรีที่มีชื่อเสียง เข้ามาร่วมเป็นที่ปรึกษาและร่วมทำงานด้านสังคม โดยจะเน้นการส่งเสริมบทบาทสตรีให้ได้รับการยอมรับในสังคม โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางการงานในระดับสูงหรือผู้บริหาร
ครูพันธุ์ใหม่สอนผ่านไอที
นโยบายด้านการศึกษา นั้น “ยงยุทธ” ระบุว่า รัฐบาลต้องเข้าไปดูแล คุณภาพหลักสูตรการเรียนการสอนโดยเฉพาะการศึกษาในระดับล่างตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา จะต้องมีการพัฒนาระดับค่าเฉลี่ยในการเรียนการสอนต้องเท่าทันกับนานาชาติ ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาจะมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการเรียนการสอนและครูในระดับล่างเป็นหลักเพื่อวางรากฐานที่ดีให้กับระบบในอนาคต โดย อีกไม่นานเมื่อมีการปฏิรูปแล้ว จะเป็นจุดเปลี่ยนการศึกษาไทย จะไม่แพ้ชาติใดแน่นอน
ทั้งนี้โดยเฉพาะบทบาทครู ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพราะครูยุคใหม่ในอนาคตไม่มีความจำเป็น หรือ ความต้องการครูจำนวนมากอย่างในปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว ในอนาคตครูต้องมีคุณภาพและศักยภาพที่สูงขึ้น เพราะยุคต่อไปคือยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ไอที ที่จะมาสอนนักเรียนแทนครู แต่ไม่ได้หมายความว่าครูไม่มีความหมายหรือทดแทนครูได้ 100% เพราะสิ่งที่ไอทีมาแทนครูไม่ได้ คือ การสั่งสอนทางจิตใจ หรือการสั่งสอนด้านคุณธรรมจริยธรรม ระบบไอทีสอนไม่ได้ ดังนั้นครูจะต้องเปลี่ยนบทบทไปเน้นการเรียนการสอนสิ่งเหล่านี้แทน
“ครูพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพต้องเป็นคนคอยแนะนำการใช้สื่อหรือไอที ที่เป็นประโยชน์แก่เด็กและเยาวชน และแน่นอนปริมาณครูในอนาคตต้องดาวน์ไซส์ ลงมา และที่สำคัญภาครัฐไม่อาจมีงบประมาณจำนวนมาก ที่จะจ้างครูที่มีอยู่มากมายอย่างในขณะนี้ได้ และปริมาณเด็กนักเรียนหรือนักศึกษาก็มีปริมาณลดน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นโรงเรียนเล็กๆหลายหมื่นแห่งทั่วประเทศในตามต่างจังหวัดต้องมีการเชื่อม หรือ ยุบรวมกัน โดยจะเน้นความมีประสิทธิภาพตามสภาพความเป็นจริงแทน”
ขณะเดียวกัน การปฏิรูปการศึกษาทางภาครัฐจะเน้นการพัฒนาหรือการนำระบบไอทีมาใช้ในด้านการศึกษาให้มากยิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่เน้นเฉพาะการแจกอุปกรณ์ไอที อย่างที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยดำเนินการ คือ แจกแท็บเล็ต เพราะการปฏิรูปการศึกษาด้านการเรียนการสอนที่แท้จริง ไม่ใช่เฉพาะแค่การแจกแท็บเล็ต หรือ ห้องเรียนอัจฉริยะ หรือ สมาร์ท คลาสรูม (Smart Classroom) หรือ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม แต่เรื่องเรื่องใหญ่มากที่สุด คือ จะมีการบรรจุองค์ความรู้การเรียนการสอนแบบใหม่ลงในคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดไดรฟ์สำหรับสำรองและเก็บข้อมูล พร้อมกับนำไปผสมผสานผ่านระบบการเรียนการสอนด้วยไอแพด แท็บเล็ต สมาร์ท คลาสรูม หรือ ทีวีดาวเทียม เป็นต้น
ดังนั้นต่อไปการทำหลักสูตรการเรียนการสอน อาจไม่จำเป็นต้อนพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ และบทบาทครูก็เช่นกัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงถึงเนื้อหาหลักสูตร การเรียนการสอน ที่สำคัญต้องมีครูที่สามารถสอน ไอทีได้ เป็นครูเชิงเทคนิคด้านไอที
อย่างไรก็ตามแม้ว่าต่อไปการเรียนการสอนผ่านตัวหนังสือบนหน้ากระดาษยังมีความสำคัญอยู่ แต่ก็ถูกลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ แม้หนังสือจะมีความสำคัญอยู่บ้าง เพราะเข้าถึงหรือหยิบอ่านได้ง่าย แต่เมื่อไอที เข้ามาก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน หลักสูตรการเรียนการสอนต่างๆ ต้องแปลงเป็นหน่วยความจำใส่ในฮาร์ดไดรฟ์ พกพาไปไหนต่อไหนได้ ดังนั้นการจัดทำหลักสูตรการศึกษาต้องเปลี่ยนแปลงซึ่งจะได้เห็นในรัฐบาลชุดนี้
คืนความสุขคนสูงอายุ
ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล 4 กระทรวง คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข “ยงยุทธ ยุทธวงศ์” ได้วางนโยบายว่ากระทรวงด้านสังคมเหล่านี้ต้องดำเนินการสร้างสังคมแห่งการเกื้อกูล ด้วยการเจาะลึกการทำงาน 2 ด้านสำคัญ คือ การดูแลผู้พิการที่มีอยู่ประมาณ 1.5 ล้านคน และผู้สูงอายุ 10 ล้านคน ซึ่งทางรัฐบาลมีความต้องการเห็นคนในสังคมช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันต่อผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า
ทั้งนี้ นโยบายดูแลผู้สูงอายุ “ยงยุทธ” บอกว่า ทางรัฐบาลโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะจัดตั้ง “กรมผู้สูงอายุ” ขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะในอนาคตสังคมไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ คนส่วนใหญ่ในสังคมจะกลายเป็นคนแก่คนชรา ดังนั้นนโยบายด้านสุขภาพจะไม่เน้นเฉพาะสร้างสุขภาวะให้ผู้สูงอายุแข็งแรงเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญ คือ การยกระดับการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ
“สิ่งสำคัญของการจัดตั้งกรมผู้สูงอายุ คือ ต้องมีการประสานนโยบายและบูรณาการทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน ที่สำคัญกรมนี้จะไม่ใช่แค่สงเคราะห์หรืออนุเคราะห์เป็นรายๆ เหมือนในอดีต เช่น ผู้สูงอายุคนใดเจ็บป่วยทางภาครัฐก็ยื่นมือเข้ามาช่วยดูแลค่ายารักษาโรค แม้ว่าประเด็นนี้จะเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้น คือ การดูแลผู้สูงอายุต้องเป็นระบบ”
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะสนับสนุนตั้งแต่การดูแลผู้สูงอายุที่อยู่กับบ้าน ผ่านการช่วยเหลือสนับสนุนด้านการออกแบบบ้านให้เหมาะสมกับ|ผู้สูงอายุ เช่น บันได ห้องน้ำ ระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยรัฐผ่านบ้านพักฟื้น โดยจะเน้นการดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือผู้สูงอายุติดเตียง เพราะความแก่ชราหรือโรคภัยไข้เจ็บที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างดี เช่น ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเรื้อรังมีแผลตามเนื้อตัว จะต้องได้รับการดูแลและป้องกัน
“เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเป็นสิ่งที่สร้างความทุกข์ให้กับลูกหลานและคนในครอบครัว ยิ่งในครอบครัวที่ยากจนย่อมเผชิญสภาวะยากลำบากกับค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุที่สูงมาก นี่คือปัญหาใหญ่ในสังคม ดังนั้นภาครัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือ”
นอกจากนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการจ้างแรงงานไปดูแลผู้สูงอายุถึงบ้าน ถือเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ถือเป็นการลงทุน หรือกระตุ้นเศรษฐกิจไปด้วยในตัว รวมถึงพัฒนาระบบให้ผู้สูงอายุดูแลกันเอง กล่าวคือผู้สูงอายุที่อายุอ่อนกว่าจะดูแลผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในอนาคตอาจจะมีการจัดตั้งโรงพยาบาลผู้สูงอายุ เพื่อการดูแลจำเพาะเจาะจง
“ยงยุทธ” อธิบายว่า เนิร์สซิ่งโฮม หรือสถานพักฟื้นผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ในภาคเอกชนค่าใช้จ่ายสูงมาก และที่สำคัญผู้สูงอายุต้องการมีสังคมเป็นของตัวเองระหว่างผู้สูงอายุด้วยกัน เป็นสังคม หรือชุมชน อย่างเช่นโครงการที่พักผู้สูงอายุ อาคารสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย แต่โครงการดังกล่าวยังเกิดขึ้นน้อยมาก ทางรัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงการดีๆ เหล่านี้ออกมาอีกเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง เพราะในอีก 20 ปีข้างหน้าสังคมไทยยังต้องเปลี่ยนแปลงและต้องปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ดังนั้นรัฐบาลจะเร่งผลักดันสิ่งเหล่านี้ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมภายใน 1 ปีนับจากนี้ไปอย่างแน่นอน
สำหรับรูปแบบและแนวคิดในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมนั้น “ยงยุทธ” บอกว่า ได้ยึดตามแบบหรือโมเดลของสถาบันเทคโนโลยีเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุในพระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระองค์ทรงให้การช่วยเหลือพสกนิกรมาอย่างยาวนาน โดยพระองค์สนพระทัยในเรื่องนี้มานานแล้ว ที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กหรือคนพิการทั้งด้านร่างกายและสมองได้เข้าถึงโอกาสที่เท่าเทียม ซึ่งรัฐบาลจะเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการผลักดันให้มีการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุ และการจัดตั้งกรมผู้สูงอายุ
“หน้าที่หลักภายหลังจัดตั้งสถาบันดังกล่าว คือ การต่อยอดและบูรณาการความรู้ความก้าวหน้าด้านการช่วยเหลือคนพิการหรือคนด้อยโอกาส ด้วยการใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือ เป้าหมายสำคัญ คือ ไม่ใช่ให้ความช่วยเหลือคนพิการแบบสงเคราะห์ หรือการอนุเคราะห์ด้วยการแจกเครื่องมือ เช่น รถเข็น ไม้เท้า หรือขาเทียม เพื่อในการดำรงชีวิตอยู่ได้เท่านั้น แต่ในการทำงานของรัฐบาลครั้งนี้จะมีการพัฒนาไปอีกระดับ ด้วยการพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ที่จะเข้ามาช่วยเหลือคนพิการได้ครบวงจร อาทิ การพัฒนาขาเทียมด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง โดยตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบการผลิตให้มีต้นทุนราคาต่ำ แต่ไม่ได้มีไว้จำหน่ายหรือแสวงหากำไร
“แม้ว่าเทคโนโลยีขาเทียมของเรายังไม่ทันสมัยเทียบเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป อย่างที่ขาเทียมที่นายออสการ์ เลนเนิร์ด คาร์ล พิสโตริอุส เป็นนักวิ่งในกีฬาพาราลิมปิก ชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งรู้จักกันในฐานะ ‘เบลดรันเนอร์’ เป็นนักวิ่งขาเหล็กใช้แข่งขันกีฬาก็ตาม เพราะนั่นเป็นขาเทียมระดับสุดยอดเทคโนโลยี แต่องค์กรที่จะตั้งขึ้นนี้คงไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลิตขาเทียมแจก แต่ต้องการให้เป็นต้นทางหรือต้นแบบในการผลิตวัสดุอุปกรณ์ของคนพิการแจกจ่ายไปทั่วประเทศ ด้วยการใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยอันทันสมัยเท่านั้น ที่สำคัญต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนเป็นช่องทางในการกระจายนวัตกรรมเหล่านี้ให้ไปถึงมือคนพิการ”
นอกจากนี้ สถาบันดังกล่าวยังจะช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาที่สามารถจะได้รับฟังเสียง แม้ไม่สามารถมองเห็นได้ หรือให้คนที่ประสบปัญหาทางสมองในการรับรู้ความเข้าใจ โดยจะมีระบบง่ายๆ ที่จะช่วยพัฒนาการทางสมอง ด้วยความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์โปรแกรม ทางรัฐบาลเตรียมจะสนับสนุนการสร้างสังคมรักการอ่าน โดยเฉพาะกับคนพิการที่จะให้การดูแลเรื่องการเข้าถึงความรู้ ด้วยการสนับสนุนการพัฒนาสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Publication ) หรือเรียกสั้นๆ ว่า อีพับ (EPUB) ขึ้นเพื่อให้เป็นอีกหนึ่งมาตรฐานของการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ที่แม้แต่ผู้พิการทางสายตาก็สามารถเข้าถึงได้ และเป็นมาตรฐานที่ไม่มีลิขสิทธิ์
ด้านแนวทางในการดูแลผู้ด้อยโอกาสทางสังคมนั้น “ยงยุทธ” บอกว่า รัฐบาลจะเน้นเป็นพิเศษ โดยขอให้ทุกภาคส่วนปรับทัศนคติใหม่เกี่ยวกับคนด้อยโอกาส คือทุกๆ คนเท่าเทียมกัน จึงอยากให้มีการปรับทัศนคติใหม่ด้วยการนำแนวคิด Universal Design หรือการออกแบบเพื่อมวลชน ถือเป็นการสร้างความเท่าเทียมระหว่างคนพิการและคนปกติ ซึ่งเพิ่งได้เรียนรู้ว่า บางสิ่งบางอย่างที่ทำลงไปให้กับคนพิการบางครั้งอาจทำให้รู้สึกแปลกแยกได้ แต่หากทำให้ทุกคนทั้งคนปกติหรือคนพิการสามารถใช้ร่วมกันได้ย่อมจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน







