
หน้าตักไทยตีบตันเร่งปั๊มก่อนศก.จ่อปากเหว
หากทำตามที่คาดหวังได้จริงจะเป็นการโชว์ฝีมือลบคำปรามาสว่ารัฐบาลเด็กอ่อนหัด เป็นการโกยคะแนนเสียงและโชว์ฝีมือก่อนเปิดศักราชการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า...
หากทำตามที่คาดหวังได้จริงจะเป็นการโชว์ฝีมือลบคำปรามาสว่ารัฐบาลเด็กอ่อนหัด เป็นการโกยคะแนนเสียงและโชว์ฝีมือก่อนเปิดศักราชการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า...
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ต้องถือว่า ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสแรกปี 2553 ที่ขยายตัวได้สูงปรี๊ดถึง 12% ต่อปี อาจถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ไม่มากก็น้อย
เพราะหากมองย้อนหลังไปในช่วง 1 ปี ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งนายกรณ์ จาติกวณิช ขึ้นเป็น รมว.คลังนั้น ไม่เคยมีใครคิดว่าจะไปได้ถึงเพียงนี้
ทั้งสองคนกลับโดนปรามาสว่า เป็น “เด็กน้อย 2 คน”
ไม่มีใครคาดว่า เด็ก 2 คน จะนำพาเศรษฐกิจไทยฝ่าคลื่นลมมรสุมทางการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจโลกมาได้ไกลถึงขนาดนี้
ไตรมาสแรกปี 2552 ที่เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศในตอนนั้นเจอมรสุมรุมเร้าหนัก การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยติดลบถึง 7.1% แต่วันนี้ล่าสุดไตรมาสแรกปี 2553 เศรษฐกิจขยายตัว 12% ต่อปี
เสมือนดึงเอาคนป่วยที่ตกอยู่ก้นเหวให้ขึ้นมายืนสูดอากาศอยู่บนยอดเขา สูดเอาโอโซนเข้าปอดไปเต็มๆ
รัฐบาลพาเศรษฐกิจถึงจุดนี้ได้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากมาตรการระยะสั้นด้วยการตั้งงบกลางปี 1 แสนล้านบาท
การแอ่นอกตั้งรับคมหอกปลายดาบจากการกู้เงินมาตั้งงบไทยเข้มแข็ง 1.43 ล้านล้านบาท
ผสมผสานกับเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นกว่าที่คาด ทำให้ประเทศไทยตุนการขยายตัวเศรษฐกิจไว้ในมือจำนวนหนึ่งแม้ว่าจะเจอมรสุมม็อบ จึงทำให้รัฐบาลและหน่วยงานเศรษฐกิจประเมินว่าไม่ว่าอย่างไรปีนี้ทั้งปีต้องทำให้ขยายตัวให้ได้ 4-5%
แต่เส้นทางของรัฐบาลนี้และชะตาเศรษฐกิจที่กัดกินคนไทยทุกคนนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ปฏิบัติการการชุมนุมของมวลชนคนเสื้อแดงตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. 2553 กินเวลาล่วงเลยถึงกลางเดือน พ.ค. 2553 กว่า 2 เดือนเต็ม กลายเป็นปัจจัยลบเขย่าขวัญเศรษฐกิจไทย ที่ยืนอยู่บนยอดเขาให้ตกกลับมาอยู่ปากเหวอีกครั้ง
อาการตกใจแล้วเผาเมืองนั้นรุนแรงกว่าที่คาด ปฏิบัติการยิงกันสนั่นใจกลางเมืองจนคนตายเกือบร้อย บาดเจ็บอีกเป็นพันคน ระเบิดเอ็ม 79 ที่ใช้ยิงกันในชายแดนกลับเกลื่อนทั้งเมืองหลวง
ใจของคนในชาติได้เพาะเชื้อแห่งการเกลียดชังแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นมะเร็งร้ายที่ทำลายคนไทยทั้งชาติให้พังครืนลงมา
แม้แต่นายกรณ์ ออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจไทยที่เหลืออีก 3 ไตรมาสของปี มีแนวโน้มขยายตัวที่ลดลงจากผลกระทบของม็อบแดงที่เผาเมือง กระทบความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ทำให้รายได้จากการทำการค้าขายของประชาชนหายวูบ
ที่สำคัญกระทบการท่องเที่ยวอย่างหนัก เพราะต่างประเทศที่พร้อมนำเงินมาจับจ่ายใช้สอยทำให้เกิดการจ้างงานในเมืองไทยนั้นเกิดความกลัว ยกเลิกการเดินทางมาเที่ยวไทยกันนับไม่ถ้วน
ขณะที่การค้าการขายในเมืองก็ชอร์ตเอาดื้อๆ จนส่งผลกระทบในวงกว้างกับผู้ประกอบการประชาชนทั้งรายใหญ่จนไปถึงรากหญ้า
ขณะที่นักวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็กำลังกุมขมับ แม้จะดีใจกับตัวเลขที่ดีขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี
แต่เมื่อติดตามตัวเลขดัชนีต่างๆ ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ไปจะเห็นแววว่า อ่อนตัวลงและมีแนวโน้มจะเผชิญกับภาวะสาละวันเตี้ยลงจากผลกระทบของม็อบแดง
เฉพาะการบริโภคก็หัวทิ่ม ไม่ต้องมองถึงการลงทุนภาคเอกชนที่ควานหาแทบไม่เจอ
หากเป็นเช่นนี้ โดยดูแลไม่ดี เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีมีสิทธิขยายตัวติดลบเขย่าขวัญเศรษฐกิจประเทศอีกครั้ง
โดยดัชนีทางเศรษฐกิจเดือน เม.ย. 2553 ที่เป็นเดือนที่ได้รับผลกระทบจากม็อบเสื้อแดงไปเต็มๆ ออกอาการเห็นชัดว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มดิ่งหัวกลับ
เพราะการขยายตัวเศรษฐกิจในเดือน เม.ย. 2553 เป็นการขยายตัวที่เริ่มชะลอตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า เห็นได้จากการบริโภคเอกชนที่เคยขยายตัวอย่างต่อเนื่องถึง 21% แต่เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้ากลับพบว่าขยายตัวลดลงถึง 3.2%
หันมาดูการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดีถึง 39.4% แต่เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าก็ลดลง 4%
ด้านการเบิกจ่ายใช้เงินของรัฐบาล ก็แค่ทำได้ตามเป้าเพราะในห้วงม็อบคนเสื้อแดงนั้น กำลังของการเมืองในฝ่ายรัฐบาลง่อนแง่นที่สุด กลไกทางการเมืองแทบเป็นง่อย
โชคดีที่การส่งออกยังแข็งแกร่ง มูลค่าการส่งออกในเดือน เม.ย. 2553 ขยายตัว 35.2% ทั้งที่ในแเง่ของปริมาณพบว่าการส่งออกขยายตัวลดลง 0.5% แต่ด้านราคาที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้การส่งออกของไทยยังขยายตัวได้ดี
แต่ที่น่าหนักใจกว่านั้น อยู่ที่การประเมินของ สศค. ว่า การชุมนุมของม็อบคนเสื้อแดงตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจหายไปถึง 1.45 แสนล้านบาท จำนวนเงินดังกล่าวนั้นส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มว่าจะลดลงถึง 1.1%
ความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1.45 แสนล้านบาท แยกเป็นการท่องเที่ยวในไตรมาส 2 จะลดลง 20% และจะใช้เวลาอีก 5 เดือน นับจากเดือน พ.ค. เพื่อฟื้นตัว ทำให้มูลค่าการท่องเที่ยวหายไป 5.2 หมื่นล้านบาท
เม็ดเงินจำนวน 5.2 หมื่นล้านบาท ที่หดหายไปนั้น ถือว่ามากมายมหาศาลจนชาวบ้านเดินดินอย่างเราจะประเมินค่าได้
เพราะหากเงิน 5.2 หมื่นล้านบาทยังอยู่และเกิดการทำมาหาได้จนนำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยในระบบเพียงแค่ 4 รอบ หรือ 4 ครั้ง ซื้อ-ขาย ซื้อ-ขาย แค่นี้ปริมาณเงินในระบบจะหมุนใช้จ่ายกันถึง 2.8 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ยังทำให้การบริโภคเอกชนภายในประเทศหายไป 3.3 หมื่นล้านบาท และทำให้การลงทุนในไตรมาส 2 จะได้ผลกระทบลดลง 10% และไตรมาส 3 ลดลงอีก 5% ทำให้มูลค่าหายไป 6 หมื่นล้านบาท
จากข้อมูลดังกล่าวนั้น ฟ้องชัดเจนว่า ผลกระทบของม็อบเสื้อแดงไม่ได้กระทบเศรษฐกิจแค่ไตรมาส 2 ของปีนี้เท่านั้น
แต่ยังลากผลกระทบยาวไปถึงไตรมาส 3 ของปีนี้อีกด้วย
เรียกได้ว่า กว่าเศรษฐกิจไทยจะหวนกลับมาเป็นปกติได้ก็ต้องลุ้นกันยาวถึงไตรมาส 4 ของปีนี้
หน้าตักที่รัฐบาลนี้มีอยู่นั้นจำกัดจำเขี่ยเสียเหลือเกิน เมื่อเทียบกับการทรุดตัวของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากควันไฟการเมืองในใจกลางเมืองที่กัดกินคนไทยมาอย่างหนัก
รัฐบาลดูเหมือนจะเห็นตัวเลขที่อยู่ในมือจึงรับรู้อยู่เต็มอกว่า อยู่เฉยๆไม่ได้
จำเป็นต้องอัดฉีดเม็ดเงินต่างๆ จากทุกสารทิศเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด เหมือนกับตอนใช้งบกลางปี 2552 ที่ผ่านมา จึงเห็นว่ารัฐบาลเร่งเดินหน้าแจกเงินช่วยเหลือที่ถูกเผาหมดตัวรายละ 5 หมื่นบาท เพื่อให้ไปทำทุนกลับมาค้าขายอีกครั้ง
การให้เงินทุนหมุนเวียนผ่านสินเชื่อของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) 5,000 ล้านบาท ซึ่งพร้อมจะขยายวงเงินเป็น 1 หมื่นล้านบาท หากมีผู้ได้รับผลกระทบเข้ามาขอสินเชื่อจำนวนมาก
นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างรวบรวมผู้ที่ได้รับความเสียหายรายใหญ่ รายกลาง รายย่อย เพื่อที่จะออกมาตรการเสริมออกมาอีกหลายระลอก เพื่อปั๊มชีวิตผู้ได้รับความเสียหายให้กลับมายืนกู้เศรษฐกิจได้อีกครั้ง
เป็นการเรียกทั้ง “ผลงานและคะแนนทางการเมือง”
ในด้านการท่องเที่ยว กระทรวงการคลังเร่งมาตรการภาษีออกมาฟื้นการท่องเที่ยว ระหว่างที่ยังซบจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ยังขวัญผวาไม่กล้ากลับมาเที่ยว โดยจะชูไทยเที่ยวไทย ให้ประชาชนที่ไปเที่ยวในไทยนำค่าที่พักโรงแรมมาหักลดหย่อนภาษีได้
ในเบื้องต้นคลังอยู่ระหว่างการเจรจากับกรมสรรพากรให้หักได้รายละ 1.5-2 หมื่นบาทต่อปี
เป็นการยอมเสียเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่จะได้คืนจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากที่คนไปใช้จ่ายท่องเที่ยว
ทั้งหมดเป็นมาตรการเฉพาะหน้า ที่เลี้ยงไข้คนไทยทุกคนไม่ให้ทรุดหนัก
รัฐบาลยังมองไกลไปถึงพยายามกดให้การใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่วันนี้ยังคงไว้ที่ 1.25% ต่อปี ยังลากยาวต่อไป
เพื่อใช้นโยบายดอกเบี้ยแบบผ่อนคลายที่ระดับ 1.25% ซึ่งส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบธนาคารพาณิชย์ยังไม่ขยับขึ้นไปอีกระยะหนึ่งอย่างน้อยก็ถึงไตรมาส 3 มาเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีอีกแรง
มาตรการนี้ถือเป็นอาวุธลับที่เป็นไม้เด็ดในการพยุงชีวิตคนไทยไม่ให้จมน้ำมากกว่านี้
เมื่อประสานกับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และงบลงทุนไทยเข้มแข็ง ที่คลังจี้ติดมาตลอดอาจทำให้คนไทยได้หายใจโล่งอกกันได้ในปลายปี การที่ต้องรีดมาตรการหมดหน้าตักของรัฐบาล สารพัดมาตรการทั้งสั้นยาว เพราะเป้าหมายเดิมพันของรัฐบาลสูงจริงๆ
นอกจากทำให้เศรษฐกิจเป็นบวกทุกไตรมาสแล้ว ยังต้องการให้ทั้งปีเศรษฐกิจโตได้ 5-6% สูงกว่าที่ประมาณการไว้เดิม 4-5%
หากทำตามที่คาดหวังได้จริงจะเป็นการโชว์ฝีมือลบคำปรามาสว่ารัฐบาลเด็กอ่อนหัด เป็นการโกยคะแนนเสียงและโชว์ฝีมือก่อนเปิดศักราชการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า...
แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ตัวใครตัวมัน...







