
มาตราการฉีดเงินรากหญ้าแค่พยุงเศรษฐกิจ
หลังจากรัฐบาลประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเน้นให้ใช้เงินไปสร้างงานและจ่ายเงินปัจจัยการผลิตให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท มาตรการนี้ถูกมองว่าไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
หลังจากรัฐบาลประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเน้นให้ใช้เงินไปสร้างงานและจ่ายเงินปัจจัยการผลิตให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท มาตรการนี้ถูกมองว่าไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 3 เดือนสุดท้ายที่ประกาศออกมาถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการดูแลเศรษฐกิจ หลังจากที่ชะงักมานาน 78 เดือน และเห็นด้วยที่กระจายเงินไปในหลายภาคเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงแค่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น
ทั้งนี้ มาตรการสร้างรายได้จะช่วยทำให้การบริโภคภาคประชาชนฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยเฉพาะการช่วยเหลือเกษตรกรที่จะทำให้กำลังซื้อมีเพิ่มขึ้น เกิดเป็นเงินหมุนเวียนในระบบและอีกด้านที่ควรกระตุ้นด้วยก็คือ ด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองจนซบเซา หากฟื้นตัวขึ้นมาจะเกิดประโยชน์อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม การบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้าย คงจะเป็นสินค้าที่ไม่คงทนมากกว่า ส่วนสินค้าคงทนประเภทบ้าน หรือรถยนต์ จะยังนิ่งไปอีกระยะจนกว่าจะฟื้นตัวกลับมา คาดว่าจะอยู่ในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการปาฐกถา “นโยบายการเงิน การคลัง เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสั่งให้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 คงจะไม่ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปีนี้ดีขึ้น แต่การมีมาตรการก็ช่วยลดความเสี่ยงระยะสั้นช่วยให้การเติบโตปีนี้ที่เสี่ยงโตต่ำกว่า 1.5% ลดลง แต่คงไม่ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจปีนี้โตเกิน 1.5% ไปได้
สำหรับเม็ดเงิน 5.5 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลจะเอามาใช้มันไม่น่าจะไปส่งผลในปีนี้ เพราะเม็ดเงินมันน้อย แต่ถ้ามาตรการนี้ส่งผลให้ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเอกชนดีขึ้น และมีการใช้จ่ายตามภาครัฐ ผลมันก็จะไปช่วยให้ปีหน้าโตได้ดีขึ้น ตามคาดที่ ธปท.มองไว้ว่าจะเติบโตที่ 4.8% มันชัดเจนมากขึ้น แต่หากเฉพาะเม็ดเงินที่รัฐใช้จ่ายออกมาเพียวๆ คงไม่มีผลต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) นี้ เพราะเงินมันน้อย ส่วนเงินช่วยชาวนา 4 หมื่นล้านบาท จะมีผลกระตุ้นการอุปโภคบริโภคให้ขยายตัวเพิ่มหรือไม่ ในส่วนการบริโภคสินค้าไม่คงทนขณะนี้ ธปท.เห็นแนวโน้มดีขึ้นแล้ว ส่วนจะช่วยส่วนอื่นๆ ให้มีการใช้จ่ายลงทุนเอกชนดีด้วยเป็นตัวทวีเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้นต้องติดตามดู
“มาตรการที่รัฐบาลทำจะช่วยเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน จะส่งผ่านไปหาภาคเอกชนได้แค่ไหน เป็นตัวสร้างความเชื่อมั่นให้มีตัวทวีมากขึ้นในเศรษฐกิจแค่ไหน เที่ยวนี้ต้องดู เพราะปัจจุบันสัดส่วนภาคเอกชนมากกว่าการใช้จ่ายภาครัฐ และอีกอย่างการช่วยชาวนาก็มีการใช้เม็ดเงินที่กำหนดเพดาน และเป็นมาตรการระยะสั้นใช้เม็ดเงินชัดเจน 4 หมื่นล้านบาท และช่วยครัวเรือนเล็ก 4.8 ล้านครัวเรือน ที่มีที่นาต่ำกว่า 15 ไร่นั้น มองในแง่สั้นๆ ก็มีข้อดีของมันอยู่” ประสาร กล่าว
สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือชาวนาจ่ายไร่ละ 1,000 บาท ก็ถือว่าเป็นโครงการประชานิยมแต่ก็มีประชานิยมที่น้อยกว่าโครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งนี้โครงการให้เงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ใช้เงินงบประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ถือว่าเหมาะสมดีแล้ว และใช้งบประมาณน้อยกว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลของรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาก
ส่วนมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินก็เป็นเพียงจุดสตาร์ทของเศรษฐกิจเท่านั้น คงไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้กระเตื้องได้มากนัก เนื่องจากการส่งออกไม่ดีและในปีหน้าคงจะเห็นรัฐบาลมีมาตรการอื่นๆ มาเสริมอีก รวมทั้งจะต้องมีมาตรการระยะกลางและยาวออกมาอีก







