posttoday
ดอลลาร์แข็งโป๊ก!หวั่นมะกัน-ศก.เกิดใหม่ยับ

ดอลลาร์แข็งโป๊ก!หวั่นมะกัน-ศก.เกิดใหม่ยับ

02 ตุลาคม 2557

ตลาดเงินทั่วโลกต้องสะเทือนครั้งใหญ่ หลังค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นสูงสุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินปี 2008

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ตลาดเงินทั่วโลกต้องสะเทือนครั้งใหญ่ หลังค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นสูงสุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 โดยทะยานอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงราว 7% เลยทีเดียว

พร้อมกันนี้ สกุลเงินประจำเมืองลุงแซมยังทำสถิติแข็งค่าใหม่ที่อัตราแลกเปลี่ยน 110 เยน/เหรียญสหรัฐเป็นที่เรียบร้อย แล้วยังปรับตัวขึ้นอยู่ที่ 1.2667 เหรียญสหรัฐ/ยูโรด้วย เช่นกัน นับว่าแข็งค่าที่สุดตั้งแต่เดือน พ.ย. 2012

สภาพดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวได้ดี สะท้อนได้จากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่ขยายตัวถึง 4.8% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดจากการที่ธนาคารสหรัฐ (เฟด) กล่าวเป็นนัยว่า อาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้อีกด้วย

กรณีดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนต้องการถือครองสกุลเงินเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น จนผลักดันให้เงินแข็งค่าขึ้นในที่สุด นอกจากนี้ตลาดหุ้นสหรัฐที่ยังผลงานดี โดยเฉพาะดาวโจนส์ที่ทะยานทะลุหลัก 17,000 จุด ไปแล้ว กลายเป็นแรงดึงดูดให้นักลงทุนอยากเข้าตลาดวอลสตรีทเช่นกัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังเกิดขึ้นจาก การหยุดใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของเฟด ทำให้เงินเหรียญสหรัฐที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดโลกมีน้อยลงจนแข็งค่าขึ้น ซึ่งมีขึ้นพอดีกับการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของธนาคารยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ส่งผลให้ปริมาณเงินเยนและยูโรหมุนเวียนในตลาดเพิ่มขึ้นจนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐนั่นเอง

ทั้งปัจจัยที่เกิดจากเศรษฐกิจภายในของสหรัฐและการกระตุ้นเศรษฐกิจของอีซีบีและบีโอเจ จึงไม่แปลกที่สกุลเงินประจำเมืองลุงแซมจะแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 7 ปี

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐนับว่าไม่ใช่สัญญาณที่ดีนัก ไม่ว่าจะเป็นต่อเศรษฐกิจสหรัฐเอง หรือต่อเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ก็ตาม

สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ กรณีเงินแข็งค่าจะกดดันให้สินค้านำเข้าราคาต่ำลง ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่ถูกลงด้วยสำหรับธุรกิจเมืองลุงแซม และสัดส่วนการบริโภคภายในของชาวสหรัฐจะสูงจากสินค้าที่ราคาต่ำลงเช่นกัน

อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวนับว่าไม่ส่งผลดีเลยต่อภาคการส่งออกของสหรัฐ เพราะในทางกลับกันผลิตภัณฑ์ส่งออกของสหรัฐจะมีราคาสูงขึ้นจนสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก และยังส่งผลเสียต่อบริษัทสหรัฐที่ออกไปตั้งกิจการในต่างแดน ที่จะส่งผลกำไรกลับสู่สหรัฐได้น้อยลงนั่นเอง

ทางธนาคารกลางสหรัฐค่อนข้างกังวลต่อการแข็งค่าของสกุลเงินประจำชาติไม่น้อยทีเดียว ยืนยันได้จากเสียงสะท้อนของ วิลเลียม ซี ดัดลีย์ ผู้ว่าการเฟดสาขานิวยอร์ก ที่ระบุว่า การแข็งค่ามากเกินไปของค่าเงินเหรียญสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวม

นอกจากนี้ ดัดลีย์ ยังระบุด้วยว่า ค่าเงินแข็งที่แข็งเกินไปยังขวางทางการทำงานของเฟดที่ตั้งเป้าในการกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2% และจะส่งผลให้เป้าหมายในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต้องล่าช้าออกไปอีก จนเศรษฐกิจเกิดความผันผวนจากภาวะที่นักลงทุนหันไปลงทุนในต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

มิหนำซ้ำการยื้อคงดอกเบี้ยต่อไป ขณะที่สภาพคล่องในตลาดลดลงจากการยุติการใช้คิวอีย่อมทำให้ภาคการเงินมะกันขาดสภาพคล่องไปด้วย และกระทบต่อการปล่อยกู้ และต่อเนื่องจนถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด

เพราะฉะนั้น การแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินประจำเมืองลุงแซมย่อมไม่ส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังฟื้นไข้อย่างแน่นอน

สำหรับบรรดา ชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทั้งหลายที่ต้องพึ่งพาการส่งออก การแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ จะส่งผลดีไม่น้อยต่อการเสริมความแข็งแกร่งให้กับศักยภาพการส่งออก เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐสามารถแลกเป็นสกุลเงินท้องถิ่นได้มากขึ้น ซึ่งหมายถึงการซื้อสินค้าได้มากขึ้นเช่นกัน

ความสำคัญของค่าเงินต่อการส่งออก สะท้อนได้จากช่วงที่ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยก่อนการทำข้อตกลง พลาซาร์ (พลาซาร์ แอคคอร์ด) แดนซามูไรอาศัยประโยชน์จากค่าเงินเยนที่อ่อนถึง 360 เยน/เหรียญสหรัฐ เป็นตัวเสริมศักยภาพในการส่งออกสินค้าไปยังเมืองลุงแซม จนสามารถพัฒนาสู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ในที่สุด

ขณะที่สภาพเงินเยนที่อ่อนค่าในปัจจุบัน ทำให้ความมั่นใจของธุรกิจภาคการผลิตที่เน้นการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยดัชนีของผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจประจำไตรมาส (ทังคัง) ของธนาคารกลางญี่ปุ่นประจำไตรมาส 3 ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ 13 จุด จากเดิมในเดือน มิ.ย. ที่ 12 จุด

ในทางกลับกัน การอ่อนค่าของสกุลเงินท้องถิ่นจะทำให้สินค้านำเข้าราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่จำเป็นต่อปัจจัยการผลิต เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และท้ายที่สุดจะผลักดันให้ต้นทุนการผลิตในตลาดเกิดใหม่สูงตามไปด้วยจนสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันในที่สุด ซึ่งชาติตลาดใหม่ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดน่าจะเป็นชาติที่เน้นภาคการผลิตเพื่อส่งออกในเอเชียนั่นเอง

ถึงกระนั้น ปัญหาที่กล่าวมาจะกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อเทียบกับปัญหาที่การแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินเหรียญสหรัฐจะส่งผลให้หนี้ในเอเชียขยายตัวอย่างฉับพลัน

เป็นที่ทราบกันดีกว่า หลังจากช่วงวิกฤตปี 2008 ภาคธุรกิจในเอเชียจังหวะดอกเบี้ยต่ำ กู้เงินจากตะวันตกในปริมาณมหาศาล ถึงแม้ตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจฝั่งเอเชียจะขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่ก็อยู่บนพื้นฐานของกองหนี้จำนวนมหาศาลเช่นกัน

ยืนยันได้จากการประเมินของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ซึ่งเปิดเผยให้เห็นว่า ภาพรวมหนี้เอกชนนอกภาคการเงินของเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ระดับ 24.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2013 ซึ่งแซงหน้าหนี้ภาคเอกชนในอเมริกาเหนือและยุโรปที่ 14.1 และ 11.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ

การแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินเหรียญสหรัฐย่อมทำให้ภาคเอกชนในเอเชียมีความสามารถในการชำระหนี้ได้น้อยลง เพราะต้องใช้สกุลเงินท้องถิ่นจำนวนมากขึ้นในการแลกเป็นเงินเหรียญสหรัฐ และด้วยปริมาณหนี้มหาศาล ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ในที่สุด

ดังนั้น แม้ขณะนี้หลายฝ่ายจะมีทัศนะที่ดีต่อการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ ทว่าในระยะยาวผลกระทบในแง่ลบกลับทวีความรุนแรงไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีสภาพเศรษฐกิจพึ่งพิงตลาดโลกอยู่มากและมีสัดส่วนหนี้ในอัตราที่สูง

ถึงเวลาแล้วที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนพายุร้ายจะโหมกระหน่ำ

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย