
บิ๊กตู่เดิมพันแก้ศก.เหลว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ระบุชัดว่า พร้อมรับผิดชอบหรือไม่หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลล้มเหลว โดยที่เศรษฐกิจไม่โตตามเป้าที่คาดไว้ 2%
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ระบุชัดว่า พร้อมรับผิดชอบหรือไม่หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลล้มเหลว โดยที่เศรษฐกิจไม่โตตามเป้าที่คาดไว้ 2%
ทั้งนี้ ในระหว่างแถลงข่าวหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ที่ถามว่า หากเศรษฐกิจไม่โตตามเป้าจะถือเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ตอบยาก แต่รัฐบาลนี้มาแก้ปัญหาให้เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำ แต่ต้องไปดูด้วยว่าปัญหาเหล่านี้สะสมมานานแค่ไหน และในอดีตแก้ปัญหามาอย่างไร วันนี้มาแก้ปัญหาอีกวิธีการหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนแต่ต้องใช้เวลา
“ถ้าจะเป็นความผิดของเราก็แล้วแต่สังคม ถ้าอยากจะเป็นแบบเดิมก็เอา ผมคิดว่าอย่าเอามาเป็นสิ่งที่ว่าไม่เรียบร้อย ไม่ดีแล้วเอามาโทษ มาหาว่าเราไม่ดี ใช่ ผมรับผิดชอบ เพราะผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ถ้าเราทำได้เร็วก็จบ ถ้าทำไม่ได้เร็วก็ว่ากันต่อไป ผมไม่รู้” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ออกตัวว่า จีดีพีจะโตขึ้นหรือไม่มีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการส่งออก การใช้จ่ายในประเทศ รายได้ของคนในประเทศ ทั้งหมดคือตัวหารเฉลี่ยทั้งหมด ไม่ใช่สั่งวันนี้พรุ่งนี้เกิด พรุ่งนี้จะดีไม่ได้ แต่เป็นการประเมินว่าน่าจะดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่เคยได้ทำกัน
นายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า คาดการณ์ไม่ได้ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้จะทำให้จีดีพีโตหรือไม่ แต่ทำเร็วที่สุดแล้วและเต็มที่แล้ว ส่วนเรื่องการทุจริตได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการมอบให้รองนายกฯ รับผิดชอบเป็นเขตเป็นจังหวัด และจะมีคณะกรรมการไปสุ่มตรวจโครงการที่ลงทุนว่ามีทุจริตตรงไหนจะลงโทษทันที
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ครม.เห็นชอบนั้นภาพรวมมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่และที่ค้างอยู่มาใช้เร่งด่วน
ทั้งนี้ ได้แยกประเภทออกดังนี้ 1.การเร่งซ่อมแซมทุกกระทรวง ทบวง กรม และนำไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ จ้างงาน เพื่อให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น มีเม็ดเงินหมุนเวียนขึ้น
2.การดูแลเกษตรกรที่มีรายได้น้อย เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ในอนาคต เช่น กลุ่มชาวนา รวมถึงอีกหลายกลุ่มที่เดือดร้อน
สำหรับวิธีการนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำว่า จะทยอยแก้ทีละกลุ่มให้เม็ดเงินเหล่านี้ลงไปสู่ประชาชน ซึ่งการขับเคลื่อนจะแบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ 1.งบประมาณปี 2558 หรืองบปี 2557 ที่ค้างอยู่แต่ยังไม่ดำเนินการ 2.ให้กระทรวงการคลังไปเก็บภาษีเพิ่มอีก







