
หาช่องไม่เปิดทรัพย์สิน"รัฐบาล-สนช."สะเทือน
กรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 28 คน นำโดย พล.อ.นพดล อินทปัญญา หรือบิ๊กกี่
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 28 คน นำโดย พล.อ.นพดล อินทปัญญา หรือบิ๊กกี่ นายทหารคนสนิท พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไปยื่นเรื่องให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อไม่แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาล และ สนช.อย่างมาก
ทั้งนี้ เนื่องจากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้นทางสำคัญของการตรวจสอบความโปร่งใส ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันการทุจริตของผู้ที่จะเข้ามามีอำนาจทางการเมือง แต่ทว่าการกระทำของกลุ่ม สนช.ดังกล่าว สวนทางกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ คสช.ที่ได้ประกาศปราบปรามให้สิ้นซากเพื่อปูทางไปสู่การปฏิรูปประเทศ
ปรากฏการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและ คสช.ลดลง เพราะต้องไม่ลืมว่า 28 สนช.ที่ตัดสินใจท้าทายระบบการตรวจสอบถ่วงดุลนั้นล้วนแต่เป็นคนใกล้ตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มเตรียมทหารรุ่น 6 ร่วมรุ่นกับ พล.อ.ประวิตร อาทิ พล.อ.นพดล ที่ปรึกษา คสช. พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ อดีตเสนาธิการทหารบก พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ อดีต สว.สรรหา
นอกจากนี้ ยังมีเตรียมทหารรุ่น 12 เพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ อย่าง พล.อ.วิลาศ อรุณศรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.อ.ยุวนัฎ สุริยกุล ณ อยุธยา อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก หรือ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ อดีต ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก
ขณะเดียวกัน ยังมี พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ อดีต ผบ.สส. เตรียมทหารรุ่น 10 ร่วมรุ่นกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย หนึ่งในทีมที่ปรึกษา คสช. พล.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชาย พล.อ.ประวิตร และ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 25 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท
แม้ความเคลื่อนไหวของ 28 สนช.ที่เกิดขึ้น อาจไม่ส่งผลกระเทือนหรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อรัฐบาลโดยตรงในเร็ววันนี้ แต่ในระยะยาวซึ่งรัฐบาลกำลังจะบริหารประเทศให้เป็นไปตามพิมพ์เขียวที่ตัวเองตั้งไว้อาจมีปัญหาในเรื่องการสร้างความยอมรับ เพราะห้ามลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อที่ประชุม สนช.เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาด้วยตัวเอง ว่ารัฐบาลจะทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
“รัฐบาลขอสัญญาว่าจะใช้ความวิริยะ อุตสาหะ ความอดทนอดกลั้น ความรู้ความสามารถ และความซื่อสัตย์สุจริตฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคทั้งปวงให้สมกับความไว้วางใจและเวลา ที่รัฐบาลได้รับจากท่านอย่างเต็มกำลังความสามารถ
หากจะขอเพิ่มจากท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและพี่น้องประชาชนทั้งหลายในบัดนี้ก็คือ ความร่วมมือ ร่วมใจ ร่วมคิด และร่วมทำ เพื่อว่าประเทศของเราจะได้ความสงบร่มเย็นเป็นสุขอยู่ในสภาพที่งดงามกลับคืนมาโดยเร็ว และก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงดังที่เราทั้งหลายจะได้ช่วยกันออกแบบปฏิรูปต่อไป” คำแถลงนโยบายต่อ สนช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 12 ก.ย.
ไม่ต่างอะไรกับ สนช.ที่เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติตรากฎหมาย ซึ่งการผลิตกฎหมายของ สนช.ในภาวะพิเศษเช่นนี้จะมีส่วนสำคัญต่อการปฏิรูปประเทศในอนาคต โดยเฉพาะการออกกฎหมายเพื่อเสริมสร้างการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่หาก สนช.กลับไม่ยอมรับกระบวนการการถูกตรวจสอบเสียเองผ่านการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน จะเป็นไปได้อย่างไรที่กฎหมายการปราบการทุจริตที่จะออกมาบังคับใช้จะได้รับการยอมรับสนช.และรัฐบาลชุดนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ สนช.จะไม่ได้มาจากการเลือกโดยฉันทามติของประชาชน แต่ก็ย่อมไม่สามารถอาศัยเหตุนี้ปฏิเสธการเข้ารับการตรวจสอบจากประชาชนหรือองค์กรต่างๆ ได้ ในทางกลับกัน ยิ่งถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากประชาชน ยินดีและพร้อมกับการตรวจสอบมากเท่าไหร ก็ย่อมเป็นเกราะคุ้มกันให้กับตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
แม้ท้ายสุดศาลปกครองจะมีมติไม่รับฟ้องของกลุ่ม สนช.ดังกล่าว โดยระบุว่า เนื่องจากสถานะของผู้ฟ้องคดีทั้ง 28 คน ซึ่งเป็น สนช.จะมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้อยู่แล้ว หาได้ขึ้นอยู่กับมติของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีทั้ง 28 คนจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือคำสั่งดังกล่าว ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสาระบบ
ฉะนั้น สิ่งที่กลุ่ม สนช.ทั้ง 28 คน ได้กระทำลงไปนั้น แม้จะไม่สัมฤทธิผล แต่ได้สร้างความรู้สึกไม่ดีต่อสังคมซึ่งรอคอยการปฏิรูปประเทศอยู่ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องควบคุมคนของตัวเองให้อยู่ในร่องรอยเพื่อที่จะร่วมทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายของ คสช.และรัฐบาล ไม่เช่นนั้นทุกอย่างจะเสียของ







