
ว่าที่สป.พลังงานเล็งเสนอลดบทบาทปตท.
“พรายพล” ว่าที่สภาปฏิรูปด้านพลังงาน เปิดแนวคิด ต้องลดบทบาทปตท.
“พรายพล” ว่าที่สภาปฏิรูปด้านพลังงาน เปิดแนวคิด ต้องลดบทบาทปตท.
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ ว่าที่สภาปฏิรูปด้านพลังงาน กล่าวในการเสวนาเรื่อง”นโยบายเศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ : อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ” ว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำในด้านนโยบายพลังงาน คือ ต้องปรับขึ้นราคาพลังงานทุกประเภทให้สอดคล้องกับราคาในตลาดโลก เลิกอุดหนุนราคาด้านพลังงาน แต่จะใช้วิธีค่อยทำหรือค่อยๆขยับก็ได้ เพราะถ้าให้นำเข้าพลังงานต่อไปเรื่อยๆก็จะเป็นปัญหาเพราะราคาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ บวกกับแก๊สธรรมชาติที่ไทยขุดได้เองในอ่าวไทยก็อาจจะหมดใน 7-8 ปีนี้ด้วย หากเป็นเช่นนี้ราคาไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นด้วย เพราะการปั่นไฟฟ้าต้องอาศัยแก๊สด้วย ฉะนั้น ถ้านำเข้าแพงราคาอื่นๆจะแพงตามไปด้วย
“ปัญหาหลักคือไทยมีพลังงานน้อยต้องนำเข้า ซึ่งราคาจะแพงขึ้นเรื่อย ทำให้การนำเข้าบ้านเรามีปัญหา ซึ่งรัฐบาควรปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์พลังงานทุกประเภท ทั้ง ดีเซล เบนซิน แก๊ส ฯลฯ ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง โดยต้องดูเปรียบเทียบกับราคาในตลาดโลก เพราะปัจจุบันราคาพังงานไทยได้รับการอุดหนุนค่อนข้างมาก จึงน่าจะมีการปรับขึ้นบ้างและทยอยทำให้ให้อยู่ในระดับเดียวกับตลาดโลก และถ้าปรับรายได้ปตท.สูงขึ้นก็ควรมีการลงทุนเพิ่ม เช่น อาจจะให้ปตท.ขยายสถานีให้บริการ NGV ให้เพียงพอด้วย ส่วนดีเซลควรปรับภาษีอีกรอบ ซึ่งราคาเบนซินและดีเซลต้องให้เท่ากัน เพราะมันทดแทนกันได้ การกดราคาไว้ที่ผ่านมาทำให้คนหันไปใช้ดีเซลเพิ่มขึ้นมาก เห็นได้จากวันหนึ่งๆไทยเราใช้ดีเซล 60 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนแก็สโซฮอล์ทุกประเภทใช้เพียง 20 ล้านลิตร ซึ่งการอุดหนุนดีเซลมันเปลืองเงินตราในการนำเข้า จึงควรส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอลให้มากขึ้น” นายพรายพลกล่าว
นายพรายพล กล่าวว่า ในส่วนของปิโตเลียมควรเพิ่มการสำรวจและลงทุนเพิ่ม เพราะที่พบในปัจจุบันน่าจะใช้ได้อีก 7-8 ปีเท่านั้น ปัจจุบันเริ่มมีการนำเข้าจากลาวและพม่า ซึ่งถ้านำเข้าต่อไปก็อาจเจอปัญหา เพราะพม่าเริ่มไม่อยากส่งออกแก๊สแล้ว ทำให้ไทยอาจต้องขนส่งแก๊สไกลออกไป เช่น เอาจากการ์ต้ามาแทน ราคาจะแพงขึ้น เพราะถ้าแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทยหมดการนำเข้าจากการ์ต้าจะแพงขึ้นทุกปีๆ ทุกวันๆ แอลเอ็นจี ก็จะขึ้น และค่าไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นมาก ค่าไฟปัจจุบันเฉลี่ย 4.50 บาท/หน่วย แต่ถ้าไม่มีแก๊สในอ่าวไทยในอีก 7-8 ปีข้างหน้าราคาไฟฟ้าจะเพิ่มอีกอนางน้อยเท่าตัว ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาค่อนข้างมากกับประเทศไทย ฉะนั้น ต้องเร่งสำรวจ โดยอาจจะให้มีการสัมปทานเข้ามาใช้ หลายคนมองว่าการให้สัมปทาน ทำให้รัฐบาลได้น้อยประมาณ 60% และผู้สำรวจได้ 40% หลังหักค่าใช้จ่ายตางๆ หากมองว่าน้อยไปก็สามารถเปิดสัมปทานที่ให้ผู้เสนอผลตอบแทนให้รัฐูบาลสูงสุดก็ได้
ทั้งนี้ ปัจจุบันทั่วโลกจะใช้อยู่ 2 วิธี คือ การให้สัมปทาน แต่การสัมปทานจะเหมาะกับประเทศที่พบพลังงานไม่มาก ส่วนการแบ่งปันผลผิตน่าที่หลายฝ่ายเสนออาจจะเหมาะสมกับประเทศที่มีปริมาณการผลิตหรือขุดพบมากๆ เพราะต้นทุนการค้นหาต่ำ ซึ่งในการจะเปิดสำรวจใหม่ก็ต้องจัดการปัญหาทับซ้อนพื้นที่ด้วย อย่างอ่าวไทยที่ไทยคาดว่าจะมีแหล่งปิโตรเลียม แต่ยังทำอะไรไม่ได้เพราะทุกฝ่ายคิดว่าเป็นของตัวเองอยู่ ฉะนั้น ถึงจะให้เริ่มสำรวจแต่คนสำรวจก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี หากไม่จัดการแก้ปัญหาทับซ้อนกันอยู่จึงต้องเร่งเจรจา และจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกันต่อไป ขณะเดียวกัน ต้องส่งเสริมแหล่งพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มการแข่งขันในกิจการพลังงานด้วย
“นอกจากนี้ ต้องลดบทบาทของปตท.ลง เพราะปัจจุบันปตท.แทบจะผูกขาด ดูจากโรงกลั่นปตท.มีโรงกลั่นน้ำมัน 5 โรง จากทั้งหมดทั่วประเทศ 6 โรง จึงต้องลดการถือหุ้นปตท.ลงอย่างน้อยอีก 2 โรง คือ โรงบางจาก และอีกโรง และต้องจัดทำแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของประเทศด้วย ต้องลงทุนให้พอ เพราะหากขาดไฟฟ้าจะกระทบค่อนข้างมาก ขณะเดียวกนก็ต้องกระจายเชื้อเพลงให้เหมาะสม ซึ่งการจัดทำควรตกลงกันให้ทันใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งผมว่าข้อเสนอทั้งหมดนี้น่าจะทำได้ทันในระยะเวลาบริหาร 1 ปีของรัฐบาล” นายพรายพลกล่าว







