
เครือข่ายเภสัชฯยื่นหนังสือรมว.สธ.ค้านพ.ร.บ.ยา
เภสัชฯรวมตัวร้องสธ.จี้ถอน พ.ร.บ.ยาออกจากสนช. ชี้ไม่แบ่งประเภทของผู้สั่งจ่ายยา ทำคนไทยเป็นหนูทดลอง
เภสัชฯรวมตัวร้องสธ.จี้ถอน พ.ร.บ.ยาออกจากสนช. ชี้ไม่แบ่งประเภทของผู้สั่งจ่ายยา ทำคนไทยเป็นหนูทดลอง
เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรม ประกอบด้วย สภาเภสัชกรรม ศูนย์ปรสานงานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย กลุ่มเภสัชกรภาคใต้ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย รวมถึง 19 เครือข่ายวิชาชีพ เดินทางมายังสธ. เพื่อยื่นหนังสือคัดค้าน ร่างพระราชบัญญัติยา พ.ศ... ต่อ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สธ. ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ภก.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล ประธานคณะกรรมการอำนวยการศูนย์ประสานงานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย (ศ.ศ.ภ.ท.) เปิดเผยว่า หากประกาศใช้ พ.ร.บ.ยาฉบับดังกล่าวจะมีผลกระทบกับประชาชนอย่างมาก โดยเครือข่ายมีข้อสังเกต ได้แก่ พ.ร.บ.ดังกล่าว ไม่มีการแบ่งประเภทของผู้สั่งจ่ายยา โดยได้แบ่งประเภทออกเป็น ยาที่ต้องจ่ายตามใบสั่งยา ยาที่ต้องจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพ และยาสามัญประจำบ้าน ขณะที่ตามหลักสากลต้องแบ่งออกไป 1.ยาที่ต้องใช้ใบสั่งยา 2.ยาที่เภสัชกรเป็นผู้สั่งจ่าย และ 3.ยาที่ประชาชนเลือกใช้ได้เอง ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพอื่น สามารถสั่งจ่ายยาเองได้ ไม่ต้องผ่านเภสัชกร รวมถึงไม่ได้แบ่งแยกหน้าที่ผู้สั่งใช้ยา และผู้จ่ายยา ทั้งที่การจ่ายยาให้ผู้ป่วย ควรต้องผ่านผู้จ่ายยา ซึ่งมีความรู้ลึกซึ้งมากกว่า จึงเสนอให้แบ่งยาออกเป็น 3 ประเภทตามหลักสากลแทน
นอกจากนี้ ร่างพ.ร.บ.ยาฉบับดังกล่าว ยังมีข้อยกเว้น ให้สามารถ “ผสมยา” ในระหว่างการรักษา หรือการทำหัตถกการที่ไม่มีจำหน่าย ให้แก่ผู้ป่วยเฉพาะราย ซึ่งจะสร้างอันตรายให้กับผู้ป่วยจำนวนมาก โดยยาอาจออกฤทธิ์ ส่งผลให้เกิดผลข้างเยง ซึ่งถือว่าอันตรายเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ทั่วโลกยังระบุให้ยาทุกชนิด ต้องเปิดเผยส่วนประกอบของตำรับยา ซึ่งการผสมยาโดยผู้ประกอบวิชาชีพ อาจเป็นการลิดรอนสิทธิผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ยังอนุญาตให้แบ่งบรรจุยา ที่ผสมขึ้นใหม่ได้อีกด้วย
ภก.วงศ์วิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังยกเว้นให้เกิดการขายยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว หรือการขายยาที่แบ่งบรรจุ โดยไม่ต้องขออนุญาต ถือเป็นการทำลายระบบประกันความปลอดภัยของผู้ใช้ยา ซึ่งในอนาคต น่ากังวลว่า จะมีการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมมากขึ้น เนื่องจากระบบควบคุมจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกัน เมื่อร่างพ.ร.บ.ออกมาแล้ว ยังสามารถเปิดโอกาสให้มีการออกกฎหมายลูกตามมา ซึ่งประชาชน และผู้ประกอบวิชาชีพ จะไม่สามารถทราบได้เลยว่า กฎหมายลูกจะมีเนื้อหาอย่างไร
“ขอเสนอให้ชะลอการนำ ร่างพ.ร.บ.ยา เข้าสภา เนื่องจากหากเข้าสู่การพิจารณา จะสร้างผลกระทบให้กับประชาชนอย่างมาก โดยเนื้อหาใน ร่างพ.ร.บ.ไม่ได้มีลักษณะจำเป็นเร่งด่วน จึงอยากให้ทำประชาพิจารณ์จากผู้ประกอบวิชาชีพ ก่อนเสนอให้สภาปกติ ซึ่งจะมีขึ้นใน 1 ปีหลังจากนี้ และมีฝ่ายค้าน มี 2 สภา คือ สส. และ สว. ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบถ่วงดุลครบถ้วน เป็นผู้พิจารณา” ประธานศ.ศ.ภ.ท.กล่าว
ขณะที่ ภก.ศุภรักษ์ ศุภเอม เภสัชกร โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า หากปล่อยให้มีการผสมยาใหม่ขึ้นเอง คนไทยก็เปรียบเสมือนคนไทยเป็นหนูตะเภาทดลองยา เพราะเภสัชกร สามารถผสมยาอะไรขึ้นมาใหม่ก็ได้ ซึ่งน่ากังวลว่า อัตราการป่วยของคนไทยจากยาแปลกๆ จะเพิ่มขึ้น และโรคที่มีอยู่ก็อาจเกิดอาการดื้อยาได้ โดยที่ไม่รู้ตัว







