
กฏหมายทวงหนี้อีกนานกว่าจะได้ใช้
ร่าง พ.ร.บ.ทวงหนี้ ที่เคยถูกจัดให้เป็นกลุ่มกฎหมายเร่งด่วน เพราะเป็นกฎหมายจำเป็นและคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ร่าง พ.ร.บ.ทวงหนี้ ที่เคยถูกจัดให้เป็นกลุ่มกฎหมายเร่งด่วน เพราะเป็นกฎหมายจำเป็นและคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้ ช่วยให้เกิดการจัดระเบียบเจ้าหนี้ โดยเฉพาะในยามที่ภาคครัวเรือนไทยอุดมไปด้วยหนี้ มีหนี้สูงจนทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจดูแย่ ขณะนี้กลับกลายเป็นกฎหมายที่ถูกท้วงติงมากฉบับหนึ่ง จนรัฐบาลไม่สามารถนำเข้าพิจารณาได้เร็วอย่างที่คิด
เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สุขดี จงมั่นคง ประธานชมรมบัตรเครดิต สมาคมธนาคารไทย และสมาชิก ได้ไปพบกรรมาธิการของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อชี้แจงข้อดีข้อเสียของร่างกฎหมายดังกล่าว
ทั้งนี้ ทางธนาคารไม่ติดใจและคัดค้านในกฎหมายที่รัฐบาลจะออกเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค แต่ที่ติดใจ คือ กฎหมายฉบับนี้ไม่ครอบคลุมเจ้าหนี้ให้ครบทุกประเภท และร่างกฎหมายยังมีอีกหลายมาตราที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า ร่างกฎหมายทวงหนี้ฯ มุ่งประเด็นไปที่การกำกับดูแลการทวงหนี้ของเจ้าหนี้ เช่น ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) ตลอดจนบริษัทเอกชนที่รับจ้างทวงหนี้ที่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ ไม่ให้กระทำการหยามหมิ่นน้ำใจลูกหนี้จนเกินขอบเขต ทั้งการข่มขู่ หรือทำให้อับอาย
นั่นเพราะนิยามคำว่า “สินเชื่อ” ที่ปรากฏในร่างกฎหมาย หมายถึง “สินเชื่อที่ให้กู้ยืมแก่บุคคลธรรมดา โดยการให้กู้ยืมเงิน การให้บริการบัตรเครดิต การให้เช่าซื้อ การให้เช่าแบบลีสซิ่ง ธุรกรรมแฟกเตอริ่ง และสินเชื่อรูปแบบอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน...”
เรียกว่ามีขอบเขตหนี้ที่เป็นของสถาบันการเงินแบบครอบจักรวาลก็ว่าได้
ในขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจทวงหนี้ตามร่างกฎหมายนั้น จะต้องจดทะเบียนประกอบธุรกิจตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่กฎกระทรวงกำหนด ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเจ้าหนี้นอกระบบ
ร่างกฎหมายทวงหนี้ฉบับนี้มีความแตกต่างจากกติกาการทวงหนี้ที่แบงก์ชาติได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้มีบทกำหนดลงโทษในกรณีที่ผู้ทวงหนี้กระทำการทวงหนี้โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติกฎหมายฉบับนี้ ทั้งโทษจำคุก โทษปรับ และโทษทางการปกครอง คือ การปรับไม่เกิน 1 แสนบาท แล้วแต่กรณี
การกระทำที่ถือว่าทวงหนี้ที่ฝ่าผืนกฎหมาย อาทิ มาตรา 9 (2) ใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่น ถากถาง หรือเสียดสีลูกหนี้หรือผู้อื่น มาตรา 9 (3) แจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่หากเป็นการทวงหนี้ในลักษณะที่เป็นการข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือกระทำการอื่นใดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น ตามมาตรา 9 (1) ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น
เมื่อมองในฝั่งผู้ทวงหนี้อาจไม่เห็นด้วยนัก ในกรณีกฎหมายมีการกำหนดโทษทั้งทางอาญาและทางแพ่งไว้
“มันมีข้อน่ากังวลใจในหลายประเด็น ยกตัวอย่างคือ การห้ามโทรศัพท์ทวงถามหนี้ในเวลาทำงาน แต่ลูกค้าของธนาคารมีทุกอาชีพ หากทำงานเป็นกะ หรือทำงานในสถานที่ที่ห้ามนำเครื่องรับโทรศัพท์เข้าไปด้วย ก็จะไม่มีเวลาให้เจ้าหนี้ทวงหนี้ได้เลย
หรือหากให้ติดต่อลูกหนี้ได้เฉพาะที่อยู่ที่ลูกหนี้แจ้งไว้เท่านั้น บางกรณีลูกค้าแจ้งข้อมูลเก่าไว้ให้แต่ต่อมาก็ย้ายบ้านไป แต่ไม่ได้มาแจ้งแก้ไขข้อมูลกับธนาคาร แต่ธนาคารรู้ว่าลูกหนี้เปลี่ยนที่อยู่ ตามกฎหมายนี้ ธนาคารจะไปติดตามทวงถามหนี้ที่อยู่ไม่ได้ ต้องทวงถามที่อยู่เก่าเท่านั้น นี่จึงเป็นปัญหาอย่างมากในทางปฏิบัติ” แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย กล่าว
ข้อท้วงติงดังกล่าวนี้ได้รับการยอมรับจากกรรมาธิการ ทำให้ต้องถอนร่างกฎหมายนี้ออกมาพิจารณาใหม่ และอาจจะต้องมีการเพิ่มเติมเรื่องการทวงหนี้ของเจ้าหนี้นอกระบบเข้าไปด้วย
แหล่งข่าวระบุว่า ตัวเจ้าหนี้นอกระบบเป็นปัญหาคุกคามต่อลูกหนี้มากกว่าเจ้าหนี้ในระบบ และเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่รัฐบาลควรไปจัดการจะดีกว่า
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ลงลึกในร่างกฎหมายฉบับนี้ ย่อมจะส่งผลดีกับบรรดาลูกหนี้ที่จะได้รับการปฏิบัติที่สมควรและเป็นธรรม ทั้งยังเป็นการปฏิรูประบบการทวงหนี้ครั้งใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบการปล่อยสินเชื่อในอนาคตด้วยก็ได้
ผลกระทบโดยตรงคือธนาคารจะคิดหนัก หากจะให้กู้กับลูกหนี้ไปแล้วมีปัญหาทวงหนี้ไม่ได้ ก็จะต้องคัดกรองลูกหนี้ที่มีประวัติดีเท่านั้น บรรดาสถาบันการเงินที่เคยเร่งปล่อยกู้ง่ายๆ หวังกำไรสูงๆ จะต้องเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และความพยายามที่รัฐบาลจะให้ลูกค้ารายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่ไม่ใช่เจ้าหนี้นอกระบบยากยิ่งขึ้น
สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกประการคือ หน่วยงานที่ต้องรับบทหนักมากขึ้นก็คือศาล เพราะเจ้าหนี้อาจเลือกวิธีการจัดการลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียด้วยการส่งฟ้องศาลเลย โดยไม่ติดตามทวงถามหนี้ให้เสียเวลา ซึ่งค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องเจ้าหนี้สามารถผลักภาระไปให้ลูกหนี้รับภาระแทนได้หากแพ้คดี ซึ่งในที่สุดแล้วลูกหนี้ก็เสียเปรียบอยู่ดี
กรรมาธิการรับข้อคิดเห็นจากชมรมบัตรเครดิต สมาคมธนาคารไทย ไปแล้ว หากจะต้องเขียนร่างกฎหมายให้ครอบคลุมทุกด้าน คงจะต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรในการยกร่าง พ.ร.บ.ทวงหนี้ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้กฎหมายนี้ออกมาแล้ว นำมาใช้แล้วไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นกฎหมายที่เอียงข้างไปหาเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้ เป็นกฎหมายให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยแท้จริง







