
"มรสุมปฏิรูป"จุดเปราะบางรัฐบาล
คนหวังไว้เยอะต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญของประเทศ เมื่อคาดหวังสูงก็อันตรายต่อทุกรัฐบาล
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
“เหมือนสงบแต่ไม่สงบ” หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมอำนาจบริหารประเทศ ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเริ่มปรากฏหย่อมความกดอากาศทางการเมืองก่อตัวเข้าปะทะ
ทั้งบรรยากาศวิพากษ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาล ทั้งเสียงเรียกร้องให้เลิกประกาศกฎอัยการศึก ทั้งถูกจับตามองโรดแมปการเมือง โดยเฉพาะแนวทางปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้งผ่านการคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีความคลุมเครือ
ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการสายความมั่นคงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) สัมผัสได้ต่อแรงกระเพื่อมเหล่านี้ และประเมินมรสุมที่กำลังเกิดขึ้น
“ผมมองว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองลดลงไปมาก เนื่องจากถูกควบคุมด้วยประกาศกฎอัยการศึก ขณะเดียวกันกลุ่มพลังต่างๆ กำลังจัดระบบ เปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนวิธีการ กอปรกับจังหวะผู้คนมีความกังวลต่อความขัดแย้งทางการเมืองมานานหลายปี ต่างเห็นพ้องให้มีการจัดระเบียบทางการเมืองกันใหม่”ปณิธาน กล่าว
ปณิธาน บอกว่า ผลของการประกาศกฎอัยการศึกทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในขอบเขตจำกัด มีความเคลื่อนไหวลดลง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะหมดไป เห็นได้จากช่วงแรกๆ ของการประกาศกฎอัยการศึกยังมีคดีเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่บ้าง ส่วนแนวร่วมต่างๆ ใช้วิธีสื่อสารเตรียมการ แต่ไม่ได้เคลื่อนไหวในรูปแบบพร้อมเผชิญหน้าเท่าไหร่นัก
อีกปัจจัยหนึ่งเป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า หลังเข้าควบคุมอำนาจบริหารประเทศ มีการจัดระเบียบบ้านเมือง ผู้คนยังให้โอกาส คสช.และรัฐบาลบริหารประเทศไปก่อนสัก 3 หรือ 6 เดือน ว่าจะแก้ปัญหาปากท้องได้หรือไม่ เพราะตอนเข้ามาได้ปลดล็อกเรื่องจ่ายเงินชดเชยโครงการรับจำนำข้าว ทำให้สถานการณ์คลี่คลายเร็ว ขณะที่รัฐบาลก่อนทำได้ยาก ซึ่งการให้โอกาสรัฐบาลพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจ ต้องดูว่าจะมีแรงส่งให้รัฐบาลไปได้อย่างคล่องตัวหรือไม่
“หากแรงส่งทางเศรษฐกิจดีจะทำให้งานการเมืองไปได้”ปณิธาน ขยายความเชื่อมโยงแรงส่งทางเศรษฐกิจที่มีผลต่องานทางการเมือง
“อย่าลืมว่าหลังจากมี สปช.รัฐบาลต้องเข้าไปมีบทบาททางการเมืองอย่างมาก โดยสมาชิก สปช.ทำงานคล้ายๆ สส.แต่ไม่ใช่โดยตรง กล่าวคือ การทำงานของ สปช.จะมีความคิดเห็นในประเด็นปฏิรูปที่หลากหลายมากกว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)”
คสช.ออกแบบสภาปฏิรูปต้องการให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการเปิดรับสมัคร ปรากฏว่าสมัครเข้ามา 7,000 กว่าคน แต่ต้องคัดเหลือ 250 คน ซึ่งตรงนี้จะทำให้การปฏิรูปมีพลังหลากหลาย จริงอยู่อาจมีความเห็นพ้องต้องกันในหลายเรื่อง เพราะประเด็นปฏิรูปเคยตกผลึกกันมาบ้างแล้วจึงไม่ขัดแย้งรุนแรง แต่แรงกระเพื่อมจะเกิดขึ้นนอก สปช. เป็นการเคลื่อนไหวแบบหลากหลาย
แต่ถ้าแรงส่งเศรษฐกิจดี แก้ปัญหาปากท้องน่าพอใจ แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้ จะทำให้รัฐบาลทำเรื่องเกี่ยวกับปรองดองได้ง่าย วางกติกาใหม่ได้มากขึ้น ในที่สุดนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเป็นที่ยอมรับ
พลังทางสังคมต่อการปฏิรูปที่มีอย่างหลากหลายนี่เอง ที่ทำให้นักวิชาการสายความมั่นคงชี้ว่าอาจเป็นจุดเปราะบางรัฐบาล
“ผมเห็นว่าคนหวังไว้เยอะต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญของประเทศ เมื่อคาดหวังสูงก็อันตรายต่อทุกรัฐบาลอยู่แล้ว อาจไม่ใช่จุดอ่อนแต่เป็นจุดเปราะบางได้ ถ้าผิดหวังย่อมไม่เป็นผลดีสำหรับรัฐบาลในแง่แรงสนับสนุนหรือแรงต้าน”
ยิ่งเมื่อได้ สปช. 250 คน สิ่งที่ คสช.ต้องคิดต่อ คือ จะทำอย่างไรกับผู้ที่ไม่ได้รับคัดเลือก รวมถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มก้อนปฏิรูปนอกสภา จะดึงกลุ่มคนเหล่านี้เข้ามามีบทบาทต่อการปฏิรูปประเทศอย่างไร
“การแก้ปัญหาทางการเมืองจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายพลัง ถ้าออกแบบ สปช.ไม่หลากหลาย พลังที่เหลืออยู่อาจเคลื่อนไหวสะเปะสะปะให้เกิดปัญหาได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ การคัดเลือก สปช.จากจำนวน 7,000 กว่าคน ให้ได้ 250 คน ถามว่าที่เหลือ 6,000 กว่าคนจะทำอะไรต้องหาโครงสร้างมารองรับ 6,000 กว่าคนให้มีระบบในการเคลื่อนไหว”
นอกเหนือจาก 7,000 คน ยังมีอีกหลากหลายกลุ่มที่มีแนวร่วมทางการเมือง ไม่ว่ากลุ่มทางวิชาการ พลังมวลชนท้องถิ่นที่ไม่ได้สมัคร ทั้งหมดนี้ต้องไปยึดโยงกับกลุ่มพลังเหล่านี้ให้เข้ามามีส่วนร่วมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายมาก ถ้าเกาะเกี่ยวได้บ้างจะปิดจุดเปราะบางได้เยอะ สามารถเคลื่อนไปปฏิรูปการเมือง เคลื่อนไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในที่สุดสามารถเลือกตั้งได้
ปณิธาน บอกว่า โครงสร้างการเมืองคือเรื่องจัดสรรผลประโยชน์ เรียงลำดับความต้องการยึดโยงกลุ่มพลังต่างๆถ้าแกนตรงนั้นเสียต้องทะเลาะกันแน่ แต่ถ้าการทำโครงสร้างการเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขั้นต่อไปจะไปจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การศึกษาก็ง่ายแล้ว
“การปฏิรูปมีหลายสิบด้าน บางเรื่องอาจทำได้ไม่หมด บางเรื่องอาจทำหลังเลือกตั้ง แต่ที่สำคัญต้องมีโครงสร้างทางการเมืองเพื่อให้มีการเลือกตั้ง และเพื่อไม่ให้มีการเผชิญหน้ากันอีก ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้า”กุนซือด้านความมั่นคงย้ำทิ้งท้าย
ต้องการทางเลือกที่สาม
หากหมุนกงล้อการเมืองกลับไปเมื่อปี 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เข้ายึดอำนาจ ถัดจากนั้นจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ แต่ไม่นานนักแกนนำกลุ่มสูญเสียอำนาจปลุกมวลชนออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้าน แต่สำหรับ คสช.เมื่อจัดตั้งรัฐบาลยังไม่เกิดเหตุซ้ำรอย ปณิธาน อธิบายความแตกต่างตรงนี้เป็นเพราะผู้คนยังต้องการทางเลือกที่สาม
“ทางการเมืองไทยคิดทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ฝ่ายรัฐประหารกับฝ่ายพลเรือน เมื่อก่อนคิดแบบนี้มานานพอสมควร และตอนนี้มีน้ำหนักอยู่เรื่องความเข้มแข็งทหาร ความเข้มแข็งพลเรือน แต่มาระยะหลังพลเรือนเผชิญหน้ากันเอง เกิดพรรคการเมืองสองขั้วต่อสู้กัน ทหารและข้าราชการกลายเป็นทางเลือกที่สาม ทำให้มีจังหวะขยับได้ดีกว่า
“ทั้งที่ความจริงทางเลือกที่สามคือทางเลือกแรกระหว่างทหารกับพลเรือน ในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อสู้กันแบบนี้มานาน แต่ภายหลังรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ทางเลือกพลเรือนมากขึ้น แต่อาจมีจังหวะปี 2549 ที่มีปัญหา คมช.กลับมาในช่วงสั้นๆ แต่ว่าความรู้สึกตอนนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่สาม เพราะตอนนั้นพรรคการเมืองใหญ่สอง พรรคไม่ค่อยรุนแรงมากเท่าไหร่
“แต่เมื่อพลังรุนแรงมากๆ มีพลังมวลชนหนุนหลัง เช่น คนเสื้อเหลือง เสื้อแดง มี กปปส. ช่วงหลังคนเริ่มกลับไปใช้ทางเลือกที่สามใหม่ คือพรรคราชการกลุ่มทหาร ทำให้ฝ่ายทหารมีโอกาสมากกว่าคราวก่อนๆ ยิ่งเมื่อดูคะแนนนิยมปรากฏว่าฐานความนิยมดีกว่าปี 2549” ปณิธาน ให้ข้อสังเกตกงล้อการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนไป
ลดอัยการศึกใช้ฉุกเฉิน
เสียงเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกเป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังชั่งน้ำหนักถึงผลดีและผลเสีย
ปณิธาน อธิบายว่า การเลิกหรือไม่เลิกประกาศกฎอัยการศึกเป็นตัวชี้วัดที่ต่างประเทศวางไว้ บางประเทศถือว่าการแจ้งเตือนขึ้นอยู่กับกฎหมายความมั่นคงเหล่านี้ ถ้ามีกฎหมายเข้มข้น เขาก็ต้องแจ้งเตือนพลเมืองประเทศของเขา
สำหรับประเทศไทยประกาศกฎอัยการศึกถือว่ามีความเสี่ยงสูง ในแง่หลักการพื้นฐานต้องพิจารณาให้ดีถ้าลดระดับลงมาจะเป็นผลดีกับเงื่อนไขต่างประเทศที่แจ้งเตือนเรื่องการท่องเที่ยวเพราะสร้างรายได้ 20-30 เปอร์เซ็นต์ให้ประเทศไทย ถ้าเราลดระดับจากประกาศกฎอัยการศึกเป็นพรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน การแจ้งเตือนต่างประเทศจะลดลงไปเยอะ แต่ถ้าหากไม่เลิกประกาศกฎอัยการศึก ฝ่ายทหารต้องอธิบายต่างประเทศให้เข้าใจว่าประกาศกฎอัยการศึกที่คงไว้เป็นการนำมาใช้บางส่วน
“สถานการณ์โดยรวมไม่ได้แย่แต่มีความจำเป็นบางอย่างที่พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินอาจใช้ไม่ได้ เช่นการดำเนินการตามโครงสร้างของทหาร เพราะถ้าใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินเรื่องของคดีความต้องไปศาลตามปกติจึงต้องชี้แจงต่างประเทศให้เข้าใจว่าประกาศกฎอัยการศึกเพื่อให้ทหารรักษาความสงบเรียบร้อยให้มีประสิทธิภาพเท่านั้นเอง ถ้ายกเลิกแล้วทหารทำงานไม่ได้ ความเสี่ยงอาจสูงกว่าปกติด้วยซ้ำ”
ขณะที่ฝ่ายต่อต้านพยายามเคลื่อนไหวผ่านองค์กรสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศกดดันให้คสช.ยกเลิกกฎอัยการศึก ประเด็นนี้ปณิธาน มองว่า เป็นหลักที่ทหารอ่านสถานการณ์อยู่แล้วว่าถ้าเลิกประกาศกฎอัยการศึกจะกลายเป็นการเคลื่อนไหวการเมืองทันทีทำให้ทหารต้องแก้ไขปัญหามากขึ้นไปอีก
“ฝ่ายต่อต้านมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิโดยเฉพาะทางด้านการเมืองกลายเป็นว่าประกาศกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ไม่ใช่ถูกใช้ในการแก้ปัญหาความปลอดภัยอีกต่อไปแต่เป็นการควบคุมไม่ให้มีกิจกรรมทางการเมือง”
“ถ้าจะคงไว้ต้องชี้แจงว่าการควบคุมกิจกรรมทางการเมืองที่มีลักษณะล่อแหลมรุนแรงจำเป็นต้องใช้ประกาศกฎอัยการศึก แต่ไม่ได้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานประชาชนทั่วไป คือ ไม่มีเคอร์ฟิวส์ ไม่มีการปิดล้อมตรวจค้นจับกุม ดำเนินคดีในรูปแบบที่ไม่ได้ขึ้นศาลปกติ สถิติคดีต่างๆไม่มี เหลือแต่เรื่องการเมือง ต่างประเทศจะได้เข้าใจได้ว่า ประกาศกฎอัยการศึกถูกใช้ในเป้าหมายในการเมืองเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวน้อยให้เกิดประสิทธิภาพในช่วงนี้ก่อน
“ที่ปรึกษารองนายกฯฝ่ายความมั่นคงหยิบยกกรณีประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ภาคใต้แต่ก็ยังมีความเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบ
“ถ้าดูตัวชี้วัดเรื่องประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ภาคใต้ มีประกาศกฎอัยการศึกค่อนข้างเยอะ ยังมีการเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบ สรุปว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองอาจต้องมีเครื่องมือควบคุม เช่น ประกาศกฎอัยการศึก พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน พรบ.ความมั่นคงฯได้ระดับหนึ่งเท่านั้นเอง เขาจะเชื่อไม่เชื่ออาจเป็นเรื่องประเด็นทางการเมืองได้เปรียบเสียเปรียบว่าคสช. ครม.ทำความผิดพลาดทางการเมืองอะไรหรือเปล่า”
“กฎอัยการศึกเป็นตัวประกอบในการทำให้เขาเคลื่อนไหวได้ช้าลงเท่านั้นเอง แต่ถ้าเขาเห็นข้อผิดพลาดทางการเมืองขึ้นมา สามารถรวมตัวพลังมวลชนขึ้นมาใหม่อาจไม่กลัวประกาศกฎอัยการศึกก็ได้”ปณิธาน กล่าว
โอกาส"ประยุทธ์"บนเวทีโลก
ปณิธาน วัฒนายากร เคยร่วมทำงานกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก่อนขยับเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
รอบนี้ปณิธานหวนคืนทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งในตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ)
ไม่ใช่แค่ร่วมงานกับสองรัฐบาล หากแต่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อยู่หลังฉากการเมืองทำงานให้รัฐบาลหลายสมัย ที่สำคัญมีบทบาทยกร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
“ผมเข้าใจว่าเกือบทุกรัฐบาลจะให้นักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยงานเฉพาะด้าน ผมได้รับการทาบทามเกือบทุกรัฐบาล แต่ละรัฐบาลจะพิจารณาถึงความเหมาะสมว่างานอะไร ไม่กระทบงานประจำ”
ปัจจุบัน ปณิธานยังคงเป็นอาจารย์สอนด้านนโยบายต่างประเทศ นโยบายความมั่นคง ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมพ่วงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า มีหน้าที่ดูแลโครงการฝึกอบรมผู้บริหารของไทยรวมทั้งนักการเมืองด้วย
นอกจากนั้น กำลังรับบท “ว่าที่คุณพ่อ” อีกตำแหน่ง หลังจาก พิมพ์กาญจน์ ชนะรัตน์ หรือ “น้องผึ้ง” ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน ทำให้ต้องไปเข้าคอร์สฝึกเลี้ยงดูบุตร
การได้เป็นกุนซือประจำรองนายกฯ จึงไม่กระทบต่องานประจำเท่าไหร่นัก เพราะเป็นการให้คำปรึกษาแนะนำรัฐบาลเป็นเรื่องๆ
ปณิธาน บอกว่า ฝ่ายพลเรือนที่ทำงานด้านความมั่นคงมีอยู่ในวงจำกัด นักวิชาการด้านความมั่นคงก็ไม่มากนัก อาจวนเวียนมาให้ข้อมูลข้อแนะนำ ซึ่งในรัฐบาลที่แล้ววนเวียนกันไปกันมา ขณะที่รัฐบาลทหารก็มีนักการทหารดูเรื่องความมั่นคงโดยตรงอยู่แล้ว แต่เมื่อต้องการให้ฝ่ายพลเรือนเข้ามาร่วมด้วยก็สร้างความน่าสนใจ
“แสดงว่ารัฐบาลต้องการความหลากหลายขึ้น เป็นประโยชน์ทางสังคมที่นำมุมมองความมั่นคงจากพลเรือนมาผสมผสาน”ปณิธาน กล่าว
ในฐานะนักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยังให้ความเห็นรัฐบาลทหารจะทลายกำแพงการยอมรับในสายตาต่างประเทศได้หรือไม่
“เป็นเงื่อนไขของหลายประเทศ ถ้าระบบไม่เปิดไม่มีระบอบประชาธิปไตยเต็มที่เขาจะมีเงื่อนไขตามมา เพราะว่าการเปิดระบบเต็มที่แบบนั้นทำให้ทุนนิยมสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกและปลอดภัย แต่ถ้าระบบปิดจะมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมา เช่น ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอย่างสิงคโปร์ ต้องมีความโปร่งใสสูงถึงจะเป็นที่ดึงดูดใจ มีความกระชับฉับไว แต่ถ้าเป็นระบบปิดแบบคอมมิวนิสต์ต้องใหญ่พอ ตลาดจะต้องมีพลวัตสูงมากจนนำมาเป็นข้อได้เปรียบ”
เงื่อนไขพื้นฐานในแง่ความเป็นประชาธิปไตยอาจถูกถ่วงดุลด้วยว่าระบบโปร่งใสมากหรือไม่ ถ้าไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแล้วโปร่งใสก็ยังถ่วงดุลยอมรับได้ ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์ไปเลยโดยเป็นตลาดใหญ่ลำดับต้นๆ ของโลก ทุนนิยมสามารถมองข้ามความเสี่ยงตรงนี้ไปได้ เพราะถือว่าระบอบประชาธิปไตยเสี่ยงน้อยที่สุด สามารถตรวจสอบการลงทุนตรวจสอบการทุจริตได้ง่ายกว่า
“จึงอยู่ที่รัฐบาลจะทำให้ประเทศมีข้อยกเว้นในช่วงนี้ได้อย่างไรให้น่าดึงดูดใจ มีคอร์รัปชั่นน้อยที่สุด เปิดโอกาสให้หลายกลุ่มแข่งขันทางเศรษฐกิจมากที่สุด มีนโยบายส่งเสริมการค้าการลงทุนต่างๆ ถ้าใช้โอกาสนี้ปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับด้านการศึกษา ปรับแรงงานให้มีคุณภาพ ผมว่าโอกาสจะตามมาเยอะ”
อีกประเด็นท้าทายรัฐบาลเห็นจะอยู่ที่ตัวผู้นำประเทศจะมีโอกาสกระทบไหล่ผู้นำต่างประเทศหรือไม่ ปณิธานเชื่อว่ามีโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้รับการยอมรับ เนื่องจากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้วโดยมีพลเรือนเข้าร่วม ครม. อีกทั้งความก้าวหน้าในการเดินตามโรดแมปเห็นชัดขึ้นว่าอำนาจไม่ได้อยู่ คสช.อย่างเดียว จะทำให้หลายประเทศอาจเปิดรับมากขึ้น เชื้อเชิญรัฐมนตรีไทยไปเยือน
ทั้งนี้ การเชื้อเชิญส่วนใหญ่ออกไปทางด้านเศรษฐกิจ เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพ มีตลาด มีวัตถุดิบ บางประเทศเปิดโอกาสเพราะคู่แข่งบางประเทศติดขัดข้อกฎหมายไม่สามารถเปิดได้ เช่น สหภาพยุโรป (อียู) เมื่ออียูเปิดยาก บางประเทศที่กฎเกณฑ์กติกาเข้มข้นน้อยจะใช้โอกาสนี้เชื้อเชิญไทยทำการค้าการตกลงเพราะเรื่องผลประโยชน์การค้าการลงทุนระหว่างเขากับไทยนั้นเป็นเรื่องใหญ่
สำหรับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านไม่น่ามีปัญหามากนัก แม้บางประเทศอาจกังวล แต่เป็นแบบวิถีเอเชียไม่มีอะไรพูดรุนแรง เยี่ยมเยียนตามธรรมเนียมอยู่แล้ว เพราะในอาเซียนมีทั้งระบอบคอมมิวนิสต์ มีระบอบสุลต่าน ระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก
นอกจากอาเซียนจะมีชาติอื่นๆ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ไม่มีปัญหาอะไร และหลายประเทศในละตินอเมริกาหลายประเทศในตะวันออกกลาง ก็เป็นโอกาสของรัฐบาลในการเปิดตลาดใหม่ๆ
ส่วนประเทศที่เข้มข้นในแง่หลักการ เช่น ยุโรปตะวันตก สหรัฐ อาจต้องรอให้ไทยกลับคืนสู่ระบบปกติ ความสัมพันธ์ทางทหารอาจดำเนินไปใน|ขอบเขตลดลงบ้าง เพราะเขาพยายามที่จะรักษาประโยชน์ของเขาไว้ แต่ว่าการเดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการอาจมีข้อจำกัดมีกฎหมายห้ามอยู่
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกเดินทางเยือนพม่าประเทศแรกในปลายเดือน ก.ย. ปณิธาน กล่าวว่า นอกจากประเด็นเรื่องชายแดน เรื่องของแรงงานที่จะต้องร่วมกันบริหารจัดการแล้ว คิดว่าทางด้านการเมืองเราให้ความสำคัญ เพราะเป็นประเทศมีศักยภาพสูง ได้ปรับตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสำเร็จ และกำลังเป็นที่ดึงดูดในเรื่องของการลงทุน
“พม่าประสบความสำเร็จในการสร้างความสัมพันธ์กับไทย ด้านการทหารมีความใกล้ชิดอย่างเห็นได้ชัดเวลามีภัยพิบัติให้ทหารไทยเข้ามาช่วย ซึ่งโดยปกติไม่อนุญาตให้ใครเข้าไป แสดงให้เห็นว่า คสช. ครม.พยายามต่อยอดทางการเมือง ถ้าสามารถยกระดับความสัมพันธ์ได้อาจมีแหล่งแรงงาน แหล่งพลังงาน และท่าเรือน้ำลึกทวายที่ควรก้าวหน้ากว่านี้”ปณิธาน กล่าว







