
รถของพ่อ
จำได้ว่าเมื่อสมัยเด็กผมมักตั้งข้อสงสัยกับความเร็วของรถที่พ่อขับเสมอ
จำได้ว่าเมื่อสมัยเด็กผมมักตั้งข้อสงสัยกับความเร็วของรถที่พ่อขับเสมอ
หลังจากออกตัวแบบเนิบๆ เหยียบคลัตช์พร้อมกับเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความนุ่มนวล พ่อจะคงความเร็วของรถไว้ที่ไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเลนกลางหรือไม่ก็ซ้ายสุด
ผมมักนั่งมองรถที่แซงผ่านไปอย่างรวดเร็ว และตั้งคำถามอยู่เสมอว่าทำไมพ่อผมไม่ขับเร็วเหมือนคันอื่น จะได้ถึงโรงเรียนหรือไม่ก็บ้านไวๆ
หลายครั้งเราออกจากบ้านสายกว่าที่ควร และทั้งครอบครัวกำลังจะไปถึงที่หมายของแต่ละคนช้าไปกว่าเดิม
“พ่อเร็วกว่านี้หน่อยสิ” แม่บอกเสียงเข้ม
“เดี๋ยวก็ถึง ใจเย็นๆ” พ่อตอบ
“นี่มันสายมากแล้วนะ!” เสียงแม่เพิ่มระดับความเข้มจนเกือบเขียว
เท่านั้นพ่อก็จัดไปด้วยการเหยียบคันเร่งเพิ่ม เข็มไมล์กวาดวาบขึ้น ผมรู้สึกได้ถึงแรงดึงของเครื่องยนต์จากการกดคันเร่ง
สุดท้ายเข็มไมล์ก็ไปหยุดอยู่ที่เลข 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ครับ...รถคันอื่นยังคงแซงรถเราไปอย่างรวดเร็ว และนี่คือความเร็วสูงสุดที่ผมจำได้ว่าเคยสัมผัสบนรถที่พ่อขับนับตั้งแต่ลืมตาดูโลก
อ้อ...ผมลืมบอกอีกอย่าง นอกจากการขับด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตร/ชั่วโมงแบบไม่ขาดไม่เกิน ราวกับมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบรถหรูๆ แล้ว พ่อมักจะเอื้อเฟื้อที่ว่างบนพื้นถนนด้านหน้ารถให้รถคันอื่นๆ แทรกเข้าได้ตามต้องการ
พ่อมักจะเบรกทันทีเมื่อเห็นรถเลนข้างๆ เบียดเข้ามาประหนึ่งว่าอยากจะเข้ามาอยู่ในเลนที่พ่ออยู่ ไม่ว่ารถคันนั้นจะเปิดหรือไม่เปิดไฟเลี้ยวก็ตาม รวมทั้งไม่ว่าเส้นแบ่งเลนบนถนนจะเป็นเส้นทึบที่หมายถึงการห้ามเปลี่ยนเลนหรือไม่ หากรถคันข้างๆ พยายามจะแทรกด้านหน้า พ่อก็มักจะเบรกให้รถคันหน้าได้เปลี่ยนเลนเข้ามาแบบสุขสมอารมณ์หมายอยู่เสมอ
“ให้ๆ เขาไปเถอะ ดีกว่าชนกัน ไปถึงช้ากว่ากันไม่เท่าไหร่หรอก” พ่อมักบอกแม่เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงยอมให้รถคันอื่นแทรกเข้ามาทั้งที่รถเรามาตามเลนปกติ แต่ถูกรถอีกคันฝ่าฝืนเส้นห้ามเปลี่ยนเลนแทรกเข้ามา
ผมจำได้ว่าหลายครั้งความเอื้อเฟื้อของพ่อมักจะสร้างความหงุดหงิดให้กับรถคันหลังอยู่บ่อยๆ
คันไหนฉุนเฉียวน้อยๆ ก็เพียงบีบแตรสั้นบ้างยาวบ้างตามอารมณ์ แต่บางคันหงุดหงิดมากก็จะเร่งแซงมาเทียบข้างหันมามองหน้า ส่งภาษามือบางอย่าง หรือไม่ก็ตะโกนสรรเสริญด้วยสารพัดถ้อยคำ
เมื่อโตขึ้นถึงอายุที่ขับรถได้ ผมก็เข้ามานั่งหลังพวงมาลัยแทนพ่อ หลายครั้งที่ผมพยายามขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่สุดท้ายผมมักจะไปด้วยความเร็วที่มากกว่านั้นเสมอ ถ้าพ่อนั่งอยู่ด้วยพ่อมักจะเตือนอยู่เสมอ “เร็วไปแล้ว” “อย่าไปจี้เขา” “ช่างมัน ไม่ต้องไปเบียด” “เดี๋ยวก็ชนหรอก”
เพราะความดื้อรั้น ผมขับรถที่รับมรดกมาจากพ่อชนทั้งเบาทั้งหนักหลายครั้ง รวมทั้งคันต่อๆ มาที่ทำงานเก็บเงินซื้อมา ผมก็พามันไปชน เฉี่ยว สะกิด กับรถคันอื่นอีกนับไม่ถ้วน
ข้อสำคัญคือผมไม่เคยนึกเฉลียวใจเลยว่าสาเหตุของอุบัติเหตุมากมายที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงเพราะผมไม่ขับรถแบบที่พ่อขับให้ดูตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นผมจึงมักโทษสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ ถนนลื่น รถคันอื่นไม่มีน้ำใจ เบรกไม่ดี ฯลฯ
สุดท้ายไม่รู้ว่าอะไรดลใจ ที่ทำให้อุบัติเหตุเล็กๆ ครั้งหนึ่งกลายเป็นปุ่มเปิดลิ้นชักในสมองให้คิดถึงเวลาที่พ่อขับรถขึ้นมาจับใจ
เหตุเกิดขึ้นใกล้แยกๆ หนึ่ง ผมขับรถมาเลนกลางและกำลังจะเลี้ยวซ้าย ผมเปิดไฟเลี้ยว พยายามหักพวงมาลัยแทรกเข้าเลนซ้ายท่ามกลางรถจำนวนมากที่วิ่งยาวมาเป็นสาย
ระหว่างที่หัวรถเบนเข้าไปในเลนซ้าย เสียงบีบแตรยาวจากรถกระบะที่อยู่ในเลนก็ดังขึ้น พร้อมกับเคลื่อนจี้เข้ามาหา
ผมไม่สนใจเหยียบคันเร่งพุ่งเข้าไปหวังเข้าไปในเลนให้ได้ เสียงดังสนั่นขึ้นโครมใหญ่ รถกระบะคันนั้นชนกับด้านข้างของรถผมเต็มเปา
หนุ่มเจ้าของรถกระบะลงจากรถมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเต็มที่ โวยว่าผมไปแทรกเลนเขา ผมขอโทษเขาเป็นคำแรก ก่อนแจ้งไปว่ารถไม่มีประกัน เขาตอบกลับมา “งั้นไปโรงพัก” แล้วก็เดินไปเรียกตำรวจที่ประจำอยู่ตรงแยกมาหา
ตำรวจเข้ามาถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น เรียกตรวจใบขับขี่ผม และขอให้ลองพูดคุยกับคู่กรณีดู แต่ระหว่างที่ตำรวจยังคุยกับผมอยู่นั้น เสียงชายหนุ่มเจ้าของกระบะก็ดังขึ้น
“พี่ยอมรับไหมว่า พี่ผิดที่แทรกเลนผม”
“ยอมรับครับ” ผมตอบ
“พี่ขอโทษไหม” เขาถามอีก
ผม “ขอโทษครับ”
สิ้นเสียงผม หนุ่มเจ้าของกระบะก็ขึ้นรถขับออกไป ท่ามกลางความงงเล็กๆ ของผมกับตำรวจนายนั้น ก่อนที่ผมจะรับใบขับขี่คืนและขับรถออกมา
นาทีที่เข้ามานั่งบนเบาะคนขับ หลังเกิดเหตุ ผมคิดถึงการขับรถของพ่อขึ้นมาจับใจ ผมเชื่อเลยว่าถ้าพ่อขับอุบัติเหตุเล็กๆ นี้จะไม่เกิดขึ้น พ่อคงยอมให้หนุ่มคนนี้ขับไปก่อน และค่อยหาช่วงที่รถว่างค่อยๆ เปลี่ยนเลนเข้าไปอย่างใจเย็น
ตั้งแต่วันนั้น ทุกครั้งที่นั่งหลังพวงมาลัยผมมักคิดถึงเวลาพ่อขับรถ และเตือนสติตัวเองเสมอให้ขับไม่เร็วและเบรกก่อนเสมอเมื่อต้องเผชิญเหตุที่สุ่มเสี่ยงต่อการชนกับรถคันอื่น
แม้พ่อจะจากไปนานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่ผมขับรถโดยมีแม่นั่งข้างๆ แม่มักพูดขึ้นมาเสมอว่า พ่อขับรถดีมากที่สุด ผมไม่รู้ว่าก่อนที่ผมเกิดจะเป็นยังไง แต่ตั้งแต่จำความได้ รถที่ผมนั่งโดยมีพ่อเป็นคนขับไม่เคยเกิดอุบัติเหตุแม้สักครั้งเดียว และหลายครั้งความนุ่มนวลในการขับรถทำให้ทุกคนในบ้านหลับอย่างสบายชนิดที่ถึงบ้านอย่างไม่รู้ตัว
หลังเพียรพยายามขับรถให้เนียนเหมือนพ่อมาหลายปี ผมจึงตัดสินใจถามแม่ระหว่างจอดติดไฟแดงที่แยกแห่งหนึ่ง “ผมขับรถเป็นยังไง?”
“ไม่ได้ครึ่งของพ่อเล้ย!” แม่ตอบยิ้มๆ ก่อนหัวเราะตามมาอีกชุดใหญ่...







