
ปฏิรูปแรงงานบนฐานเศรษฐกิจชุมชน
ในเชิงนโยบายการยกระดับคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจภาคแรงงานในอดีตมักจะมุ่งเน้นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นหลัก แต่มิได้ยกระดับคุณภาพชีวิตที่แท้จริง จากการลงพื้นที่วิจัยโดยใช้พื้นนาเป็นห้องทดลอง ทฤษฎี 1 วิถี 2 การผลิต แหวกความคิดจากกฎเดิมๆ แนวทางใหม่นี้เป็นการมุ่งเน้นให้แรงงานรวมกลุ่มกันเองเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับนายจ้าง และสร้างฐานเศรษฐกิจพึ่งตนเองขึ้นภายในกลุ่ม
ในเชิงนโยบายการยกระดับคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจภาคแรงงานในอดีตมักจะมุ่งเน้นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นหลัก แต่มิได้ยกระดับคุณภาพชีวิตที่แท้จริง จากการลงพื้นที่วิจัยโดยใช้พื้นนาเป็นห้องทดลอง ทฤษฎี 1 วิถี 2 การผลิต แหวกความคิดจากกฎเดิมๆ แนวทางใหม่นี้เป็นการมุ่งเน้นให้แรงงานรวมกลุ่มกันเองเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับนายจ้าง และสร้างฐานเศรษฐกิจพึ่งตนเองขึ้นภายในกลุ่ม
โครงการนำร่องหรืองานวิจัยที่ทดลองกับชีวิตคนจริงๆ เกิดขึ้นกับกลุ่มแรงงานใน จ.ปราจีนบุรี เกือบร้อยชีวิตที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม 304 รวมตัวกันทำโครงการ “หมู่บ้านมั่นคงแรงงานสังคมเพื่อน” เพื่อนำไปสู่การสร้างทฤษฎี 1 ครัวเรือน 2 วิถีการผลิต โดยมีบ้านเป็นตัวตั้งมาแก้ปัญหาหลักของแรงงาน คือ เรื่องรายได้ เรื่องครอบครัว เรื่องสังคม เรื่องของคนทิ้งภาคเกษตรมาอยู่ในโรงงาน ทิ้งไร่นา ทิ้งพ่อ ทิ้งแม่ ทิ้งลูก ทิ้งหลานไว้ข้างหลังมากมาย
ฉะนั้น การที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้จึงไม่ใช่การสร้างบ้าน แต่เป็นการสร้างชุมชนใหม่ และการจัดระเบียบความสมดุลของวิถีการดำรงชีพของคนงานให้เข้ากับยุคสมัยนี้ ชุมชนใหม่หรือหมู่บ้านมั่นคงแรงงานสังคมเพื่อนจะแก้ปัญหาได้ ดังนี้ 1.สามารถแก้ปัญหาปัจจัยสี่ได้ ต้องมีบ้าน ต้องมีรายได้ รายได้นั้นต้องเป็นที่มาของสามปัจจัย คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค บ้านจึงเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น
การสร้างบ้านจึงมีลักษณะแตกต่างจากบ้านมั่นคงอื่นๆ ทั่วไป โดยจะต้องมีเศรษฐกิจภาคการเกษตรในชุมชนเพื่อเป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร ลดรายจ่ายให้แก่ครอบครัว การประกอบสัมมาชีพในโรงงานอุตสาหกรรม เศรษฐกิจภาคบริการในชุมชน
ได้แก่ บริการทางการเงินผ่านสหกรณ์ การออมวันละบาท สวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์ ตลาดนัดสินค้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าจากโรงงาน และภาคบริการทางสังคม เช่น ศูนย์เด็ก ศูนย์เรียนรู้ ศูนย์ผู้สูงอายุ ศูนย์พัฒนาทักษะฝีมือ เป็นต้น นี่เป็นการตกผลึกของขบวนการแรงงานที่ร่วมทำงานกันเกือบ 4 ปี
2.ชุมชนแก้ปัญหาครอบครัวทรพี ในโรงงานไม่ได้ติดตามข่าวสาร จึงจะเห็นครอบครัวทรพีลูกฆ่าแม่ พ่อแม่ฆ่าลูก ครอบครัวที่ลูกไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ พ่อแม่ทิ้งลูกไว้ให้อยู่กับปู่ย่าตายาย สังคมอธรรมได้ไล่ต้อนให้แรงงานต้องทิ้งครอบครัววิ่งเข้าหาโรงงาน 12 ชั่วโมง ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก ที่นี่หลายคนเป็นหนี้สิน ติดคุก ติดตะราง ยาเสพติด แต่งงานไว มีลูกก่อนแต่ง ฯลฯ บ้านจึงไม่ใช่ที่นอนอย่างเดียว แต่บ้านเป็นการสร้างสังคมใหม่ให้เกิดวาระครอบครัวเข้มแข็งระหว่างหลานลูกพ่อแม่ได้
3.ต้องเป็นชุมชนที่มีลักษณะ 1 ครัวเรือน 2 วิถีการผลิต เพื่อรองรับสังคมการแข่งขันที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรง กล่าวคือ วิถีการผลิตหลักคือการหารายได้จากในโรงงาน วันละ 12 ชั่วโมง จะทำอะไรไม่ได้เลย ทฤษฎีนี้จึงเน้นการพึ่งพิงตนเอง เริ่มจากการรวมกลุ่มแรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพในบริเวณใกล้เคียง ชักชวนกันมาสร้างชุมชนใหม่ใกล้ที่ทำงาน เช่น โรงงานบริษัท สุรพลฟู้ดส์ โรงงานบริษัท ฮิตาชิ คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ โรงงานบริษัท พี เอม ฟูด และโรงงานบริษัท โพลิโฟม (กบินทร์บุรี) เป็นต้น
การรวมกลุ่มภายใต้ชื่อ “สังคมเพื่อน” เป้าหมายเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับนายจ้าง และสร้างกิจกรรมเศรษฐกิจพึ่งตัวเอง การรวมกลุ่มของคนหมู่มากที่มาจากหลายโรงงานย่อมกลายเป็น “ตลาดนัด” ขนาดย่อมๆ สินค้าที่มาจากโรงงานสมาชิกได้จากการไปต่อรองกับนายจ้าง ให้อนุญาตนำสินค้าราคาต้นทุนมาร่วมลงขันกันเปิดตลาดนัดและจัดกิจกรรมออกร้าน
ผลก็คือสามารถสร้างรายได้ภายในกลุ่มเพื่อนำไปเป็นทุนจัดกิจกรรมครั้งต่อไป เป็นการเพิ่มรายได้ ลดการพึ่งพาโอที ไม่ต้องทำงาน 1012 ชั่วโมง โดยมีรายได้ไม่ต่างจากเดิม เมื่อมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้นนำไปสู่การสร้างครอบครัวอบอุ่นขึ้น สายสัมพันธ์ภายในครอบครัวก็จะไม่หลุดหลวม
จากการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนใหญ่ จึงมีอำนาจต่อรองการขอสินเชื่อเพื่อสร้างชุมชนใหม่ เพื่อนำทฤษฎี 1 ครัวเรือน 2 วิถีการผลิต ไปสู่การลงมือกระทำจริง เริ่มตั้งแต่สมาชิกร่วมกันออมเงินไปซื้อที่ดิน (ที่นา) ราคาถูกเฉลี่ยตารางวาละ 350 บาท จำนวน 15 ไร่ แบ่งเป็นแปลง แปลงละ 50 ตารางวา ได้ทั้งหมด 71 แปลง
ภายในพื้นที่ดังกล่าวยังมีพื้นที่ส่วนรวมจัดตั้งสำนักงานสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงแรงงานสังคมเพื่อน ลานตลาดนัด ศูนย์ฝึกอาชีพ หรือศูนย์เลี้ยงเด็กและเรียนรู้ พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ การรวมกันของแต่ละ 1 ครัวเรือน 2 วิถีการผลิตในพื้นที่ 15 ไร่ กลายเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่ได้ ผ่านระบบการจัดผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน
เช่น บ้านแต่ละหลังจะไม่กั้นรั้วหรือกำแพงก่ออิฐ แต่จะให้แต่ละหลังปลูกพืชสมุนไพรหรือพืชสวนครัวเป็นรั้วกั้น หรือพื้นที่ถนนภายในซอยย่อยภายในชุมชนจะตกลงกันปลูกต้นไม้หน้าบ้านตามชื่อซอย เช่น ซอยที่ 1 ชื่อซอยสะเดา ปลูกต้นสะเดา ซอยที่ 2 ชื่อซอยมะพร้าว ปลูกต้นมะพร้าว และซอยที่ 3 ชื่อซอยมะละกอ ปลูกต้นมะละกอ เป็นต้น
สมาชิกในชุมชนมีสิทธิเก็บเกี่ยวพืชผลเหล่านี้ทั้งบริโภคภายในครัวเรือนหรือร่วมกันลงแขกเก็บส่งขายตลาดท้องถิ่น นำเงินเข้ากองกลางผ่านการดูแลของสหกรณ์ เพื่อเป็นทุนไปจัดกิจกรรมสร้างฐานเศรษฐกิจอย่างอื่นต่อไป ในขณะที่พื้นที่ภายในบ้านของตัวเองก็สามารถปลูกพืชผักสวนครัวบริโภคหรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกทาง
สิ่งสำคัญไปกว่านั้น สามารถต่อเติมเพื่อสร้างครอบครัวขยายที่มีทั้งพ่อแม่ลูก ปู่ย่าตายายอาศัยอยู่กันพร้อมหน้าภายใต้หลังคาเดียวกันได้ นี่คือจุดแตกต่างจาก “หอพักคนงาน” “บ้านเอื้ออาทร” หรือแม้แต่ “บ้านมั่นคงฯ” ที่สร้างห้องไว้เป็นที่ซุกหัวนอนอยู่ภายในสภาพแวดล้อมและชุมชนแออัด
การเกิดชุมชนใหม่ถือว่าได้รับการสนับสนุนสำคัญจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ที่ร่วมกันตกผลึกทางความคิดในทฤษฎีดังกล่าว เข้ามาออกงบประมาณสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ 4% วงเงิน 3 แสนบาท/ครัวเรือน (บ้าน+ที่ดิน) และงานลงทุนด้านสาธารณูปโภค จึงทำให้แรงงานแต่ละครัวเรือนเฉลี่ยผ่อนค่างวดบ้านกับ พอช.เพียงเดือนละ 2,000 กว่าบาท ระยะเวลา 15 ปีก็เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านเดี่ยวเป็นของตัวเอง
ทฤษฎีนี้ได้สร้างความเข้มแข็งโดยการพัฒนาความคิด จิตวิญญาณ การจัดตั้งและการจัดการ และอาศัยฐานเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ทำให้ผู้ใช้แรงงานกลุ่มหนึ่งไม่ว่าอยู่ในระบบและนอกระบบ สามารถยกระดับความคิด จิตสำนึก เป็นพลังการเปลี่ยนแปลง และคนกลุ่มนี้ยังคงดำเนินกิจกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาตนเองด้วยการพึ่งลำแข้งของตัวเองภายในชุมชน
กล่าวโดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า ทฤษฎีนี้เป็นการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตคนงาน และยึดโยงกับแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา”
ข้อสังเกตสุดท้าย คือ สังคมของคนโรงงานค่อนข้างจะเป็นสังคมปิด ประการแรก นายจ้างจะปกปิดข้อเท็จจริงหลายประการ ไม่ต้องการให้คนงานรู้ ประการที่สอง นายจ้างปิดกั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างคนงานกับคนงานด้วยกัน โดยการสกัดกั้นการรวมกลุ่มประชุมร่วมกันของคนงาน ประการที่สาม สกัดกั้นมิให้คนภายนอกเข้าไปรับรู้กระบวนการจัดการภายในโรงงาน จะให้รู้เฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อโรงงานเท่านั้น
สุดท้าย คนภายนอกก็มักจะไม่ค่อยมีใครพยายามเข้าไปศึกษาข้อเท็จจริงที่ทางโรงงานปกปิด นี่คือปัญหาแรงงานไทยที่มีอยู่ทั่วไปในชีวิตโรงงาน แต่แทบจะไม่มีใครให้ความสนใจจริงๆ จังๆ







