
จี20เตือนดอกต่ำยิ่งเสี่ยงนักลงทุนไม่หวั่นลุยลงทุนเอเชีย
ท่ามกลางบรรยากาศของการฝืนดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำถึงแม้จะอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ที่ประชุมของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 ประเทศ (จี20) ที่ เมืองแคร์นส์ ประเทศออสเตรเลีย ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวล ว่า การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องในสหรัฐจะยิ่งทำให้ความเสี่ยงในตลาดเงินเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังคงดำเนินนโยบายอยู่บนพื้นฐานของการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องหลังจากที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมายังไม่เสถียรนัก
ท่ามกลางบรรยากาศของการฝืนดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำถึงแม้จะอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ที่ประชุมของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 ประเทศ (จี20) ที่ เมืองแคร์นส์ ประเทศออสเตรเลีย ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวล ว่า การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องในสหรัฐจะยิ่งทำให้ความเสี่ยงในตลาดเงินเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังคงดำเนินนโยบายอยู่บนพื้นฐานของการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องหลังจากที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมายังไม่เสถียรนัก
“เรากังวลและเฝ้าจับตาการก่อตัวของความเสี่ยงที่มากล้นในตลาดการเงิน โดยเฉพาะในบรรยากาศของการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำและความผันผวนในสินทรัพย์น้อย” แถลงการณ์ของ จี20 ระบุ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เศรษฐกิจโลกปีนี้เติบโตอย่างไร้เสถียรภาพ ถึงแม้สหรัฐและอังกฤษจะฟื้นตัวดี ทว่าตลาดยุโรปยังคงมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด ขณะที่จีนอาจบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 7.5% ได้ยากขึ้น จากที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์และการปล่อยสินเชื่อชะลอตัว
ขณะเดียวกันการตัดสินใจของนักลงทุนกลับไม่ได้รับผลกระทบต่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในหลายภูมิภาคทั่วโลกแต่อย่างใด เนื่องจากได้รับความั่นใจจากการดำเนินโยบายการกระตุ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้สภาพคล่องในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง
ด้าน คริสติน ลาการ์ด ผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แสดงทัศนะว่าความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเงากำลังเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกระตุ้นให้ธนาคารกลางทั่วโลกใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในการจัดการกับการเก็งกำไรที่เกินจริงในหลายภาคส่วนของตลาด
ทั้งนี้ การประกาศยุตินโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของเฟด ในเดือน ต.ค. และแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัดส่วนที่สูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนของปีหน้าเป็นอย่างเร็วที่สุดนั้น ได้ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่าอาจเกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่กลับสู่ตลาดสหรัฐอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ทางด้านหนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า นักลงทุนยังคงเลือกที่จะลงทุนในตลาดเอเชียต่อไป ถึงแม้สหรัฐอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ก็ตาม เนื่องจากราคาสินทรัพย์ในเอเชียยังคงต่ำสวนทางกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีการพัฒนาดีขึ้น
ข้อมูลจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) กล่าวว่า มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้และตลาดทุนของเอเชียเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาถึง 9,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.1 แสนล้านบาท) ซึ่งสวนทางกับตลาดเกิดใหม่ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออกเมื่อเดือนเดียวกัน
รายงานระบุต่อไปว่าจีนยังมีจุดแข็งจากการที่ราคาหุ้นยังคงต่ำ แม้ธุรกิจมีกำไรสูงขึ้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคทะยานขึ้นตามอัตราค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกันการขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังส่งผลดีต่อญี่ปุ่นเช่นกัน โดยจะกดดันให้สกุลเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของประเทศ ซึ่งทำให้ดัชนีตลาดหุ้นนิกเกอิในเดือน ก.ย. โตขึ้นโดยเฉลี่ยแล้ว 5.8%
นอกจากนี้ อเจย์ อารกัล ยังแสดงความเห็นว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดยังทำให้อินเดียอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดียลดลงต่ำกว่า 2% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
กระนั้น ทางด้าน พีตร์ โคคูเร็ค ผู้จัดการอาวุโสด้านการจัดการลงทุนในสินทรัพย์ของ เฟิสต์ สเตท อินเวสเมนส์ บรรษัทข้ามชาติด้านการจัดการหลักทรัพย์ แสดงทัศนะว่า นักลงทุนในเอเชียจะเริ่มเข้มงวดต่อการคัดเลือกการลงทุนมากขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
รายงานฉบับนี้ของวอลสตรีท เจอร์นัล สรุปทิ้งท้ายไว้ใกล้เคียงกับการวิเคราะห์ของ จี20 ว่า อีกเหตุผลหนึ่งการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐไม่ส่งผลในแง่ลบต่อตลาดเอเชียมากนัก เนื่องจากทั้งธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางญี่ปุ่น จะยังคงนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) อยู่นั่นเอง







