posttoday
นโยบายรัฐบาล : ไม่ตอบโจทย์การปฏิวัติ

นโยบายรัฐบาล : ไม่ตอบโจทย์การปฏิวัติ

22 กันยายน 2557

วิเคราะห์เจาะลึกนโยบายรัฐบาลที่แถลงไปแล้ว เห็นว่ายังไม่ตอบโจทย์ของ คสช.ที่ตัดสินใจทำการปฏิวัติรัฐประหาร

วิเคราะห์เจาะลึกนโยบายรัฐบาลที่แถลงไปแล้ว เห็นว่ายังไม่ตอบโจทย์ของ คสช.ที่ตัดสินใจทำการปฏิวัติรัฐประหาร

นโยบายส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเรื่องเก่าที่เอามาตบแต่งใหม่และเขียนนโยบายตามความคิดความต้องการของหน่วยราชการและรัฐบาลมากกว่าจะตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชนส่วนใหญ่ และการแก้ไขปัญหาที่นำมาสู่การปฏิวัติรัฐประหาร

น่าเห็นใจรัฐบาลเพราะเป็นข้าราชการประจำที่อาจไม่เข้าใจและไม่ได้ให้ความสำคัญกับความต้องการของประชาชน แต่กลับไปให้ความสนใจกับความต้องการของรัฐบาล เพราะเป็นธรรมดาของระบบราชการไทยที่ใครมาเป็นรัฐบาลข้าราชการก็จะต้องเอาใจ สั่งอะไรไปก็ครับ รับไปหมด แต่ทำได้หรือไม่ได้ ก็อยู่ที่ว่าอยากทำหรือไม่ จะทำให้หรือเปล่า ขั้นตอนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นออกมาเป็นรูปธรรม

แนวทางพระราชดำริที่อัญเชิญมาเกรงว่าจะกลายเป็นเพียงคาถา ไม่เห็นว่านโยบายเรื่องใดที่เป็นไปตามแนวทางที่ได้อัญเชิญมา ไม่รู้ว่า เข้าใจ เข้าถึง ตรงไหนแล้วจะพัฒนาอย่างไร ส่วนแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หากไม่เข้าใจปรัชญาก็จะไม่สามารถนำไปใช้ได้

พระองค์ท่านทรงแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ใช่แก้ไขตามอาการและทรงแก้แบบครบวงจรและยั่งยืน เพราะพระองค์ท่านทรงเข้าใจและเข้าถึงปัญหาและประชาชนจริง แล้วจึงทรงพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหานั้น

จะเห็นว่าพระองค์เสด็จฯ ไปถึงทุกหนแห่งไม่ว่าจะอันตรายอย่างไร กันดารลำบากยากเย็น ห่างไกลแค่ไหน เพื่อไปพบพสกนิกรของพระองค์ ทรงซักถามถึงปัญหาจนเข้าใจและดูสภาพพื้นที่และภูมิประเทศด้วยพระองค์เองก่อนที่จะพระราชทานแนวพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแก้ไขปัญหาและพัฒนาแบบยั่งยืน แต่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยเข้าใจใส่ใจในการที่จะนำเอาแนวพระราชดำริไปใช้ในการแก้ไขปัญหาอย่างที่ทรงทำให้เห็นเป็นตัวอย่างทั้งในพื้นที่จริงและศูนย์ศึกษาพัฒนาหลายแห่งที่ทรงจัดทำไว้ เพื่อเป็นตัวอย่างและให้เป็นแหล่งเรียนรู้ หากรัฐบาลมีการดำเนินการตามแนวทางที่ทรงวางไว้ประเทศไทยจะมีการพัฒนาแบบยั่งยืนและมีเศรษฐกิจที่มั่นคง ประชาชนจะพ้นจากความยากจนและมีความเป็นอยู่ที่พอเพียง ปัญหาความแตกต่างช่องว่างทางสังคมก็หมดไป ไม่กลายเป็นเงื่อนไขที่ใครจะนำมาสร้างความแตกแยกให้วุ่นวายจนต้องทำปฏิวัติรัฐประหารอีกต่อไป

นโยบายหลายเรื่องที่ดีก็มีอยู่ แต่การจะนำไปสู่การปฏิบัตินั้นจะเป็นตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่าย หากหน่วยงานและผู้ที่ได้รับมอบหมายให้นำไปปฏิบัติไม่เข้าใจว่าควรทำอย่างไร

อย่างกรณีเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหลังจากที่ได้ลงไปตรวจเยี่ยมพื้นที่น้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย ว่าได้สั่งการมอบหมายให้ใคร หน่วยงานไหน ไปดำเนินการอย่างไร แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการรายงานข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ครบถ้วน ทำให้การวินิจฉัยสั่งการมีปัญหา ทำให้การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ครบถ้วน

ตัวอย่างก็เคยมีให้เห็น เช่นกรณีที่ทำให้เกิดปัญหาที่ทำให้น้ำท่วมใหญ่มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ทำให้ประเทศไทยต้องเสียหายอย่างใหญ่หลวง เพราะหน่วยงานที่มีประสบการณ์เป็น 100 ปี ที่ควรเป็นหน่วยหลักคือกรมชลประทานกลับไม่ได้รับผิดชอบในฐานะหน่วยงานหลัก แต่กลับให้หน่วยงานใหม่และคนใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์มารับผิดชอบ เอาข้อมูลจากหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้มายำ แล้วนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ทั้งทิศทางและปริมาณน้ำ ทำให้การบริหารจัดการผิดพลาด เพราะมีการไปกั้นน้ำและผันน้ำไปในที่ไม่เหมาะสม ทำให้การไหลของน้ำที่ควรเป็นไปตามธรรมชาติและควบคุมได้กลายเป็นควบคุมไม่ได้ จนเกิดน้ำท่วมขังระยะยาวในเขตพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดผลกระทบรุนแรงมาก่อนเลย โดยเฉพาะในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร สนามบินดอนเมือง เขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ทั้งที่ปริมาณน้ำก็ไม่ได้มากไปกว่าปีที่เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลแต่อย่างใด เป็นเหตุให้ผู้ชำนาญการและหน่วยงานที่รู้จริงไม่ยอมเข้ามารับผิดชอบจนต้องขอถอนตัวไม่อาจร่วมงานได้

ขอรายงานนายกรัฐมนตรีด้วยว่าที่ได้สั่งการไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำสายหลักลงสู่แก้มลิงให้ได้โดยเร็วที่สุด ขุดลอกแม่น้ำเพื่อช่วยเร่งระบายน้ำและเก็บกักน้ำไว้ได้ในท้องน้ำที่มีความลึกและขุดเจาะช่องระบายน้ำตามถนนหลายจุดซึ่งเป็นคันกั้นน้ำ การเพิ่มแก้มลิงและการพัฒนาแก้มลิง การผันน้ำจากแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน การก่อสร้างระบบการป้องกันน้ำท่วม

รัฐบาลที่ผ่านมาหลายรัฐบาลได้จัดงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เพื่อไปดำเนินการตามที่ท่านได้สั่งการไปแล้วเป็นเงินหลายพันล้านบาท ทั้งขุดลอกแม่น้ำยม แม่น้ำยมสายเก่า แม่น้ำน่าน ทำคันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ ทำแล้วทำอีก แต่หน่วยงานที่เตรียมข้อมูลและรายงานท่าน คงไม่ได้รายงานในส่วนนี้

หากการแก้ไขปัญหาเหมือนเดิมอย่างที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไป ก็คงได้ใช้เงินกันสนุก เพราะขุดลอกลำน้ำตรวจสอบยากว่าขุดจริงหรือไม่ ปริมาณดินเท่าไร ทำไมน้ำก็ยังท่วมเหมือนเดิมทั้งที่ปริมาณน้ำก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม ขุดลึกมากไปตลิ่งก็พังทั้งหน้าแล้งหน้าฝน สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์จริงไม่ใช่ชาวบ้าน ชาวบ้านก็ยังทุกข์เหมือนเดิม

เพราะการแก้ไขที่ไม่ครบวงจร ไม่เบ็ดเสร็จ และไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม จึงทำให้เกิดผลกระทบซ้ำซาก และใช้งบประมาณซ้ำซากอยู่อย่างนี้

เราต้องอยู่กับธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยธรรมชาติให้มากที่สุด

การใช้เทคโนโลยีและวิศวกรรมโดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติ ไม่เพียงแต่ไม่ได้แก้ปัญหา แต่จะทำให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงขึ้น เช่น การสร้างคันกั้นน้ำตามแม่น้ำลำคลอง แล้วบอกว่าต้องผันน้ำเข้าแก้มลิงให้เร็วที่สุด มันจะเข้าไปได้อย่างไรถ้าไปปิดปากลิงไว้ เพราะการสร้างคันกั้นน้ำอย่างนั้น ที่สำคัญเมื่อกั้นที่ต้นน้ำแล้ว น้ำจะไปไหนก็ต้องไหลลงมาที่ปลายน้ำ จึงจำเป็นที่จะต้องผันน้ำออกระหว่างทางเพื่อลดปริมาณน้ำที่จะลงมา แต่เราไปเปลี่ยนแปลงธรรมชาติและใช้ประโยชน์ที่ดินแบบไม่มีการวางแผนโดยไม่รับผิดชอบดูแลกัน จนทำให้ทางน้ำถูกกั้นจนไม่สามารถระบายน้ำได้ก็ต้องท่วมเป็นธรรมดา แต่เดิมตามธรรมชาติเมื่อน้ำมามากก็หลากล้นตลิ่งเข้าไปตามห้วย หนอง คลอง บึง ที่ลุ่มต่างๆ นั้นแหละที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกว่าแก้มลิง ไม่ต้องไปเสียงบประมาณจำนวนมากขุดใหม่ แต่ให้ใช้ธรรมชาติ ท่านก็ทรงทำให้ดูแล้วเมื่อปี 2549 ที่น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ท่านก็ทรงให้ปล่อยน้ำเข้าที่ดินของท่านที่ทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา นั้นคือตัวอย่างแก้มลิงที่ทรงรับสั่งอยู่เสมอ

เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและทีมงานที่กำลังพิจารณาแผนการใช้เงินหมื่นล้านบาทที่เหลือจากที่ได้กู้ยืมมาใช้ในโครงการน้ำของรัฐบาลที่แล้ว ได้เห็นเป็นตัวอย่างว่าการจัดสรรงบประมาณโดยที่ไม่มีข้อเท็จจริง นอกจากไม่ได้แก้ไขปัญหาแล้วยังจะทำให้เสียหายอีกด้วย

ตัวอย่างเช่น โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการที่ป้องกันน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ ที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายหลายครั้ง รวมกันแล้วเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท ใช้งบประมาณไปหลายพันล้านบาท โดยสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อชะลอน้ำ ควบคุมปริมาณการไหลของน้ำที่ผ่านตัวเมืองหาดใหญ่ ขุดลอกคลองธรรมชาติสายหลักและสายรอง สร้างคลองระบายน้ำ ประตูน้ำและสถานีสูบน้ำ วางระบบโทรมาตรอุทกวิทยาลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ปรับปรุงถนน ทางรถไฟที่ขวางทางน้ำ น้ำที่เหลือผันอ้อมเมืองลงคลองระบายน้ำออกทะเลสาบสงขลา โครงการทำเสร็จมาหลายปีน้ำไม่ท่วม

แต่ในปี 2553 เกิดน้ำท่วมใหญ่อีก จากการติดตามและตรวจพื้นที่ จึงพบสาเหตุว่าระบบป้องกันน้ำท่วมที่ทำไว้ไม่ได้มีปัญหาอะไรจนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่อีก แต่ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรีควนลังและกรมทางหลวง ประชุมกันแล้วมีมติให้ตัดทางหลวงสาย 43 หาดใหญ่ปัตตานี เป็นเส้นทางลอดใต้ถนน 4 ช่องจราจร โดยไม่รู้ว่าทางหลวงสายนี้ใช้เป็นแนวกั้นป้องกันน้ำที่จะเข้าไปในเมืองหาดใหญ่โดยผันน้ำอ้อมเมืองไปลงทะเลสาบสงขลา เป็นเหตุให้น้ำไหลทะลักเข้าช่องทางนี้ปริมาณที่ไหลมากกว่าระบบระบายน้ำผ่านเมืองจะรับได้ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่อีก

ที่สำคัญนอกเหนือจากความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว การลงทุนทำระบบป้องกันน้ำท่วมมูลค่ารวมเกือบหมื่นล้านบาท ต้องเสียหายไปด้วย เพราะเพียงแค่การตัดถนนเพื่ออำนวยความสะดวกในการจราจรโดยไม่จำเป็น รัฐบาลที่แล้วก็เอาโครงการแก้ไขน้ำท่วมหาดใหญ่ใส่ไว้เป็นหนึ่งโมเดลในโครงการน้ำเร่งด่วน 3.5 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลที่แล้วก็ไม่รู้สาเหตุว่าน้ำท่วมอีกเพราะอะไร แต่ตั้งงบประมาณจำนวนมากไปเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการตัดถนนเพียงไม่กี่เมตร

ดีใจที่นายกรัฐมนตรีพูดเรื่องน้ำ แต่ฟังดูไม่แน่ใจว่ามีข้อมูลแค่ไหน ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องช่วยท่านโดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงไปตรงมาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เพื่อให้ท่านได้ตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ข้อมูลทั้งหลายจึงต้องพร้อม ทีมงานต้องมีประสบการณ์เคยผ่านงานและรู้จริง ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะว่าเป็นห่วง

เวลารัฐบาลน้อยไม่มีเวลาแก้ตัว ต้องแก้ปัญหาทีเดียวให้ถูกจุด

ถ้านโยบายรัฐบาลไม่ตอบโจทย์ของการปฏิวัติรัฐประหาร ก็ยากที่จะแก้ไขปัญหาของชาติ

รัฐบาลต้องเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารให้ได้โดยเร็ว เพราะหากยังแก้ไม่ได้หรือไม่สำเร็จ บ้านเมืองก็ต้องกลับไปสู่ปัญหาเดิมก่อนการปฏิวัติและจะลุกลามอย่างรวดเร็ว จนยากที่จะยุติได้โดยง่ายและจะวุ่นวายจนไม่รู้ว่าจบอย่างไร

คำตอบสุดท้าย คือ รัฐบาลต้องชนะใจประชาชน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ