posttoday
เวทีทางสังคมที่เปิดกว้าง

เวทีทางสังคมที่เปิดกว้าง

19 กันยายน 2557

เวทีทางสังคมที่เปิดกว้าง (Grand Social Platform) หมายถึงการมีเวทีการพูดคุยที่รวมฝ่ายที่มีความเห็นต่างๆ กัน ซึ่งจะมาถกแถลงกันหลายๆ ครั้ง จนเกิดการขยับเลื่อนทางวาทกรรม (Discursive Shift) สู่การยอมรับคุณค่าร่วมและกติกาการอยู่ร่วมกัน ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยให้เกิดการก้าวพ้นความขัดแย้งแบบแพ้ชนะสู่ความขัดแย้งเชิงปรองดองได้ในที่สุด

เวทีทางสังคมที่เปิดกว้าง (Grand Social Platform) หมายถึงการมีเวทีการพูดคุยที่รวมฝ่ายที่มีความเห็นต่างๆ กัน ซึ่งจะมาถกแถลงกันหลายๆ ครั้ง จนเกิดการขยับเลื่อนทางวาทกรรม (Discursive Shift) สู่การยอมรับคุณค่าร่วมและกติกาการอยู่ร่วมกัน ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยให้เกิดการก้าวพ้นความขัดแย้งแบบแพ้ชนะสู่ความขัดแย้งเชิงปรองดองได้ในที่สุด

ประเทศไทยประสบปัญหาความขัดแย้งแบบแพ้ชนะในทางการเมืองมาโดยตลอดจนเกิดเป็นวงจรทางการเมืองที่แกว่งกวัดระหว่างรัฐบาลทหารกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยประชาชนส่วนหนึ่งพร้อมจะเชียร์ฝ่ายที่เพิ่งขึ้นมีอำนาจแล้วสักพักก็เหนื่อยหน่าย ทำให้วงจรความขัดแย้งแบบแพ้ชนะดำเนินต่อไปในรอบใหม่

แม้เราจะขัดแย้งกันในเรื่องผลประโยชน์หรือในเรื่องที่เป็นรูปธรรมต่างๆ แต่ที่อยู่ลึกไปกว่านั้นคือความขัดแย้งเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรม หากจะจำกัดขอบเขตอยู่ที่วัฒนธรรมการเมืองน่าจะให้ความสำคัญแก่ความขัดแย้งเชิงคุณค่า ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างคุณค่าตามจารีตประเพณี ที่เน้นเรื่องบารมีและคุณธรรมกับคุณค่าประชาธิปไตยซึ่งได้แก่คุณค่าความเสมอภาค เสรีภาพ และภราดรภาพ/ภคินีภาพ ต่อไปจะขอขยายความเรื่องความไม่เสมอภาคในสังคมไทย

สังคมไทยแต่เดิมไม่เน้นเรื่องความเสมอภาค หากเป็นสังคมผู้ใหญ่ผู้น้อยเป็นสังคมอุปถัมภ์ ซึ่งมีโครงสร้างในแนวตั้ง โครงสร้างในแนวตั้งนี้สะท้อนให้เห็นเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม หากโครงสร้างนี้ไม่แบนราบลงบ้าง หากโครงสร้างนี้มีเสถียรภาพมากก็จะตอกย้ำและดำรงความเหลื่อมล้ำอยู่ต่อไป

ในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้นักการเมืองและข้าราชการจะพูดให้ดูดีอย่างไร ว่าจะแก้ไขปัญหานี้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแล้วฉบับเล่าก็ตาม แต่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของคนที่จัดว่าจน ก็มีรายได้น้อยกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ของคนที่จัดว่ารวยอยู่ 13 เท่ามาหลายสิบปีแล้ว ส่วนในด้านการถือครองที่ดินนั้นก็มีความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น จากข้อมูลของผาสุก พงษ์ไพจิตร (2554)พบว่า ใน 4 จังหวัดที่เป็นเขตเมือง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ปทุมธานี และสมุทรปราการ 50 คนแรกที่ถือครองที่ดินมากที่สุด จะถือครองที่ดินจำนวนมากคิดเป็นร้อยละ 10.1 14.2 12.4 และ 11.7 ของที่ดินทั้งหมดในจังหวัดนั้นๆ ตามลำดับ จึงควรที่จะมีการประมวลผลศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำของรายได้ ความเหลื่อมล้ำของการถือครองที่ดิน แล้วนำข้อมูลที่มีผู้ศึกษาไว้มากแล้วนี้มาเสนอให้ผู้ที่เห็นต่าง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้พูดคุยกันหลายๆ ครั้งในเวทีทางสังคมที่ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการขยับเลื่อนทางวาทกรรมสู่การลดทอนความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจลง

ในส่วนของความเหลื่อมล้ำทางการเมือง ประเด็นที่น่าสนใจคือการรวมศูนย์อำนาจ ประเทศไทยมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางมากที่สุดประเทศหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับความคิดอำนาจนิยมและโครงสร้างแนวตั้งของสังคมไทย คณะกรรมการปฏิรูป (2555) ซึ่งมี อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ถึงกับเสนอให้มีการยุบการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเสีย ในทำนองเดียวกับที่ถือปฏิบัติในประเทศส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ดีการเรียกร้องเช่นนี้ รวมทั้งการเรียกร้องให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง ก็ยังไม่เกิดผลเป็นการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ถือได้ว่าเป็นความหวังในเรื่องการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติให้สมาชิกสภาและผู้นำฝ่ายบริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง ผลสืบเนื่องก็คือการออก พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 แต่ก็ยังไม่เกิดผลมากนัก สาเหตุหลักมาจากข้าราชการส่วนภูมิภาคไม่ยอมย้ายไปสังกัดราชการส่วนท้องถิ่นนั่นเอง

แนวทางการถ่ายโอนอำนาจสู่ท้องถิ่นอาจมีได้หลายแนวทาง ซึ่งจะขอเสนอโดยสังเขป 3 แนวทางดังนี้

การดำเนินการกระจายอำนาจที่เป็นของผู้ว่าราชการจังหวัดไปให้นายก อบจ. และที่เป็นของราชการส่วนภูมิภาคไปให้ราชการส่วนท้องถิ่นอย่างมีขั้นมีตอนตามที่คณะกรรมการกระจายอำนาจ ซึ่งมีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นฝ่ายเลขานุการได้กำหนดเป็นแผนการไว้ อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาแนวทางนี้ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

การออกพระราชบัญญัติจังหวัดปกครองตนเอง เป็นรายจังหวัดที่มีความพร้อม ตามแนวทางการรณรงค์ของภาคประชาสังคมส่วนหนึ่ง หรือการออกเป็นกฎหมายแม่บทที่จะต้องมีพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้มีผลบังคับใช้เป็นรายจังหวัดต่อไป ตามแนวทางของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

การมีคณะกรรมการร่วมเป็นรายจังหวัดสำหรับจังหวัดที่เข้าเกณฑ์การถ่ายโอนอำนาจ โดยมีผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ฝ่าย ได้แก่ (ก) ข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค (ข) นักการเมืองและข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ค) ภาคประชาสังคมในจังหวัด เพื่อพิจารณาวางแผนการถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นระบบและมีเงื่อนเวลา ทั้งนี้เมื่อได้ความเห็นพ้องกันเป็นแผนที่เดินทางแล้ว ก็ออกกฎหมายรองรับเป็นรายจังหวัด หรือออกพระราชกฤษฎีการองรับเป็นรายจังหวัด หากมีกฎหมายแม่บทแล้ว

ควรหรือไม่ที่สังคมการเมืองไทยจะอยู่เฉยๆ ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นระหว่างส่วนเมืองกับชนบท ดำเนินและสะสมปัญหาต่อไปเรื่อยๆ หรือว่าเราควรหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้รับผิดชอบและผู้มีส่วนได้เสีย ได้มาถกแถลงเรื่องนี้กันอย่างจริงจังในเวทีทางสังคมที่เปิดกว้าง โดยมุ่งหวังผลในเร็วๆ วัน

ส่วนเรื่องคุณค่าความเสมอภาคในทางสังคมนั้น อาจเริ่มต้นที่การเห็นคนเป็นคน ไม่เลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งการมีหรือไร้อำนาจ การมีหรือไร้เงินทอง ชาติกำเนิดหรือชาติพันธุ์ เพศสภาพหรือความโน้มเอียงทางเพศ ฯลฯ ค่านิยมที่เหยียดผู้อื่น เหยียดคนจากประเทศอื่นที่ถือว่าด้อยกว่านั้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากวรรณคดี จากบทเรียนประวัติศาสตร์ที่สำคัญว่าคนไทยเป็นชนชาติพิเศษ มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ถึงขั้นอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต เป็นต้น (ด้วยมีมายาคติว่าคำว่า “ไต” น่าจะหมายถึงบรรพบุรุษของเรา ชาติพันธุ์ของเรา โดยที่บางคนยังอยากเชื่อเช่นนี้ แม้จะมีการศึกษาแล้วก็ตามว่า คำว่า “ไต” ในชื่อเทือกเขาหมายความว่าทอง ซึ่งบังเอิญพ้องเสียงกับคำว่า “ไต” ที่ใช้เรียกชาติพันธุ์เท่านั้น) การวิจารณ์วรรณคดีและบทเรียนประวัติศาสตร์ในส่วนที่ปลูกฝังค่านิยมการเหยียดผู้อื่น ตลอดจนการสร้างสรรค์วรรณกรรมและศิลปกรรมแห่งการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะหยิบยกขึ้นมาถกแถลงกันในเวทีทางสังคมที่เปิดกว้าง

กล่าวโดยสรุปทั้งรัฐและสังคมควรริเริ่มจัดให้มีเวทีทางสังคมที่เปิดกว้าง เพื่อมาถกแถลงกันในเรื่องความขัดแย้งเชิงคุณค่า ที่เป็นความขัดแย้งและความรุนแรงทางวัฒนธรรมที่อยู่ลึก โดยเฉพาะเรื่องคุณค่าความเสมอภาค ซึ่งการปฏิเสธคุณค่านี้อย่างโจ่งแจ้งหรือโดยปริยาย ย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นการเคลื่อนตัวของสังคมออกจากความขัดแย้งแบบแพ้ชนะสู่ความขัดแย้งเชิงปรองดองได้ในที่สุด

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก