posttoday
ยุติคิวอีไม่ระคายผิวศก.ตั้งการ์ดรับเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ยุติคิวอีไม่ระคายผิวศก.ตั้งการ์ดรับเฟดขึ้นดอกเบี้ย

19 กันยายน 2557

เป็นไปตามการคาดการณ์ของบรรดานักวิเคราะห์และเหล่าผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนัก

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เป็นไปตามการคาดการณ์ของบรรดานักวิเคราะห์และเหล่าผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนัก สำหรับผลสรุปการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะเดินหน้าปรับลดวงเงินการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลงอย่างต่อเนื่องอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 แสนล้านบาท)

ส่งผลทำให้ปริมาณเงินซื้อพันธบัตรรายเดือนตามนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ของเฟดที่นำมาใช้อย่างต่อเนื่องหลายปีจะลดเหลือ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

และเท่ากับว่าหากทุกอย่างดำเนินไปตามเงื่อนเวลาที่คณะกรรมการเฟดวางกรอบไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงสถานการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายในสหรัฐ ทั้งอัตราการว่างงานที่ลดลงและตัวเลขเงินเฟ้อที่น่าจะขยับขึ้นตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 2% ทั่วโลกและสหรัฐก็น่าจะได้ฤกษ์ยุติโครงการซื้อคืนพันธบัตร หรือเลิกคิวอีภายในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้แน่นอน

แม้จะถือเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะความเคลื่อนไหวข้างต้นคือหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าพญาอินทรีแห่งนี้กำลังค่อยๆ ฟื้นตัว แต่สืบเนื่องจากความเคยชินต่อสภาพคล่องล้นระบบการเงินมานาน ทำให้นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์หลายฝ่ายอดที่จะตั้งคำถามด้วยความกังวลระคนกังขาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลกหลังยุติคิวอี

ขณะเดียวกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะส่งผลดีหรือร้าย บวกหรือลบต่อนานาประเทศทั่วโลก

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่สอดคล้องตรงกันว่าหากเป็นผลในระยะยาวก็ยังคงคาดการณ์ได้ลำบาก แต่หากเป็นผลในระยะสั้นและระยะกลาง ผลลัพธ์ที่เห็นได้พอจะเห็นได้ชัดเจนต่อเศรษฐกิจโลกก็คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เหมือนจะเป็นการตอบแบบกำปั้นทุบดินอยู่บ้าง แต่เมื่อพิจารณาจากท่าทีของเฟดหลังการประชุมครั้งล่าสุดระหว่างวันที่ 16-17 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็พอจะเข้าใจได้ว่าการคาดการณ์ข้างต้นของบรรดานักวิเคราะห์ไม่ได้ผิดไปจากความเป็นจริงที่สมควรจะเกิดขึ้นสักเท่าไรนัก

เหตุผลเพราะต่อให้เฟดแสดงท่าทียุติมาตรการคิวอีอย่างชัดเจนแค่ไหน นักลงทุนในตลาดก็ไม่หวั่นไหวเท่ากับสัญญาณหรือปฏิกิริยาที่เฟดจะมีต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ที่ 00.25% ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางการไหลของเงินทุน ต้นทุนการทำธุรกิจ และการปรับตัวแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ที่ล้วนแล้วแต่จะมีผลทำให้การฟื้นตัวเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐสะดุดทั้งสิ้น โดย เจนเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ระบุอย่างชัดเจนว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณทางบวกที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ ไม่เกี่ยวกับกรอบเวลาที่เฟดกำหนดแต่อย่างใด

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือเป็นการยืนกรานหนักแน่นว่าเฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ยาวเรื่อยไปจนถึงกลางปีหน้าแน่นอน เพราะการฟื้นตัวเติบโตยังคงเปราะบาง ยืนยันได้จากอัตราการจ้างงานในตลาดงาน และตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่งจะมีรายงานปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบปีทีเดียว

ทั้งนี้ ความโล่งใจที่เฟดจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยของนักลงทุนแสดงให้เห็นชัดเจนจากปฏิกิริยาของตลาดภายหลังมีรายงานผลการประชุมเฟดออกมา โดยดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% เฉียดระดับสูงสุดที่เคยทำได้เมื่อปี 2007

ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 24.88 จุด มาอยู่ที่ 17,156.85 จุด ซึ่งเป็นปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นครั้งที่ 16 ของปี และทำให้ดัชนีดาวโจนส์ปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 3.5% และดัชนีแนสแด็กปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.43 จุด มาอยู่ที่ 4,562.19 จุด

ด้านค่าเงินเหรียญสหรัฐยังมีการตอบสนองเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้น และยังอาจจะชัดเจนมากกว่า เห็นได้จากหลังจากที่เฟดยอมรับว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณโตช้า ทำให้ยังจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปอีกสักระยะ ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งค่าเพิ่มขึ้น 1.1% ต่อค่าเงินเยน หรืออยู่ที่ 108.37 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าแข็งค่ามากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2008

แมทธิว วิทเบรด ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของแบริงส์ แอสเซท แมเนจเมนท์ แสดงความเห็นในรายงานของซีเอ็นเอ็น มันนี่ ว่า การที่เฟดไม่ได้ส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อนโยบายอัตราดอกเบี้ยทำให้นักลงทุนผ่อนคลายความวิตกกังวลได้มาก

ขณะที่ คริส กัฟฟ์เนย์ นักกลยุทธ์ตลาดอาวุโสจากเอเวอร์แบงก์ เวลธ์ แมเนจเมนท์ ระบุว่า เยลเลนยึดแนวทางเดียวกันกับ เบน เบอร์แนนคี อดีตประธานเฟดคนก่อน ที่ไม่ต้องการเสี่ยงกับการกระทำใดๆ ก็ตามที่จะทำให้เศรษฐกิจสะดุด รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นการรอดูสถานการณ์และตัดสินใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นประโยชน์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ท่าทีในครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันเช่นกันว่าเฟดจะไม่มีวันปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเด็ดขาด โดยผลการประชุมเฟดระบุชัดว่าสมาชิกคณะกรรมการเอฟโอเอ็มซีส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า เฟดน่าจะสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในช่วงเดือน ส.ค. 2015 และยังปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปี 2015 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 1.125% ในเดือน มิ.ย. ก่อนหน้ามาอยู่ที่ 1.375% และที่ 3.75% ภายในปี 2017

นักวิเคราะห์หลายสำนักยอมรับตรงกันว่า แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของนโยบายอัตราดอกเบี้ยย่อมส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของนานาประเทศอย่างไม่ต้องสงสัยในระยะยาว หลังจากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแน่นอน

อรูป ชาตเตอร์จี นักกลยุทธ์จากบาร์เคลย์ส แสดงความเห็นผ่านหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ว่า ผลกระทบแรกสุดก็คือทิศทางการไหลของทุนที่จะไหลกลับเข้าตลาดสหรัฐเพราะมีแววให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่วนผลกระทบต่อมาก็คือการแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการขยายตัวเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐเอง

โดยสรุปแล้วการยุติมาตรการคิวอีในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้ ไม่มีผลกระทบถึงขั้นเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมากนัก นอกเสียจากเป็นสัญญาณให้นานาประเทศเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่น่าจะมาถึงในช่วงกลางปีหน้าเป็นต้นไป

เพราะอย่างน้อยที่สุดการมีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจย่อมช่วยบรรเทาปัญหาร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นได้ เหมือนเช่นกรณีที่ผ่านมาที่เฟดส่งสัญญาณยุติคิวอีล่วงหน้าหลายครั้ง จนนักลงทุนทั่วโลกไม่ตื่นตระหนกและตอบรับต่อการยกเลิกคิวอีอย่างดี

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน