
สังคมโพสต์ทูเดย์
สังคมตะหานครองเมือง 1 ทศวรรษแห่งข้อมูลข่าวสารและความน่าเชื่อถือ หนึ่งนั้นคือ “โพสต์ทูเดย์”...
สังคมตะหานครองเมือง 1 ทศวรรษแห่งข้อมูลข่าวสารและความน่าเชื่อถือ หนึ่งนั้นคือ “โพสต์ทูเดย์”...
...งามหน้าอีกตามเคยสำหรับภาพลักษณ์เมืองไทย กรณีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติชาวอังกฤษสองคนที่เกาะเต่า การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในยุค “ข่าวสารไร้พรมแดน” จึงมีข่าวหลุดออกมาในลักษณะ “มั่ว” รวมทั้ง “ข่าวลวง” นี่ยังไม่รวมข่าว “สีสัน” เชื่อว่าผลสุดท้าย การ “เร่งรัดอย่างรอบคอบ” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องประชาสัมพันธ์ “เชิงรุก” กู้ภาพเมืองสงบร่มเย็นและธรรมชาติสวยงาม แต่ความปลอดภัยก็ต้องมีสูงเช่นกัน...
...มองในมุมกลับกัน “เทศกาลฟูลมูนปาร์ตี้” ที่จัดขึ้นทุกเดือนจนกลายเป็นเทศกาล แสดงออกอย่างเสรีและแฝงด้วยสิ่งผิดกฎหมายทั้งหลาย รวมถึงการก่อคดีอาชญากรรม ถามถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ ถามถึงหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว และถามหาการทำหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัยในพื้นที่ จะเป็นอีกหนึ่ง “วัวหายแล้วล้อมคอก” เพื่อให้ชื่อเสียของการท่องเที่ยวในเมืองไทยเผยแพร่ออกไปเป็นระยะๆ หรืออย่างไร อย่าเอาแต่รายได้ อย่าได้ละเลยหน้าที่ เรื่องนี้ต้องถึงมือประธาน คสช.อีกหรือ...
...ยาเสพติดจำนวนมากที่ “เล็ดลอด” ลงไปสู่ตลาดภาคใต้ ตลาดใหญ่พอๆ กับชุมชนแออัด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวมีลูกค้ามากมายรออยู่ ยิ่งเป็นเทศกาล “กินดื่ม” แบบไร้ขีดจำกัด คดีอุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นไม่มีรายใดที่ไม่มียาเสพติดเกี่ยวข้อง “จับจริง” กันเสียที อย่าเอาแต่ “เก็บส่วย” แล้วปล่อยให้คนเสพยากันจนมองไม่เห็นความผิดถูก มันทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติและอัธยาศัยของผู้คนยิ่งวันยิ่งเหลือน้อย...
...“พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” สุภาษิตโบราณนี้เห็นทีคงจะต้องนำเสนอให้ท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับไว้พิจารณาบ้าง เพราะการ “พูดทุกเรื่อง” และสื่อสารไปถึงคนทุกกลุ่มมันย่อมมี “ความบกพร่อง” เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งเป็นยุคที่การสื่อสารเข้าถึงทุกหย่อมหญ้าและรวดเร็ว แม้จะรู้กันว่า ท่านนายกฯ เป็นคน “ตรง โผงผาง” หรือมีความพยายามจาก “ลิ่วล้อ” แวดวงกองทัพที่ยังอยู่ในโลกแคบๆ คิดว่า “ปิดปาก” ได้ด้วยอำนาจรัฐ ขอให้ “นั่งนิ่งๆ” แล้วลองทบทวนดูอีกครั้งหนึ่ง อย่าให้ “การเปลี่ยนแปลง” ที่เกิดขึ้นและกำลังจะไปได้ดีนี้ “เสียของ” ไปเหมือนครั้งก่อนๆ...
...การปฏิรูปบ้านเมืองทุกองคาพยพอย่างที่ “ประกาศปาวๆ” ไปๆ มาๆ จะทำได้แค่ไหน เพราะแค่ “เริ่มต้น” เสียงบ่นก็เริ่ม “อื้ออึง” ยิ่งเจอกับ “ฯพณฯ รัฐมนตรี” เจ้ายศเจ้าอย่าง เคยแต่สั่ง “ซ้ายหันขวาหัน” มันจะไม่เข้ากันกับการบริหารยุคดิจิทัล การจัดคนให้ “เหมาะกับงาน” และเป็นผู้บริหาร ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และ “มืออาชีพ” มิใช่มาเป็น “นายบ่าว” เพราะแค่มีเจ้ากระทรวงเป็น “ทหาร” ยกมาทั้งใหม่และเก่า แม้ว่าสังคมจะ “ให้โอกาส” แต่ก็ไม่ควรให้โอกาสเสียไป เพราะ “รักดอกจึงบอกให้” เขาว่ากันมาก็สะท้อนกันไปนะท่านนะ...
...หน้าที่ของคนทำข่าว คือ “กระจก” สะท้อน อะไรดี อะไรชั่ว อะไรมั่วไม่ควรทำ ตรวจสอบ สอดส่อง เป็นหูเป็นตา เป็นปากเสียงแทนคนในสังคม ไม่ใช่ชักนำท่านผู้นำ “ร้องรำทำเพลง” เพราะการบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่เวลา “อวยชัยให้พร” เห็นภาพนายกฯ ประยุทธ์ร้องเพลง เล่นหัว แล้วก็ได้แต่ติงกันเบาๆ ว่า “อย่าเยอะๆ” ปัญหาของบ้านเมืองซับซ้อนมากมาย รีบเร่งเร็วไว ตีงูแล้วไม่ตายจะนำพากลับสู่ “วงจรอุบาทว์” ครั้งแล้วครั้งเล่าอีก...
...นักเรียนตีกัน วัฒนธรรมที่แก้ไม่หาย คำสั่งเด็ดขาดจาก นายกฯ ประยุทธ์ว่า ถึงขั้น “ปิดโรงเรียน” แล้วนักเรียนดีๆ ที่อยู่ในระเบียบวินัย ต้องเดือดร้อน ไม่มีที่เรียนหรือเวลาเรียนไม่เพียงพอ ถือว่า “แก้ถูกทาง” หรือแค่ “พูดไปเรื่อย” แก้กันให้ถูกที่ เกากันให้ถูกที่คัน “สถานบันเทิง” รายรอบมหาวิทยาลัย “คุมเข้ม” อย่างไรให้เยาวชน “รู้สำนึก” ตรงนี้ น่าจะดีกว่าหรือไม่ บรรดาที่ปรึกษาทหารทั้งหลาย “ตื่น” ให้ทันยุคทันสมัย แล้วนำเสนอหนทางแก้ไข เพราะภายใต้รัฐบาล คสช.ทำอะไร “เด็ดขาด” ได้







