
จัดทัพ คสช. กระชับอำนาจเบ็ดเสร็จ
ปรับทัพจัดวางขุมกำลังในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รอบใหม่
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ปรับทัพจัดวางขุมกำลังในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รอบใหม่
สะท้อนชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ยังไม่อาจนิ่งนอนใจสถานการณ์ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทานรุมเร้า
ยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจใหญ่อย่างการ “ปฏิรูป” ที่จำเป็นต้องเข้าไปรื้อโครงสร้างเก่าที่เลี่ยงไม่ได้ต้องกระทบกับขั้วอำนาจเก่า หรือกลุ่มผลประโยชน์เดิม
คสช.ซึ่งเปรียบเสมือน “เปลือกหอย” ย่อมต้องมีหน้าที่สำคัญกับการคอยปกป้องคุ้มครอง ให้ “รัฐบาล” เดินหน้าบริหารประเทศต่อไปอย่างไม่สะดุด เพราะภัยคุกคามจากกลุ่มขั้วอำนาจเก่า กลุ่มต้านรัฐประหาร กลุ่มผู้ไม่หวังดี ต้องการสร้างสถานการณ์
ทว่า บิ๊ก คสช.เดิมที่เป็นหัวเรือใหญ่คุมกำลังหลักในแต่ละเหล่าทัพ ถึงคิวเกษียณแบบยกแผง
ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.
นั่นย่อมทำให้เกิดสภาพ “ขาลอย” ไม่มีอำนาจเหมือนเช่นเดิม และส่งผลให้การกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงไม่คล่องตัวอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ยังมีตำแหน่งใน คสช. และในรัฐบาล
งานนี้จึงจำเป็นต้อง “อุดช่องโหว่” ดึงเอาว่าที่ ผบ.เหล่าทัพ เข้ามานั่งอยู่ใน คสช. เพื่อเพิ่มศักยภาพในการควบคุมดูแลสถานการณ์ได้ทันท่วงที
ทั้ง พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ว่าที่ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ว่าที่ ผบ.สส. พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ว่าที่ ผบ.ทร. พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ว่าที่ ผบ.ทอ. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. คนใหม่ ที่ถูกแต่งตั้งมาเป็นสมาชิก คสช. รวมทั้ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ว่าที่ ผบ.ทบ. เป็น เลขาธิการ คสช.
แม้แต่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ว่าที่ รอง ผบ.สส. ซึ่งพลาดหวังจากเก้าอี้ ผบ.ทบ. ถึงจะมีรางวัลปลอบใจเป็นเก้าอี้ รมว.ยุติธรรม ในฐานะที่รับผิดชอบงานด้านกฎหมายมาตลอดตั้งแต่ต้น เที่ยวนี้ยังถูกดึงให้เข้าอยู่ใกล้หูใกล้ตามานั่งเป็นสมาชิก คสช.อีกตำแหน่ง
ที่สำคัญรอบนี้ยังดึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ จากตำแหน่งประธานที่ปรึกษา คสช. ขยับมานั่งบัญชาการเต็มตัวในตำแหน่งรองหัวหน้า คสช.
อีกทั้งด้วยสถานะรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กลาโหม ย่อมจะทำการทำงานระหว่าง “กองทัพคสช.รัฐบาล” เป็นไปอย่างมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น แถมหากจับสัญญาณการวางตัว พล.อ.ประวิตร เป็นรองนายกรัฐมนตรีเบอร์หนึ่ง พร้อมจะเข้ามาทำหน้าที่รักษาการ หากเกิดการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีต้องสะดุดลงไป ยิ่งตอกย้ำการวางแผนที่วางตัวมาอย่างเป็นระบบ
นี่จึงถือเป็น “กระชับอำนาจ” ของ คสช.เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงอย่างบูรณาการอีกด้วย
นอกจากงานหลักด้านความมั่นคงแล้ว รอบนี้ คสช. ยังดึงเอามือดีมาช่วยทำงานคู่ขนานไปกับรัฐบาล แถมยังอุดช่องว่างที่เคยเป็นจุดอ่อน และสร้างปัญหาให้ คสช. ในอดีต
ทั้ง มีชัย ฤชุพันธุ์ ปรมาจารย์ด้านกฎหมาย ที่จะช่วยเป็นมันสมองสำคัญ คอยกลั่นกรองความถูกต้องของงานแต่ละด้านว่าจะขัดแย้ง หรือติดขัดกับกฎหมายฉบับใด และต้องแก้ไขอย่างไร
เพราะต้องยอมรับว่างาน “ปฏิรูป” หลายเรื่องนั้นมีอุปสรรค คือ ปัญหาด้านข้อกฎหมาย ดังนั้นหากได้คนที่คร่ำหวอดและมีประสบการณ์สูงมาช่วยงานย่อมทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
อีกด้านหนึ่งยังดึง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มือดีด้านเศรษฐกิจคนหนึ่งของประเทศมาเป็นธิงก์แท็งก์ ให้ คสช. ในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การค้าต่างประเทศ
เมื่อเวลานี้การเดินหน้าปฏิรูปมีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างภาษี การเร่งขยายการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ คสช.จึงจะทำหน้าที่พิจารณาแต่ละเรื่องแบบคู่ขนาน เพื่อเสริมไปกับการทำงานของรัฐบาล
เพราะต้องยอมรับว่า อำนาจเบ็ดเสร็จสุดท้ายก็ยังอยู่ในมือ คสช. แม้ “โรดแมป” จะเดินหน้าเข้าสู่ระยะที่ 2 ส่งผ่านอำนาจต่อไปยังคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
แถมเปิดช่องการใช้อำนาจไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557
“ในกรณีที่หัวหน้า คสช. เห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อ ป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายใน หรือภายนอกราชอาณาจักร
ให้หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช. มีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่ง หรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด”
นั่นหมายความว่าภายใต้ร่มใหญ่ คสช. ยังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสูงสุด และพร้อมจะเข้ามาแทรกแซง สั่งการ ระงับยับยั้งการดำเนินการใดๆ ของ รัฐบาล สนช. หรือ สปช.
ยิ่งในกรณีเกิดการพลาดพลั้ง บริหารไปสะดุดอุปสรรค หรือไม่เป็นที่ยอมรับ ถึงขั้นเกิดกระแสคัดค้านรุนแรง เวลานั้น คสช.ย่อมเป็นทางออกสุดท้ายที่จะเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ไม่ให้ทุกอย่างเสียหาย หรือลุกลามบานปลายจนควบคุมไม่อยู่
การปรับโครงสร้าง จัดวางตำแหน่งใน คสช.รอบนี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในอนาคต







