posttoday
กางแผนคืนชีพศก.ยุโรปเดิมพันสุดท้ายก่อนฟุบยาว

กางแผนคืนชีพศก.ยุโรปเดิมพันสุดท้ายก่อนฟุบยาว

17 กันยายน 2557

สภาพเศรษฐกิจยุโรปกำลังเป็นที่จับตามองกันทั่วโลก เพราะกำลังเสี่ยงอย่างมากต่อการเกิดเศรษฐกิจซบเซายาวนาน

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

สภาพเศรษฐกิจยุโรปกำลังเป็นที่จับตามองกันทั่วโลก เพราะกำลังเสี่ยงอย่างมากต่อการเกิดเศรษฐกิจซบเซายาวนาน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจทั้งยุโรปเสี่ยงเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างหนัก โดยภายหลังวิกฤตหนี้ยุโรปปี 2010 ยอดเงินเฟ้อแทบไม่โตขึ้น สัดส่วนการบริโภคยังทรงๆ เท่านั้น เมื่อการบริโภคลด การลงทุนก็ลดตาม สุดท้ายก็จะกลายเป็นวงจรความถดถอยทางเศรษฐกิจในที่สุด

สหภาพยุโรป (อียู) ในฐานะกลไกขับเคลื่อนหลักของภูมิภาค จึงพยายามระดมสรรพกำลังอย่างเต็มที่ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจยุโรปให้พ้นจากภาวะดังกล่าว

นำทัพโดยธนาคารยุโรป (อีซีบี) ซึ่งขณะนี้ได้งัดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินต่างๆ ออกมาอย่างเต็มที่ โดยหวังให้บรรดาสถาบันการเงินในภูมิภาคสามารถปล่อยกู้ได้มากขึ้น

เริ่มจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ 0.05% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบอยู่ที่ 0.20%

พร้อมกันนี้ยังเสริมทัพด้วยมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจ โดยเริ่มจากโครงการ ปล่อยสินเชื่อสำหรับรีไฟแนนซ์สำหรับสถาบันการเงิน (ทีแอลทีอาร์โอ) ซึ่งเป็นโครงการปล่อยสินเชื่อสำหรับการรีไฟแนนซ์ระยะยาวให้ภาคธนาคารในยุโรป ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าปกติและคงที่เป็นระยะเวลา 4 ปี ซึ่งจะเริ่มต้นภายในวันที่ 18 ก.ย.นี้

ด้าน โฆเซ กอนซาเลซปาราโม อดีตผู้บริหารบอร์ดอีซีบีแสดงความเห็นว่า เจ้าตัวไม่แปลกใจเลยหากอีซีบีจะยอมทุ่มทุนในโครงการดังกล่าว 79 แสนล้านยูโร (ราว 29.237.5 ล้านล้านบาท) โดยจะเป็นการขยายสภาพคล่องให้กับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการทีแอลทีอาร์โอ ซึ่งจะทำให้สามารถปล่อยกู้ได้มากขึ้นในที่สุด และสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อได้โดยตรง

นอกจากนี้ อีซีบียังยิงกระสุนนัดใหม่ซ้ำอีกด้วยการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง (เอบีเอส) ภายในเดือน ต.ค.นี้อีกด้วย เพื่อเพิ่มปริมาณเม็ดเงินในตลาดเพื่อต่อสู้กับเงินภาวะฝืดที่แก้ยาก ซึ่งทางบลูมเบิร์กเปิดเผยว่าอาจมีวงเงินสูงถึง 7 แสนล้านยูโร เลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการดังกล่าวนับว่ามีช่องโหว่อยู่ไม่น้อย เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่บรรดาธนาคารพาณิชย์จะไม่นำเม็ดเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ต่อ แต่อาจนำไปเก็งกำไรในตลาดทุนแทน เช่นเดียวกับที่เม็ดเงินจากนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐไหลเทสู่ตลาดหุ้นมากกว่า

กรณีดังกล่าวนับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ใช่เป้าหมายอีซีบีอย่างแน่นอน ซ้ำร้ายจะกลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้นเสียอีก

ดังนั้น การอัดฉีดเม็ดเงินของอีซีบีอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอสำหรับการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่บรรดารัฐบาลชาติ สมาชิกยุโรปเองจะต้องดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

เยโรม ดิสเซลโบลม ขุนคลังเนเธอร์แลนด์ได้แสดงความเห็นระหว่างการประชุมรัฐมนตรีคลังยุโรปว่า ยุโรปจะพึ่งพานโยบายทางการเงินจากอีซีบีอย่างเดียวไม่ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องออกนโยบายที่สอดคล้องกับมาตรการด้วยเช่นกัน

ในการประชุมครั้งนั้นพอสรุปได้ว่า บรรดารัฐมนตรีคลังยุโรปได้ให้คำมั่นว่า จะนำประเด็นการลดภาระภาษีของชนชั้นแรงงานลงกลับไปหารือกับคณะรัฐมนตรีของแต่ละประเทศอีกครั้ง

นอกจากนี้ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี ยังระบุว่า มาตรการกระตุ้นของอีซีบีจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าการยอมผ่อนคลายนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดของสมาชิกอียูเช่นกัน โดยพุ่งเป้าชัดเจนไปที่ชาติเสาหลักทางเศรษฐกิจยุโรป อย่าง เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่งส่วนใหญ่งบประมาณเกินดุลอยู่แล้ว

ทั้งนี้ แม้จะมีงบประมาณเกินดุลทว่าเศรษฐกิจของทั้ง 3 ประเทศ ก็ไม่ดีเท่าไรนัก ในปัจจุบัน โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจเยอรมนีหดตัวลงอยู่ที่ 0.2% ขณะที่เศรษฐกิจฝรั่งเศสไม่ขยายตัวเลย ด้านอิตาลีได้เข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ฉะนั้น ผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัดของแต่ละประเทศ ทั้งการปรับลดอัตราภาษีและการเพิ่มปริมาณการลงทุนจากภาครัฐจะกลายเป็นนโยบายที่สอดไปกับการเทเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างดีเยี่ยม

ถึงแม้ว่ามาตรการทั้งสองอาจน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปได้ไม่น้อย แต่อีกหนึ่งโครงการที่ทางอียูสนใจจะใช้เป็นเครื่องมือในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจเช่นกันคือ การตั้งกองทุนสำหรับภาคธุรกิจยุโรป ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะหนี้ทับถม ซึ่งหลอกหลอนยุโรปมานาน

แต่ละประเทศได้เสนอนโยบายที่น่าสนใจหลายอย่างด้วยกัน โดยฝรั่งเศสกับเยอรมนีเสนอให้มีการกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน ด้านโปแลนด์หวังจะให้มีการระดมทุนจากรัฐสมาชิกยุโรป เพื่อตั้งกองทุนในนามของอียูที่จะมีขนาดใหญ่กว่า 7 แสนล้านยูโร ขณะเดียวกัน ฌองเคลาด์ ยุงส์เกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เสนอจะตั้งวงเงินกว่า 3 แสนล้านยูโร ใช้สำหรับเป็นทุนเพื่อการกระตุ้นและการปฏิรูปเศรษฐกิจ

ถึงกระนั้นโครงการที่น่าสนใจมากกลับเป็นของอิตาลี ที่เสนอให้บรรดาธุรกิจในยุโรปสามารถระดมทุนจากสาธารณะได้มากขึ้น อาทิ การออกหุ้นกู้ โดยในปัจจุบันภาคธุรกิจในยุโรปยังคงพึ่งแหล่งเงินทุนจากธนาคารกว่า 80%

อย่างไรก็ดี หลังจากช่วงวิกฤตหนี้ยุโรปปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อน้อยลง จนกลายเป็นวิกฤตขาดแคลนเงินทุนสำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อมที่ไม่มีสินทรัพย์ในการค้ำประกันมากนัก แต่สำคัญยิ่งในฐานะภาคส่วนหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุโรป โดยมีสัดส่วนคิดเป็น 2 ใน 3 ของธุรกิจในยุโรปทั้งหมด

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของยุโรปในครั้งนี้ ถือเป็นไม้ตายสุดท้ายที่อีซีบีและบรรดาผู้วางนโยบายทางเศรษฐกิจยุโรปจะงัดมาใช้ เพื่อต่อสู้กับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่จ่ออยู่ที่ประตูบ้าน

กระนั้นก็ตามกูรูจำนวนไม่น้อยที่ออกมาแสดงความเห็นว่า มาตรการต่างๆ อาจยังไม่พอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดย ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับชื่อดังแสดงความเห็นว่า มาตรการทีแอลทีอาร์โอจะไม่สามารถกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อในยุโรปใต้ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยแข็งแรง

แม้แต่ วีโตร์ คอนสแตนชิโอ รองผู้ว่าการอีซีบีเองยังระบุเช่นกันว่า มาตรการในการเข้าซื้อสินทรัพย์ของภาคเอกชนของอีซีบีนั้นยังไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแน่นอน อีซีบีจำเป็นต้องเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลในยูโรโซนด้วย

นับเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาไม่น้อยทีเดียว สำหรับการงัดมาตรการต่างๆ ออกมาสู้กับภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่แน่นอนแล้วว่าขณะนี้ไพ่บนมือของบรรดาผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงินยุโรปกำลังหมดลงเรื่อยๆ แล้ว

คงได้แต่ช่วยลุ้นว่าเศรษฐกิจยุโรปจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างจริงจัง มิฉะนั้นในฐานะผู้บริโภครายใหญ่ ประเทศผู้ส่งออกทั่วโลกคงขำไม่ออกแน่

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน